6 ศัพท์แสลงวัยรุ่นสมัยไทโชกับการเปลี่ยนผ่านสู่วิถีชีวิตแบบโมเดิร์น!
ศัพท์วัยรุ่นหรือคำแสลงส่วนใหญ่ถูกคิดขึ้นมาโดยเหล่าวัยรุ่นหนุ่มสาวและมักใช้สื่อสารกันเฉพาะกลุ่ม ในแต่ละยุคสมัยก็มีการคิดค้นคำใหม่ ๆ ขึ้นมากมายตามสภาพสังคมและกระแสนิยมในเวลานั้น ซึ่งบางคำก็เลือนหายไปตามกาลเวลา วันนี้เรามาลองย้อนเวลากลับไปดูกันค่ะว่าถ้าเป็นในสมัยโทโช วัยรุ่นสมัยนั้นเขาจะมีคำศัพท์แบบไหนกันบ้าง
ย้อนกลับไปประมาณ 100 ปีก่อน ในช่วงสมัยไทโช (1912-1926) เป็นช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่อง “เสรีภาพ” และ “วิธีคิดแบบใหม่” กำลังแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ประชาธิปไตยได้รับการพัฒนาขึ้นในด้านการเมือง วิถีชีวิตของผู้คนก็เริ่มคล้ายคลึงกับยุคปัจจุบัน สื่อจากตะวันตกได้รับความนิยม เมื่อสังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมของวัยรุ่นหนุ่มสาวก็เปลี่ยนตามไปด้วย อย่างในด้านแฟชั่นก็เกิดกระแสของ “Mobo Moga” (モボモガ) ที่แต่งตัวสไตล์ตะวันตกไปนั่งชิลจิบกาแฟตามร้านคาเฟ่ รวมไปถึงคำแสลงหรือศัพท์วัยรุ่น
ในยุคสมัยนี้ ศัพท์วัยรุ่นถือกำเนิดขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาว โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยและนักเรียนมัธยมระบบเก่า ต่างก็สนุกกับการใช้คำศัพท์ใหม่ ๆ ที่อิงจากภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษเพื่อใช้คุยกับเพื่อนฝูง ยกตัวอย่างเช่น
1. Tanki Ensei
Tanki Ensei (短期遠征) แปลว่า “การเดินทางระยะสั้น” หมายถึงการเดินทางไปทำกิจกรรมในระยะสั้น ๆ ไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เช่น ไปฝึกซ้อมแข่งขัน ศึกษาดูงาน วิจัย ออกสำรวจ สัมภาษณ์ ฯ แต่ในความหมายของศัพท์แสลงสมัยไทโช จะหมายถึง “การไปทานอาหารคนเดียว” คล้ายกับคำว่า Solo Katsu (ソロ活) หรือ Bocchi Meshi (ぼっち飯) ในปัจจุบัน
2. Jingeru
มาจากภาษาเยอรมันว่า Sänger ที่แปลว่านักร้อง คำว่า Jingeru (ジンゲル) มี 2 ความหมายคือ “นักร้อง” ซึ่งแปลตรงตัวตามภาษาเยอรมัน แต่ในความหมายของศัพท์แสลงในหมู่นักเรียนสมัยไทโช จะหมายถึง “เกอิชา”
3. Dopperu
Dopperu (ドッペル) มาจากภาษาเยอรมันว่า Doppel ที่แปลว่า “สองเท่า” แต่ในความหมายของศัพท์แสลงสมัยไทโช จะหมายถึง “การเรียนซ้ำชั้น”
4. Boryuumu Ricchi
Boryuumu Ricchi (ボリュームリッチ) มาจากการผสมคำว่า Volume ที่แปลว่าปริมาณในภาษาอังกฤษและคำว่า Reich ที่แปลว่าร่ำรวยในภาษาเยอรมัน ในความหมายของศัพท์แสลงสมัยไทโช จะหมายถึง “มีปริมาณมากหรือมีความสามารถ”
5. Ginbura (ギンブラ)
มาจากการผสมคำว่า Ginza (銀座) และคำว่า Burabura (ぶらぶら) ที่แปลว่า “เดินเล่นเรื่อยเปื่อย” คำนี้จึงหมายถึง “การเดินเที่ยวเล่นในกินซ่า”
6. Jinrui no Teki
Jinrui no Teki (人類の敵) แปลว่าศัตรูของมนุษยชาติ หมายถึง ผู้ที่มีผลกระทบเชิงลบต่อสังคม อย่างเช่นการวิจารณ์บริษัทที่กว้านซื้อข้าว
นอกจากคำเหล่านี้แล้วก็มีบางคำที่ยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน เช่น Saboru (サボる) หมายถึงโดดเรียนหรือโดดงาน มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Sabotage และคำว่า Jirihin (ジリ貧) หมายถึง ค่อย ๆ ยากจนลงหรือสถานการณ์ค่อย ๆ แย่ลง
สมัยไทโชถือเป็นช่วงเวลาพิเศษในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ “เสรีภาพ” และ“ประชาธิปไตย” แพร่กระจายสู่ประชาชน นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมแล้วยังส่งผลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คน ก่อให้เกิดวัฒนธรรมคาเฟ่ แฟชั่น และคำแสลงของเหล่าวัยรุ่นซึ่งบางสิ่งก็ยังคงสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน และไม่แน่ว่าวัฒนธรรมของเหล่าวัยรุ่นในปัจจุบันก็อาจจะสืบต่อไปยังยุคสมัยอนาคตด้วยเช่นกัน
สรุปเนื้อหาจาก mag.japaaan