โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เด็กสมบูรณ์" เผชิญวิกฤตรอบด้าน ปรับแผนรุกตลาดเอเชีย หนีภาษีทรัมป์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 07.31 น.

นายวสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการบริษัท และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ยอดขายก็ยังเติบโตได้ถึง 7-8% แต่ปีนี้กลับต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว

นายวสุพล ระบุว่า สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของหยั่น หว่อ หยุ่น คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 35% ของรายได้รวมของบริษัท โดยยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็นกว่า 40% ขณะที่ตลาดเอเชียมีสัดส่วนเพียง 15% และบริษัทได้ส่งออกสินค้าไปยังกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

รับมือภาษี "ทรัมป์" 36% เร่งชิงส่งสินค้า-ลดต้นทุนภายใน

สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลในภาคการส่งออก นายวสุพลกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีข่าวดีว่าสินค้าในกลุ่ม Seasoning (เครื่องปรุงรส) อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใน Tier แรกของมาตรการภาษี อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยง บริษัทได้เร่งดำเนินการล่วงหน้า โดยการส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในปริมาณที่สูงกว่าปกติถึง 4-5 เท่า หรือประมาณ 200 ตู้สินค้า มูลค่าราว 200 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ภาษีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในตลาดนั้นได้ประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า

"เราพยายามพยุงราคาสินค้า และภายใต้คุณภาพมาตรฐานที่ดี สิ่งที่ต้องทำคือ เราพยายามหาวิธีการที่ทำให้ COGS (ต้นทุนขาย) ของเรา สามารถแข่งขันได้ในตลาด เราไม่พยายามผลักภาระในส่วนนี้ไปสู่ผู้บริโภค"

เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนในระยะยาว บริษัทได้ลงทุนครั้งใหญ่ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรเซ็ตใหม่ มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 3-4 ปี ที่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร โดยเป็นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในทุกไลน์สินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

ผลงาน 7 เดือนแรกในประเทศชะลอตัว ตั้งเป้าโตแค่ 1-2%

แม้ว่าตลาดส่งออกจะเผชิญความท้าทาย แต่ตลาดในประเทศของหยั่น หว่อ หยุ่น ก็ยังคงทรงตัว ไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงเหมือนในปี 2567 โดย 7 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายในประเทศเติบโตในระดับ Single Digit หรือประมาณ 2-3% ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เติบโตในระดับ Double Digit (11%) นายวสุพลมองว่า สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในจุดที่ใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว และตลาดรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

"ปีนี้ถ้าเกิดว่าเราพยายามพยุงให้ยอดขายไม่ตกลงไป ผมถือว่าโอเคแล้ว ตลาดรวมเครื่องปรุงรสมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท ปีที่แล้วเรามีรายได้กว่า 5,000 ล้าน ซึ่งความท้าทายของปีนี้เป้าหมายการเติบโตที่เคยตั้งไว้ในระดับ Double Digit ทุกปี คงต้องปรับลง โดยคาดการณ์การเติบโตของยอดขายรวมสำหรับปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 1-2% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ช่วงโควิด-19 ก็ยังโตได้สูงกว่านี้”

ปรับกลยุทธ์รุกตลาดใหม่-เน้นเทรนด์สุขภาพ-ดันสัดส่วนส่งออก 90%

เพื่อรับมือกับความท้าทาย นายวสุพลเผยถึงแผนการปรับตัวของบริษัท โดยจะหันมาโฟกัสในส่วนของ ตลาดเอเชียมากขึ้น พยายามดูประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ซึ่งปัจจุบันแม้สัดส่วนตลาดเอเชียจะยังน้อย แต่ก็มีบางประเทศที่เติบโตได้ดี เช่น อิสราเอล

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับ เทรนด์สุขภาพ ที่กำลังมาแรง โดยเริ่มศึกษาและพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาล แม้ว่าตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพจะยังคงเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับตลาด Mass ที่บริษัททำอยู่

ด้านการตลาด ได้ลงทุนในงบการตลาดประมาณ 1-2% ของรายได้รวม หรือประมาณ 50 ล้านบาท โดยมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ "พีพี" เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขาย ซึ่งมั่นใจว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับแผนระยะยาวจะผลักดัน สัดส่วนรายได้จากการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็น 90% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 35% โดยยังคงเป้าหมายที่จะเติบโตในตลาดในประเทศไปพร้อมๆ กัน

ในส่วนของวัตถุดิบหลักอย่างถั่วเหลือง นายวสุพลยืนยันว่า หยั่น หว่อ หยุ่น ได้รับวัตถุดิบทั้งจากในประเทศและยุโรป โดยมีปริมาณจากสหรัฐฯ น้อยมากจึงไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบในส่วนนี้มากนัก และบริษัทยังมีการทำข้อตกลงกับซัพพลายเออร์เพื่อตรึงราคาวัตถุดิบ ทำให้มีความเสถียรในด้านต้นทุนพอสมควร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...