โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ศาลสูงตัดสินไม่ชัด คืนภาษียังไง พ่อค้าอเมริกันแห่เรียกร้องเงินคืน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า คำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐที่สั่ง “ยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า” ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ระบบการค้าโลกเข้าสู่ภาวะ “สับสนวุ่นวาย” อีกครั้ง ทั้งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค ต่างเร่งหาคำตอบว่า “จะขอคืนเงินภาษีอย่างไร และต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น”

ศาลไม่ได้ให้คำแนะนำชัดเจนว่า ภาษีเหล่านั้นจะคืนเงินหรือไม่ หรือจะคืนอย่างไร สำหรับบริษัทอเมริกันและเศรษฐกิจโดยรวม นั่นหมายถึง “ความไม่แน่นอนทางการค้า” ที่เพิ่มขึ้นอีกมาก

เบธ เบนิเก เจ้าของบริษัท Busy Baby ผู้จำหน่ายสินค้าเด็กในรัฐมินนิโซตากล่าวว่า “ฉันรู้สึกโล่งใจ แต่ก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนกัน แบบว่าแล้วต่อไปล่ะ? ฉันจะขอเงินภาษีคืนยังไง? แล้วตอนนี้ฉันจะวางแผนธุรกิจระยะยาวได้จริงไหม?”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐเก็บภาษีจากมาตรการที่ศาลเพิ่งยกเลิกไปแล้วกว่า 133,000 ล้านดอลลาร์ การคำนวณว่า ผู้บริโภคและภาคธุรกิจแต่ละรายจะได้คืนเท่าไร น่าจะซับซ้อนและใช้เวลานาน และมีแนวโน้มว่า “ศาลชั้นล่าง” จะต้องเข้ามาดูรายละเอียดต่อ

ริก โวลเดนเบิร์ก ซีอีโอบริษัทของเล่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ฟ้องร้องคดีนี้ กล่าวว่า เขามั่นใจว่าบริษัทของเขาและบริษัทอื่น ๆ จะได้รับเงินภาษีที่จ่ายไปคืน

“ศาลบอกชัดว่า ภาษีเหล่านี้ ‘ผิดกฎหมายตั้งแต่แรก’ ผมจึงคาดว่า ในที่สุดเราจะได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย เพราะรัฐบาลไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินนั้นตั้งแต่ต้น” เขากล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ระหว่างการแถลงข่าวบ่ายวันศุกร์ ทรัมป์ตำหนิผู้พิพากษาศาลสูงว่า ไม่ได้ชี้ชัดว่าเงินภาษีที่เก็บไปแล้วจะจัดการอย่างไร พร้อมกล่าวว่า “เรื่องนี้อาจต้องขึ้นศาลยืดเยื้อไปอีก 5 ปี”

ทรัมป์ยังประกาศด้วยว่า เขาจะออกคำสั่งเก็บ “ภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลก” ทันที ภายใต้อำนาจกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง โดยจะเรียกเก็บ “เพิ่มจากอัตราภาษีปกติที่มีอยู่แล้ว” ซึ่งทำให้เกิดคำถามและความสับสนรอบใหม่เกี่ยวกับอัตราภาษีที่แท้จริง

รายงานของธนาคารกลางนิวยอร์ก และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนีชี้ว่า ผู้บริโภคและบริษัทอเมริกันเป็นฝ่ายแบกรับภาระภาษีส่วนใหญ่ โดยสหรัฐเป็นฝ่ายรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นเกือบ 90% ของการขึ้นภาษีเมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อยังไม่รุนแรงมากนัก เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา หลายบริษัทพยายาม “ดูดซับต้นทุนไว้เอง” แทนที่จะผลักภาระไปให้ผู้บริโภค

ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีศักยภาพมากกว่าที่จะรับต้นทุนภาษีไว้ได้

บริษัท Costco ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าร่วมฟ้องรัฐบาลทรัมป์ในเวลาต่อมา เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสิทธิขอเงินภาษีคืน

เบนิเกเปิดเผยว่า เธอเพิ่งจ่ายภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าซิลิโคนจากเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ที่เพิ่งมาถึงเมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้ยอดภาษีที่เธอจ่ายตั้งแต่ปีที่แล้วรวมเกือบ 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) แล้ว

คำวินิจฉัยเสียงข้างมากของศาล ซึ่งเขียนโดยประธานศาลจอห์น โรเบิร์ตส์ “ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นการคืนเงินภาษี” โดยน่าจะปล่อยให้ศาลชั้นล่างเป็นผู้จัดการรายละเอียดต่อไป

ขณะที่ผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ ซึ่งแสดงความเห็นแย้ง ระบุว่า กระบวนการนี้มีแนวโน้มจะ “วุ่นวาย” และจะ “ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกระทรวงการคลังสหรัฐ”

สถาบัน Yale Budget Lab ประเมินว่า คำตัดสินของศาล จะทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของสหรัฐลดลงเหลือ 9.1% จากเดิม 16.9%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมคำสั่งเก็บภาษีใหม่ 10% ที่ทรัมป์ประกาศว่า จะลงนามในวันศุกร์ ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถใช้มาตรการภาษีได้นานสูงสุด 150 วัน โดย “ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส”

ในช่วงเวลานั้น ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลของเขาจะเริ่มการสอบสวนทางการค้าใหม่ ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีที่มีผลถาวรมากขึ้นในอนาคต

ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจขึ้นภาษีภายใต้กฎหมายฉบับอื่นได้ เช่น กฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีนำเข้าได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย หากเห็นว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือกระทบความมั่นคงแห่งชาติ

แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะทำอย่างไร และเมื่อไร ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้า และภาคธุรกิจอื่น ๆ จำนวนมากจึงต้องกลับเข้าสู่โหมด “รอดูสถานการณ์” คล้ายกับปีที่แล้ว ซึ่งความไม่แน่นอนเรื่องภาษี ทำให้แม้แต่การวางแผนธุรกิจพื้นฐาน ก็ทำได้ยาก
อ้างอิง: wsj

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...