โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KKPS ชี้ SCC ปรับพอร์ตถือ “CAP” เหลือ 20% รับมือวิกฤตปิโตรเคมี-ลดภาระหนี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 14.21 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 09.02 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS รายงานว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กำลังปรับโครงสร้างพอร์ตสินทรัพย์ครั้งสำคัญ โดยเน้นไปที่การลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Chandra Asri (CAP) จาก 30.57% ลงเหลือ 20% ซึ่งบริษัทฯ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าการดำเนินการนี้จะเปลี่ยนสถานะ CAP จากที่เคยเป็น "บริษัทร่วม" ซึ่งต้องบันทึกส่วนกำไรขาดทุนตามวิธีส่วนได้เสีย มาเป็น "เงินลงทุนอื่นๆ" ที่ใช้หลักการบันทึกตามราคาทุน

อีกทั้ง การขายหุ้นครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อ De-leverage” หรือปรับลดหนี้สินในงบดุลของบริษัท ส่งผลให้ Net Debt-to-Equity Ratio ดีขึ้น และเตรียมความพร้อมในการจัดสรรทุนสำหรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต ขณะที่นักวิเคราะห์ยังมองว่าปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ SCC ตัดสินใจ คือการที่ CAP ได้ขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมนอกเหนือจากความเชี่ยวชาญดั้งเดิมของ SCC เช่น ธุรกิจกลั่นน้ำมันและสาธารณูปโภค รวมถึงการลงทุนในโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ที่ สิงคโปร์ ซึ่งขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ล่าสุดของ SCC ที่ต้องการลดการพึ่งพา “แนฟทา” และหันมาใช้ “อีเธน” เป็นวัตถุดิบหลักมากขึ้น

ด้านการเงินผลจากการปรับโครงสร้างนี้จะทำให้ SCC ไม่จำเป็นต้องบันทึกส่วนขาดทุนจาก CAP แต่จะรับรู้เฉพาะเงินปันผลที่ได้รับจาก CAP แทน เช่น ในไตรมาส 1/2568 CAP ขาดทุนอยู่ที่ 25.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเดิม SCC ต้องรับรู้ขาดทุนราว 7.8 ล้านเหรียญฯ แต่หลังปรับโครงสร้างบริษัทจะไม่ต้องบันทึกตัวเลขนี้

อย่างไรก็ดี SCC อาจรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการขายหุ้น CAP ขึ้นอยู่กับราคาขายในวันปิดดีล ซึ่งมีความท้าทายอย่างยิ่งต่อโอกาสขายสินทรัพย์กลุ่มปิโตรเคมีให้ได้เกินมูลค่าทางบัญชีจากภาวะขาลงลึกของอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น โดยค่าเฉลี่ย P/B Ratio ปี 2568 ของบริษัทปิโตรเคมีในเอเชียอยู่ที่ 0.6 เท่า เท่านั้น

ขณะที่ สถานการณ์ตลาดปิโตรเคมีโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาส่วนต่างของโพลิโอเลฟินส์ (Polyolefins Spread) ที่เคยพุ่งสูงในเดือนเมษายน แต่ในเดือนมิถุนายนส่วนต่าง HDPE ลดลงจาก 392 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน เหลือ 259 เหรียญฯ/ตัน และส่วนต่าง PP ลดลงจาก 420 เหรียญฯ/ตัน เหลือ 372 เหรียญฯ/ตัน สาเหตุหลักมาจากกำลังการผลิตที่เคยปิดซ่อมแซมกลับมาเดินเครื่อง ขณะที่ อุปสงค์ยังคงอ่อนแอ สะท้อนภาพรวมหุ้นกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่ยังถูกให้น้ำหนัก Underperform” ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...