โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึกฝีมือการเงินของ"วิทัย รัตนากร" จากนกแอร์สู่ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 23.50 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 08.23 น.

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ เพื่อทดแทนนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่จะครบวาระในวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

การแต่งตั้งครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารธนาคารกลาง แต่สะท้อนถึงการเลือกผู้นำที่มีประสบการณ์หลากหลายในการแก้ไขปัญหาทางการเงินและการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสังคม โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เผยว่าเรื่องสำคัญที่ผู้ว่าฯ คนใหม่จะต้องเร่งดำเนินการคือ "การแก้ไขปัญหาหนี้ ซึ่งจะต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด"

นายวิทัย รัตนากร

เส้นทางอาชีพ ‘วิทัย รัตนากร’ ที่หลากหลาย: จากภาคเอกชนสู่รัฐวิสาหกิจ

ช่วงนกแอร์: การก้าวสู่ตลาดทุน

ประสบการณ์สำคัญในช่วงแรกของนายวิทัย คือการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน (CFO) ของบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2554-2557 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เขาได้พิสูจน์ความสามารถในการบริหารการเงินขององค์กรขนาดใหญ่

ภายใต้การนำของเขา นกแอร์ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการระดมทุนเพื่อการขยายธุรกิจ

ฐานเศรษฐกิจตรวจสอบข้อมูลทางการเงินพบว่า บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจาก 1,385 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 6,271 ล้านบาทในปี 2556 หรือเติบโตกว่า 4 เท่า

ในช่วงที่ขาเป็น CFO รายได้รวมของบริษัทนกแอร์ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 4,191 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 11,314 ล้านบาทในปี 2556 และเพิ่มเป็น 12,312 ล้านบาทในปี 2557 ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจสายการบินในช่วงนั้น

อย่างไรก็ตาม การบริหารการเงินในภาคการบินที่มีความผันผวนสูง ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษร์ ชินวัตร จนนำไปสู่การรัฐประหาร ในปี 2567 ทำให้บริษัทประสบกับการขาดทุน 665 ล้านบาทในปี 2557 จากกำไร 1,066 ล้านบาทในปี

จากนั้นในปี 2568 - 2561นายวิทัย ได้ย้ายไปทำงานที่ธนาคารออมสิน ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลงทุนและบริหารการเงิน (Chief Financial Officer) และรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ

การแก้ไขปัญหาธนาคารอิสลาม: ผู้เปลี่ยนขาดทุนเป็นกำไร

ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายวิทัย ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยแก้ไขปัญหาในฐานะกรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2560-2561 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมาก

ธนาคารอิสลามในขณะนั้นกำลังประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก โดยมีผลการดำเนินงานขาดทุนมหาศาลถึง 3,410 ล้านบาทในปี 2559 และยังคงขาดทุนต่อเนื่องอีก 289 ล้านบาทในปี 2560

ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของนายวิทัย ปรากฏชัดเจนเมื่อธนาคารสามารถหันมาทำกำไรได้ 671 ล้านบาทในปี 2561 ซึ่งเป็นการพลิกผันสถานการณ์จากขาดทุนเป็นกำไรภายในเวลาเพียง 2 ปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงทักษะในการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตและความเข้าใจในระบบการเงินอิสลามที่ลึกซึ้ง

บทบาทในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ: การบริหารเงินล้านล้าน

ระหว่างปี 2561-2563 นายวิทัย ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกบข. ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์กว่าล้านล้านบาท

ผลงานในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง สินทรัพย์รวมของกองทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 882,404 ล้านบาทในปี 2561 เป็น 1,038,852 ล้านบาทในปี 2563 หรือเติบโตกว่า 18% ในระยะเวลา 2 ปี

รายได้จากการลงทุนสุทธิในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งมีความมั่นคงในระดับสูง โดยในปี 2561 อยู่ที่ 23,066 ล้านบาท ปี 2562 อยู่ที่ 23,850 ล้านบาท และปี 2563 อยู่ที่ 23,567 ล้านบาท แม้ในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ระหว่าง 1,200-1,400 ล้านบาทต่อปี

การบริหารจัดการกองทุนขนาดใหญ่นี้ได้ให้ประสบการณ์สำคัญในด้านการลงทุนระยะยาวและการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอการลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารธนาคารกลาง

ธนาคารออมสิน: การปฏิรูปเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม"

วิสัยทัศน์ใหม่และการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์

ตั้งแต่ปี 2563 ที่นายวิทัย รัตนากร เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เขาได้ริเริ่มการปรับเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยพลิกบทบาทธนาคารมาเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเป็นธนาคารพาณิชย์ธรรมดา

แนวคิดหลักคือการทำธุรกิจธนาคารปกติเพื่อนำกำไรเชิงพาณิชย์มาใช้สนับสนุนการทำภารกิจเชิงสังคม โดยขับเคลื่อนภารกิจหลัก 4 ด้าน ประกอบด้วย การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การพัฒนาสังคมและชุมชน และการสนับสนุนนโยบายรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผลงานด้าน Social Impact ที่โดดเด่น

ผลงานที่ผ่านมาตลอด 5 ปี ธนาคารได้สร้าง Social Impact ที่เป็นรูปธรรม สามารถช่วยเหลือคนไทยมากกว่า 13 ล้านคน จากจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 18.8 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงขนาดของผลกระทบเชิงบวกที่ธนาคารสามารถสร้างให้กับสังคมไทย โดยธนาคารตั้งเป้าหมายในอนาคตที่จะสร้าง Social Impact ให้ได้ไม่น้อยกว่า 2 ล้านรายต่อปี

ในด้าน Financial Inclusion ธนาคารได้ช่วยคนไทยกลุ่มฐานรากให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบแล้วกว่า 7.5 ล้านราย หรือ 10.4 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น สินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพที่มีผู้ได้รับอนุมัติแล้วกว่า 340,000 ราย วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท

วิทัย รัตนากร

การแก้ไขปัญหาหนี้สินเชิงรุก

ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ธนาคารสามารถช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้จำนวน 6.4 ล้านราย เป็นจำนวน 8.5 ล้านบัญชี ผ่านโครงการต่างๆ เช่น การปลดหนี้ลูกหนี้รายย่อยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบช่วงโควิด รวมกว่า 1.3 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้รวมกว่า 11,000 ล้านบาท

การดำเนินมาตรการ "คุณสู้ เราช่วย" สามารถช่วยเหลือได้ถึง 190,000 ราย หรือ 300,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 33 ของผู้มีสิทธิ์ที่ลงทะเบียนทั้งระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ

การพัฒนาองค์กรแบบกลุ่มธุรกิจ

การบริหารงานภายใต้การนำของนายวิทัย ยังมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นรูปแบบกลุ่มธุรกิจ โดยจัดตั้งบริษัทย่อย 4 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เงินดีดี จำกัด สำหรับขยายการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อย บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด สำหรับสินเชื่อ SMEs บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด สำหรับแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และบริษัท จีเอสบี ไอที แมเนจเมนท์ จำกัด สำหรับยกระดับศักยภาพ Digital & AI

ความมั่นคงทางการเงินท่ามกลางภารกิจสังคม

แม้ว่าธนาคารจะปรับจุดยืนเป็นธนาคารเพื่อสังคมและช่วยเหลือคนฐานรากมากขึ้น แต่สถานะทางการเงินยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูงที่ 18.83% และมีการสร้างเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั่วไป (General Provision) ที่เติบโตจาก 4,000 ล้านบาทในปี 2562 สูงขึ้นเป็น 73,000 ล้านบาทในปัจจุบัน พร้อมทั้งมีเงินสำรองรวมสูงถึง 130,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถนำส่งเงินกำไรให้เป็นงบประมาณกับรัฐบาลได้มากกว่า 96,000 ล้านบาทตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และในปี 2567 สามารถนำส่งกำไรกลับเป็นรายได้เข้าแผ่นดินได้กว่า 23,000 ล้านบาท ทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งเงินให้รัฐสูงสุดหนึ่งในสามลำดับแรก

วิทัย รัตนากร

ความท้าทายที่รอคอย

การแต่งตั้งนายวิทัย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีได้เน้นว่าเป็น "เรื่องใหญ่ที่สุด" ที่จะต้องเร่งแก้ปัญหา

ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ธนาคารออมสินจึงกลายเป็นจุดแข็งสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนามาตรการต่างๆ ที่ช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมทางการเงินเพื่อให้คนฐานรากเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายการเงินในฐานะธนาคารกลางมีความซับซ้อนแตกต่างจากการบริหารสถาบันการเงินเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพของสกุลเงิน การควบคุมเงินเฟ้อ และการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

บทสรุป: จากผู้แก้ปัญหาสู่ผู้กำหนดนโยบาย

เส้นทางอาชีพของนายวิทัย รัตนากร สะท้อนถึงการพัฒนาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ตั้งแต่การบริหารการเงินองค์กรเอกชน การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา การบริหารกองทุนขนาดใหญ่ และการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสังคม

ผลงานในแต่ละช่วงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างผลลัพธ์เชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการนำนกแอร์เข้าสู่ตลาดทุน การพลิกผันธนาคารอิสลามจากขาดทุนเป็นกำไร การรักษาความมั่นคงของกองทุนบำเหน็จบำนาญ และการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ธนาคารออมสิน

ในบทบาทใหม่ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัย จะต้องนำประสบการณ์ที่สั่งสมมามาใช้ในการกำหนดนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นความท้าทายเร่งด่วน พร้อมทั้งรักษาสมดุลของเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในอดีตมิได้รับประกันความสำเร็จในอนาคต แต่ประสบการณ์ที่หลากหลายและการพิสูจน์ให้เห็นแล้วในการแก้ไขปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน ทำให้นายวิทัย รัตนากร เป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองสำหรับการนำประเทศไทยข้ามผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจในช่วงต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...