สภาโหวตถอนร่างคอมเพล็กซ์ 253 ต่อ 67 เสียง ปิดฉากกาสิโนยุคเพื่อไทย-อนุทิน
ย้อนไทม์ไลน์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เกิดในยุค “เศรษฐา” ถอนในยุค “แพทองธาร” ก่อนสภาถอนร่างกฎหมายคอมเพล็กซ์ 253 เสียงต่อ 67 เสียง ในสงครามน้ำลาย นายกฯ อิ๊งค์ และ อดีต มท.หนู
ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เป็นการพิจารณาตามระเบียบวาระ คือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
นายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งว่า ครม.ได้มีหนังสือมายังสภาฯ ขอถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกจากระเบียบวาระการประชุม ซึ่งตามข้อบังคับที่ 61 กำหนดว่าการถอนร่าง พ.ร.บ.ที่ประธานสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้ว จะกระทำได้เมื่อได้รับการยินยอมจากที่ประชุม ดังนั้นตนขอถามสมาชิกว่าเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่
ฝ่ายค้านถามถอนทำไม
ทำให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายโดยต้องการทราบเหตุผลที่แท้จริงที่ ครม. ขอถอนร่างนี้ออกจากการพิจารณาของสภาฯ ตนทราบดีว่าวันนี้อย่างไรรัฐบาลก็ถือเสียงข้างมาก ดังนั้นไม่ว่าพวกตนจะลงมติอย่างไร ครม.ก็สามารถที่จะถอนร่างนี้ออกจากการพิจารณาของสภาฯได้อยู่แล้ว
แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าการถอนร่างในวันนี้เป็นการถอนร่างที่รัฐบาลได้เล็งเห็นแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้มีปัญหา อาจจะถอนออกไปเพื่อที่จะกลับไปศึกษาอย่างรอบคอบตามข้อทักท้วงของภาคประชาสังคม รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก่อน ไม่ได้เป็นการถอนร่างเพียงเพราะรัฐบาลกลัวว่าเสียงในสภาฯ ไม่พอ และจะถูกโหวตคว่ำ
ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับ ครม.ที่จะถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกไป ตนอยากเสนอเป็นญัตติว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการถอนร่างของ ครม.
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ตัวแทน ครม.ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่นำเสนอโดยกระทรวงการคลัง หลังจากได้รับมอบหมายให้ยกร่างโดย ครม. จึงเป็นกระทรวงการคลังที่ทำหนังสือเข้ามาที่ ครม. เพื่อขอถอนร่างฉบับดังกล่าว ซึ่งเหตุและผลในการที่คณะรัฐมนตรีมีมติในการถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกนั้น
ประเด็นแรกด้วยสถานการณ์ทางการเมืองการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มีการปรับองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ มีรัฐมนตรีใหม่ที่เข้าร่วมกับ ครม.กว่า 14 ท่าน ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก จึงเป็นเหตุและผลที่มีความเหมาะสม ที่จะให้ทางคณะรัฐมนตรีที่เป็นชุดใหม่ประกอบอนุกรรมการเข้าด้วยกันในการทบทวน เพื่อพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้ง
จุลพันธ์รับสังคมยังเห็นหลากหลาย
นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยความเข้าใจในสังคม ยังมีความหลากหลาย จึงมีความจำเป็นให้สังคมได้ใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ กลไกการเปลี่ยนแปลงกฎหมายสามารถดำเนินการได้ในหลายขั้นตอน รวมถึงขั้นตอนของสภา ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกอยู่แล้ว หากกฎหมายใดก็ตามเข้ามาสู่การพิจารณาแล้วจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขเพื่อให้เกิดความรัดกุม เหมาะสมมากขึ้น เพราะฉะนั้นจุดนี้ไม่ใช่สาเหตุที่สำคัญที่รัฐบาลบอกว่ากฎหมายมีปัญหาหรือไม่
เพราะโดยหลักการและเหตุผล เราเชื่อมั่นว่าเป็นเหตุผลและหลักการที่เป็นประโยชน์กับสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีความหลากหลายทางความคิดอยู่ในสังคม และในขณะนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยมีปัญหารุมเร้าหลายประการ ทั้งปัญหาชายแดน เศรษฐกิจในระดับโลก ปัญหาเหล่านี้ทางรัฐบาลรับทราบ และมองว่าการลดปัจจัยในเรื่องความขัดแย้งในสังคมลงน่าจะช่วยผ่อนเบาสถานการณ์ได้ดีขึ้น เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่เราตัดสินใจว่าการถอนร่างกฎหมายในวันนี้น่าจะเป็นประโยชน์กว่า
ตอบไม่ได้ ดันเสนอใหม่หรือไม่
“ส่วนจะมีการนำร่างฉบับดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งหรือไม่นั้น ผมยอมรับว่าตอบไม่ได้ แต่ก็รู้กันดีว่ากฎหมายในลักษณะนี้ ใช้การดำเนินการค่อนข้างนาน และหากในสภายังมีความเห็นที่แตกต่าง ยิ่งใช้เวลานานเป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้น ด้วยเวลาที่จำกัดเราต้องไปดูว่ามีโอกาสที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ผมตอบได้เพียงเท่านี้ จะตอบนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ที่ ครม.ให้มา คงดำเนินการไม่ได้” นายจุลพันธ์ กล่าว
หลังจากนั้น มีการเปิดให้ สส.อภิปรายถามถึงเหตุผลการที่ฝ่ายรัฐบาลจะถอนญัตติออกจากวาระ แต่นายวัชพล ขาวขำ สส.พรรคเพื่อไทย เสนอปิดอภิปราย ขณะที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ขอญัตติเปิดอภิปรายเช่นเดียวกัน
ปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยให้มีการปิดอภิปราย 251 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 1 จากนั้น นายไชยชนก และ นายณัฐพงษ์ รวมถึง นายจุลพันธ์ อภิปรายสรุป
และที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากให้ถอนร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. ออกไปด้วยเสียง 253 ต่อ 67 เสียง
ย้อนไทม์ไลน์กาสิโน 2 นายกฯ
1 ปี ก่อนหน้านี้ 28 มีนาคม 2567 Entertainment Complex สภาผู้แทนราษฎรมีมติอนุมัติรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหา การพนันผิดกฎหมาย และเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ประชุมเห็นชอบกับรายงาน 253 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 2 เสียง
ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ประชุม ครม. ในยุค “เศรษฐา ทวีสิน” มีมติ “รับทราบ” ผลการศึกษาการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (ENTERTAINMENT COMPLEX) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ และร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. มีการเสนอที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงาน ว่า ครม.มอบกระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้ถึงรายละเอียดผลการพิจารณาของ กมธ. โดยให้นำกลับมาเสนอ ครม.ภายใน 30 วัน
เศรษฐา จี้คลัง
แต่ผ่านไปนานกว่า 30 วัน ยังไม่มีความคืบหน้า นายกฯ เศรษฐา จึงย้ำกับ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง ในที่ประชุม ครม.อีกครั้งหนึ่งเมื่อ วันที่ 4 มิถุนายน 2567
5 สิงหาคม 2567 กระทรวงการคลัง จึงยกร่างกฎหมายขึ้นมาเสร็จเรียบร้อย พร้อมรับฟังความคิดเห็น แต่ทว่ากฎหมายดังกล่าวยังถูกเร่งนำมาเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เหตุเพราะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคุณสมบัติเศรษฐา ทวีสิน กระทั่งมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็น “แพทองธาร ชินวัตร”
และยังต้อง “เคลียร์ทาง” ในทางการเมือง เพราะระหว่างเส้นทาง “พรรคภูมิใจไทย” ตั้งโต๊ะแถลงคัดค้าน ก่อนจะ “พลิก” มาสนับสนุน ในเวลาต่อมา
มอบกฤษฎีกาคณะพิเศษกลั่นกรอง
กระทั่ง 13 มกราคม 2568 กระทรวงการคลัง ชงร่าง พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. เข้าสภา แต่ปรากฏว่า กฤษฎีกา “ทักท้วง” ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าว เน้นแต่เรื่อง “กาสิโน” มากกว่าเรื่อง “สถานบันเทิงครบวงจร” ซึ่งมีองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น ครม.มอบหมายให้กฤษฎีกาไปปรับแก้ใช้เวลา 50 วัน โดยตั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษขึ้นมาพิจารณาในเรื่องนี้ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา เป็นหัวหน้าทีมคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ
คณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งคณะพิเศษขึ้นมาพิจารณาอย่างรอบด้าน ร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ 15 ก.พ.-1 มี.ค. โดยกำหนดสัดส่วนกาสิโนไม่เกิน 10% ผู้ขออนุญาตต้องมีทุนจดทะเบียน 1 หมื่นล้านขึ้นไป ขอใบอนุญาตครั้งแรก 5 พันล้าน จากนั้นจ่ายปีละ 1 พันล้าน ส่วนคนไทยเข้าเล่นต้องอายุเกิน 20 ปี เสียค่าเข้า 5 พันบาท และมีเงินฝากในบัญชีขั้นต่ำ 50 ล้านบาท
จากนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาได้คืนร่างกฎหมายให้กระทรวงการคลัง ในฐานะ “ต้นเรื่อง” กลับไปพิจารณา
ครม.อิ๊งค์ เดินหน้า
3 มีนาคม 2568 “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า เรื่องนี้ผ่านการทบทวนจากกฤษฎีกามารอบหนึ่งแล้ว และเข้าใจว่าร่างนี้มีการปรับปรุงแก้ไขตรงวัตถุประสงค์ และเข้าใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟังความเห็นจากสาธารณะ จึงขอเวลาอีกสักพักหนึ่งก่อน
ก่อนที่จะยืนยันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องมีกระบวนการอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากร่างต่างจากเดิม จึงอยากขอดูความเห็นของประชาชนก่อน โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์
27 มีนาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิงฯ) หรือ Entertainment Complex ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแก้ไข โดยร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงฯ
มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว อันประกอบด้วยสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนและนำรายได้เข้าสู่ประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการจ้างแรงงานในประเทศด้วย
รัฐบาลประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ คาดสร้างรายได้ให้ประเทศ 119,000-238,000 ล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอัตรา 5-10% ต่อปี โดยจะทำให้รัฐมีรายได้ 12,000-39,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นภาษีจากธุรกิจอื่น 8,000-35,000 ล้านต่อปี และภาษีจากกาสิโน 3,264 ล้านบาทต่อปี
ทักษิณ บีบพรรคร่วมหนุน
ระหว่างนั้นปรากฏกระแสข่าวว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการให้พรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หากพรรคไหนไม่เห็นด้วยจะขับพ้นจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
และมีกระแสข่าวว่า ภายในรัฐบาลซึ่งมีความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทย โดยมีประเด็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นส่วนหนึ่งในนั้น
สภาผู้แทนราษฎร เดินเครื่องวาระด่วน
3 เมษายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติ 249 ต่อ 137 เสียง เห็นชอบให้เลื่อนระเบียบวาระร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มาเป็นวาระเร่งด่วนลำดับแรก ในการประชุมวันที่ 9 เมษายน โดยฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย 137 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ถือว่ามติที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนระเบียบวาระมาเป็นลำดับแรก
ครม.กลับลำ-สว.น้ำเงินค้าน
ปรากฏว่า 8 เมษายน 2568 สว.สีน้ำเงิน ที่ถูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาฯ ร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 35 คน ตีกรอบ 180 วัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ “ขวาง” โครงการ
ในช่วงเวลาเดียวกัน เที่ยงของวันที่ 8 เมษายน 2568 นายกฯ แพทองธาร ควงหัวหน้าพรรคร่วม ร่วมกันแถลงเลื่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ออกไปก่อน หลังมีเรื่องด่วนกว่า
เมื่อ ครม.ต้องการให้สภาเลื่อนการพิจารณากฎหมายออกไป ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 9 เมษายน 2568 วิปรัฐบาลจึงดันวาระกระทู้ต่าง ๆ ขึ้นมาแทนการโหวตกฎหมาย
ลูกเนวิน ประกาศศึก
แต่ปรากฏว่า ไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวเป็นวาทะเดือดกลางสภาว่า
“ผมขอประกาศในสภาว่าผม นายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ ผมเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน และไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุก ๆ พ.ร.บ.หลังจากนี้ แม้กระทั่ง พ.ร.บ.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เราคิดขึ้นมาแล้วนำเสนอเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ผมก็จะไม่พิจารณา..รวมถึงภาษีบ้านเกิดเมืองนอน”
“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว และเป็นการ “ผิดคิว” ของ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
เอฟเฟ็กต์ยึด มท.-คลิปนายกฯ
แม้สภาปิดสมัยประชุม แต่เกมการเมืองยังเข้มข้น โดยเฉพาะการที่พรรคเพื่อไทย เคลื่อนเกมยึดกระทรวงมหาดไทย คืนจากพรรคภูมิใจไทย
อีกทั้งยังเกิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาสถานการณ์ของรัฐบาลเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อพรรคเพื่อไทยเดินเกมแตกหัก ยึดกระทรวงมหาดไทย คืนจากพรรคภูมิใจไทย แต่กลับเกิดเหตุคลิปเสียงระหว่าง “แพทองธาร” กับ “สมเด็จฮุนเซน”
พรรคภูมิใจไทย ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทันที และกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างสมบูรณ์
รัฐบาลปริ่มน้ำ ต้องถอย
แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะไปต่อ แต่ก็ไปต่อด้วยเสียงปริ่มน้ำสุดๆ จำนวน สส.ทางการมีแค่ 261 เสียง เกินกึ่งหนึ่งไปแค่ 15 เสียง จากจำนวนกึ่งหนึ่งของสมาชิกในสภาขณะนี้ 246 คน
สภาผู้แทนราษฎร เปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้ง รัฐบาลรับรู้ว่าเสียงในมือปริ่มน้ำ หากฝ่าด่านไปอาจพ่ายแพ้
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 8 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุม ครม.จึงมีมติให้ถอนร่างกฎหมายออกมาก่อน
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงเสียงรัฐบาล ขณะนี้มีเท่าไหร่ว่่า “ตอนนึ้ผมเองก็ไม่รู้ว่า เสียงรัฐบาลแบบ exactly มีเท่าไหร่ แต่พรุ่งนี้ (โหวตถอนร่างพระราชบัญญัติ สถานบันเทิงครบวงจร) คงจะรู้ว่ามีเท่าไหร่”
อนุทิน vs แพทองธาร
แต่แล้ว “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเกมรุกด้วยการโพสต์ Facebook ส่วนตัว โยงถึงฉากการเยือนจีนในการประชุมระหว่างฝ่ายไทย และจีน
“รัฐบาลทราบเป็นอย่างดีว่าจีนมีท่าทีไม่เห็นด้วยที่ทางการไทยจะผ่านกฎหมายให้มีการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจรพร้อมกับอนุญาตให้มีการเล่นการพนันได้ และได้มีการพูดตอกย้ำถึงสามครั้งในที่ประชุมระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ ว่าขอให้ยกเลิกนโยบายนี้เสีย มิฉะนั้นรัฐบาลจีนมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้คนจีนและกิจการต่าง ๆ ของจีนปรับท่าทีต่อการท่องเที่ยวรวมไปถึงท่าทีต่อการค้าและการลงทุนกับไทยให้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ”
“นี่คือการหารือในระดับผู้นำประเทศทั้งสองคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งผมได้ร่วมประชุมอยู่ด้วยและได้จดบันทึกการประชุมในประเด็นนี้อย่างละเอียดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ซึ่งจะต้องมีความเกี่ยวข้องเป็นอันมากต่อการดำเนินนโยบายนี้
แต่ท่าทีของรัฐบาลไทยออกไปในทางเมินเฉยและไม่ให้ความสำคัญต่อคำเตือนจากผู้นำของจีนในวันนั้น และยังดำเนินการผลักดันเร่งรัดให้ร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร (กาสิโน) ได้รับการบรรจุอยู่ในวาระแรกของสมัยประชุมสภานี้”
ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ว่า “อ้าว ท่านอดีต มท.1 ออกไปได้ไม่นาน ลืมซะแล้วว่าเหตุผลที่นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเมืองไทย เพราะเรื่องความปลอดภัยหรือเปล่า เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของมหาดไทย ที่เขาไม่เข้ามา เพราะเรื่องความปลอดภัย”
“และความจริงแล้วตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงช่วงโลว์ซีซั่นประมาณ 30% ที่ผ่านมากว่า 20% และเรามีนักท่องเที่ยวยุโรปเพิ่มมากขึ้น จีนลดลงเพราะมีมาตรการเที่ยวในประเทศ ความจริงมันมีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องคอลเซ็นเตอร์ เรื่องตัดน้ำตัดไฟ พอจะตัดก็ตัดยากต้องสั่งแล้วสั่งอีก ไม่ทราบว่าได้จดไว้หรือเปล่า แต่ว่าจริง ๆ แล้วเหตุผลที่นักท่องเที่ยวลดไม่ได้เป็นตามที่กล่าวอ้าง”
ก่อนที่นายอนุทินจะให้สัมภาษณ์ที่สภาเช่นกันว่า ไม่เคยใส่สีตีไข่ มีแต่เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง แล้วจริง ๆ ที่ตนเขียนเพื่อเป็นกำลังใจให้รัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบสถานบันเทิงครบวงจร ออกไป โดยเป็นการถอนแล้วถอนเลย ไม่ใช่ถอนแล้วนำกลับมาใหม่ ถ้าจะพิจารณาก็ให้พิจารณาวันนี้เลย ซึ่งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเป็นแบบนี้มาตลอด
“หลาย ๆ เรื่องประกอบกัน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดูตำรวจ และตำรวจท่องเที่ยวก็ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในสมัยที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย ก็ได้รับการกำชับว่าจะต้องอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวให้มากที่สุด
โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย และความเป็นธรรมทุก ๆ อย่างหลาย ๆ เรื่องประกอบกัน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดูตำรวจ และตำรวจท่องเที่ยวก็ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในสมัยที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย ก็ได้รับการกำชับว่าจะต้องอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวให้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย และความเป็นธรรมทุก ๆ อย่าง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สภาโหวตถอนร่างคอมเพล็กซ์ 253 ต่อ 67 เสียง ปิดฉากกาสิโนยุคเพื่อไทย-อนุทิน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net