โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก “ศึกเขมร” สู่ รบ “โจรใต้” 2 “บิ๊กปู” พลัส “นายกฯหนู” เอาจริง ดับไฟใต้!!

สยามรัฐ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้การวิศรุฒน์

หลังจากทำศึกกับกัมพูชาได้ชัยชนะยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาได้เกือบหมดพร้อมพื้นที่ปลอดภัย

กองทัพไทยโดยเฉพาะ กองทัพบกได้เกิดความฮึกเหิมและมีความคิดตรงกันในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะบิ๊กในกองทัพบก ภายใต้การนำของ “บิ๊กปู” พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่าในห้วง 2 ปีที่เหลือในการเป็นผบ.ทบ. จะพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.) ให้สำเร็จให้ได้ เพราะถือเป็นโอกาสสุดท้ายในฐานะที่เป็นผบ ทบ. และเป็นทหาร ก่อนที่จะเกษียณราชการ ในปี 2570

โดยจะมีการปรับใช้ยุทธวิธีกลยุทธ์ต่างๆจากการสู้รบกับกัมพูชา มาใช้ในชายแดนใต้แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม เพราะการสู้รบกับกัมพูชาง่ายกว่า เพราะเป็นกองกำลังเป็นทหารถืออาวุธ อยู่ฝ่ายตรงข้ามปรากฏตัวให้เห็นชัดเจน รบกันแบบชัดเจน

แต่สำหรับโจรใต้ นั้น เรามองไม่เห็นตัว เพราะแฝงตัวมาในรูปของประชาชนและไม่ได้ตั้งกองกำลังต่อสู้ชัดเจน

เมื่อก่อเหตุ ก็กลับมาเป็นประชาชน หรือข้ามหนีตามช่องทางธรรมชาติ กลับไปอยู่ฝั่งมาเลเซีย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสู้รบกับโจรใต้

เพราะจะต้องใช้ทั้งการเมืองและการทหารควบคู่กันไปการเมืองคือ การต่อสู้ทางแนวคิดในการสร้างความเข้าใจ และความรู้สึกที่ดีให้กับพี่น้องมุสลิมชายแดนใต้

ส่วนการทหาร ที่ยังคงต้องมีการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ในการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนและกำลังทหาร และ เจ้าหน้าที่รัฐ

แต่ห้วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา กองทัพบกในนาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค4 ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภรค4 สน)) ได้ใช้แนวทาง “การเมือง นำการทหาร” มาตลอด แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

และพบว่าแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะทำดีกับประชาชนในพื้นที่มากเพียงใดแต่ก็ไม่อาจทำให้บรรดาแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบ เปลี่ยนใจเนื่องจากถูกปลูกฝังมายาวนานตั้งแต่วัยเด็ก จากประวัติศาสตร์และความเชื่อทางศาสนาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

แม้ว่าประชาชนในชายแดนใต้จะมีจำนวนไม่น้อย ที่อยากอยู่แบบสงบสุขและอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรไทย อยากเป็นคนไทยและพร้อมที่จะเปิดใจรับทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมให้ความร่วมมือ

แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความหวาดกลัวเกรงกลัวต่อคำขู่หรือการถูกจับจ้องจากกลุ่มก่อความไม่สงบในชายแดนใต้ที่มีตาเป็นสับปะรดอยู่ในทุกหมู่บ้าน ชุมชน ตำบลอำเภอ และจังหวัด

และแทรกซึมอยู่ในบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่นักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ

จึงทำให้การแก้ปัญหาของกองทัพเป็นไปอย่างยากยิ่ง เพราะหากประชาชนเกิดความหวาดกลัวไม่ยอมร่วมมือ ไม่เป็นหูเป็นตาให้เพราะกลัวอันตรายสู่ตัวเอง

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่กองทัพจะยอมแพ้!!

จากการสู้รบกับกัมพูชา ทำให้คะแนนนิยมที่มีต่อกองทัพพุ่งขึ้นสูงขึ้น และทำให้กองทัพบกมีความมั่นใจในการปฏิบัติการต่างๆมากขึ้น

แม้ว่าไม่อาจจะยกรูปแบบการรบกับกัมพูชามาใช้กับการรบกับโจใต้ก็ตาม แต่ในแง่กำลังใจ พลังความฮึด ของทหารไทย พร้อมที่จะสู้

ทบ. จึงเริ่มมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้จากการใช้ “การเมืองนำการทหาร” มาใช้ “การทหารควบคู่การเมือง”

คือยังคงต้องทำงานมวลชนงานกิจการพลเรือน สร้างความรู้สึกที่ดี to win heart and mind ความเข้าใจ กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป

พร้อมกันนั้น ก็ยังคงต้องมีการพูดคุยสันติสุขฯ กับระดับแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบกันต่อไป

แม้ว่าการพูดคุยในห้วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จะไม่ประสบความสำเร็จ หรือเรียกได้ว่าล้มเหลวเลยก็ว่า ได้เพราะไม่อาจเชื่อได้ว่ากลุ่มก่อความไม่สงบโดยเฉพาะกลุ่ม BRN ที่พูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทย จะเป็นโจรใต้ตัวจริงที่สามารถสั่งการในพื้นที่ได้

เพราะเหตุการณ์รุนแรง ก็ยังเกิดขึ้นอีกทั้งตัวแทนในการเจรจาก็มักจะมีเทคนิคในการบ่ายเบี่ยงอิดออด ในการรับฝากเรื่องพื้นที่ปลอดภัย จะไม่ให้มีการก่อเหตุแม้แต่ในช่วงสั้นๆ เพื่อเป็นการทดลองและวัดใจหรือตรวจสอบว่าเป็นตัวจริงหรือไม่ก็ตาม แต่แกนนำขบวนการฯ ก็ไม่เคยตกปากรับคำ หรือบางครั้งตกลงแต่ก็เกิดเหตุขึ้นทุกครั้ง แต่ก็อ้างว่าเป็นขบวนการกลุ่มอื่นไม่ใช่ BRN

ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลไทยหลายยุคให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลมาเลเซีย เพราะในระดับนายกรัฐมนตรีคุยกันมาเองหลายยุคหลายสมัยในการที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติสุข ระหว่างคณะตัวแทนรัฐบาลไทยกับตัวแทนกลุ่ม BRN

รัฐบาลไทยตั้งความหวังว่าเมื่อมาเลเซีย เป็นเสมือนคนกลางในการจัดการเจรจาให้ก็ย่อมเชื่อว่าตัวแทนโจรใต้เหล่านั้น เป็นตัวจริง

แต่ผ่านมาหลายปีและเปลี่ยนผู้อำนวยการสะดวกชาวมาเลเซียมาหลายคนแล้ว สถานการณ์รุนแรงก็ยังคงเกิดขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม

แต่แม้รัฐบาลไทย และกองทัพจะรู้ว่ากลุ่มโจรใต้ ตัวแทนที่มาคุยจะไม่ใช่ตัวจริง แต่ก็พูดคุยต่อไปเพื่อให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่รัฐบาลไทย ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ใช่ใช้แค่ด้านการทหารเท่านั้น

จนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว. กลาโหม เคยมีแนวคิดที่จะทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ใหม่ และทบทวนการพูดคุยสันติสุขฯ แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลเสียก่อน

จนมาปัจจุบันเป็นยุคของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล ที่ยังคงเป็นนายกฯ รักษาการในระหว่างรอการรับรองผลของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และการจัดตั้งรัฐบาล

แต่นายอนุทิน ได้แสดงจุดยืนและท่าทีที่ชัดเจนว่า จะต้องแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ให้เข้มข้นขึ้น

โดยเฉพาะในห้วงก่อนการเลือกตั้งได้เกิดเหตุวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมันปตท. รวม 11 จุด และเกิดเหตุวางระเบิดต่อเนื่องมาทำให้นายอนุทินให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อรวมถึงพูดในที่ประชุมตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะมาตรการด้านการข่าวกรอง โดยใช้คำว่า “รับไม่ได้” กับเหตุผลที่มีการชี้แจง เพราะไม่สามารถที่ตอบประชาชนได้

โดยเมื่อ หลังการเลือกตั้งและพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้ง นายอนุทิน ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่สงขลาได้เรียกประชุม ฝ่ายความมั่นคง นายอนุทิน ได้ใช้โอกาสนี้ในการสังคายนางานการข่าวถึงขั้นที่ตอกย้ำ แสดงถึงความไม่พอใจ เมื่อมีการรายงานว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องปกติในห้วงเทศกาลต่างๆเป็นเสมือนสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งเป็นรายงานที่รับไม่ได้

และไม่สามารถจะไปชี้แจงในสภาหรือกับประชาชนได้ โดยย้ำว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะยอมปล่อยให้กลุ่มก่อความไม่สงบมาท้าทายด้วยการก่อเหตุในทุกเทศกาลเช่นนี้ไม่ได้

ใบแค่นั้น นายอนุทิน ยังตอกย้ำว่าในห้วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ก็มักจะเลือกคนในพื้นที่ที่เติบโตมาในชายแดนใต้หรือภาคใต้ มาเป็นผู้ว่าฯ ไม่ได้เอาคนนอกพื้นที่มา

นอกจากนั้น ยังพูดทีเล่นทีจริงในที่ประชุมว่ารับทราบรายงานจากหน่วยข่าวว่า ถูกตัดงบประมาณจึงทำให้งานการข่าว ไม่ได้ตามที่ตั้งเป้า

พร้อมกันนี้ นายอนุทินได้อ่านโน้ตของเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอบต. ) ที่แนะนำเรื่องมาตรการงานการข่าว โดยชี้ให้เห็นความบกพร่องต่างๆ

นโยบายและสั่งการของ นายอนุทิน ตรงใจกับ พลเอกพนา และ “บิ๊กปูด้วง” พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกและเป็นเลขาธิการกอ.รมน. อีกด้วย ที่ต้องการใช้โอกาสนี้ใช้เวลาที่เหลือในอายุราชการอีก 2 ปีในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ให้ดีขึ้น แม้ว่าอาจจะยังไม่แก้ได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องมีทิศทางที่ดีขึ้น

พลเอกชัยพฤกษ์ เปิดเผยว่า พลเอกพนา และตนเองได้เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้เป็นระยะและจะลงพื้นที่บ่อยขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ พลเอกชัยพฤกษ์ ก็เพิ่งลงพื้นที่ไปนอนค้างอยู่หลายวันเพื่อพูดคุยกับ พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค4 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ในการปรับแผนการทำงาน

รวมถึงให้กำลังใจพลโทนรธิป ในการปฏิบัติหน้าที่เพราะเจอแรงกดดันจากการที่เติบโตมาจากภาคอีสาน กองทัพภาค2 และเป็นรองแม่ทัพภาค2 ก่อนขยับขึ้นพลโท ลงมาเป็นแม่ทัพภาค4 ในยุคของ พลเอกพนา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 จึงถูกจับตามองในเรื่องความสามารถในการแก้ไขปัญหา

โดยที่ พลโทนรธิป ก็พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาจนเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนเตรียมทหาร 26 ว่ามีความเครียดเพราะไม่ใช่เจอแค่ปัญหารุนแรงในภาคใต้ แต่ก่อนหน้านี้เมื่อรับตำแหน่งก็เจอเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ที่หาดใหญ่

แต่อย่างไรก็ตาม ยังถึงขั้นที่พลเอกพนา จะเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค4 เพราะยังให้โอกาส พลโทนรธิป ในการปฏิบัติหน้าที่ต่ออีก 6 เดือนจนถึงตุลาคม 2570 คาดว่าจะขยับขึ้น พลเอก แต่มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาภาคใต้ให้ได้ก่อนที่จะพ้นหน้าที่ไป

นอกจากนี้ ทางกองทัพต้องการให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศส่งใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้เหมือนเช่นที่ส่งใจและสนับสนุนทหารในการสู้รบกับกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา

โดยมีการซัพพอร์ตเป็นกำลังใจจากประชาชนในโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน จึงต้องการให้ประชาชนสนับสนุนทหารที่ชายแดนใต้ด้วย

เพราะในส่วนของ กองทัพบก พลเอกพนา ก็ไม่ได้ให้กองทัพภาค4 เผชิญปัญหาอยู่ฝ่ายเดียวกองทัพภาคเดียว แต่ได้ขอให้กองทัพภาค1 ส่งกำลังทหารมาเสริมด้วยโดยเป็นกำลังทหารจากกองพลทหารราบที่9 กาญจนบุรีและกองพลทหารราบที่ 11 ฉะเชิงเทรา

เดิมมีนโยบายที่จะให้ทหารกองทัพภาค2 ส่งกำลังมาช่วยชายแดนใต้ด้วย เพราะในอดีตยุคที่ “บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผบ.ทบ. เคยเอากำลังทหารจากทัพภาคอื่นลงมาช่วยชายแดนใต้มาแล้ว แม้จะไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นนักก็ตาม

แต่ก็ถือว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาของทหารบก ทุกทัพภาคไม่ใช่ทัพภาค4 อย่างเดียว

แต่ต่อมาเมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบกับกัมพูชา ทำให้กำลังทหารในกองทัพภาค2 ไม่เพียงพอจึงไม่สามารถที่จะส่งกำลังลงมาช่วยชายแดนภาคใต้ ได้

ส่วนทัพภาค3 ก็ต้องส่งไปช่วยดูแลชายแดนไทย-กัมพูชาสนับสนุนกองทัพภาค2 อยู่จึงทำให้มีแต่กองทัพภาค1 ที่ส่งกำลังมาช่วย ซึ่งก็ถือว่าตึงมือเพราะกำลังของกองทัพภาค1 ก็ต้องไปช่วยทั้งที่ กองกำลังสุรนารีอีสานใต้ และที่กองกำลังบูรพาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

โดยกองทัพภาค1 รับผิดชอบหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส โดยมี “รองด้วง” พลตรียอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาค1 ลงไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ด้วยตนเอง

ดังนั้นการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ดูมีความหวังขึ้นจากการเอาจริงของผู้บัญชาการทหารบก รวมถึงนายกรัฐมนตรี ที่อาจจะได้จับมือร่วมรบกับโจรใต้ เหมือนเช่นที่รบกับกัมพูชาในการศึกที่ผ่านมาแม้ว่าจะเป็นศึกสงครามที่มีความแตกต่างและใช้กลยุทธ์หรือวิธีเดียวกันไม่ได้ ก็ตาม แต่อย่างน้อยกองทัพกับรัฐบาลและนายกฯ ก็มีจุดยืนเดียวกันที่จะดับไฟใต้ให้เร็วที่สุด

#ไฟใต้ #ชายแดนใต้ #กองทัพบก #บิ๊กปู #อนุทินชาญวีรกูล #ความมั่นคง #โจรใต้ #วิเคราะห์ความมั่นคง #การเมืองความมั่นคง #สยามรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...