โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ภาษีทรัมป์แยก ‘เวียดนาม’ ออกจาก ‘จีน’ ได้จริงหรือ? เมื่อฐานผลิตขาดจีนไม่ได้

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 21.07 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 04.05 น.

สำนัหข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า เม็ดเงินลงทุนจากจีนยังคงไหลเข้าสู่ฐานการผลิตโลกอย่าง "เวียดนาม" อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ ยังคงร้อนระอุ เมื่อท่าทีของ ”โดนัลด์ ทรัมป์“ ประธานาธิบดีสหรัฐและ “ปีเตอร์ นาวาร์โร” ที่เคยออกมาเตือนว่า หาก เวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ยังคงพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนมากเกินไป ก็อาจต้องเผชิญกับกำแพงภาษีนำเข้าจากอเมริกาที่สูงขึ้น

ถึงขนาดที่นาวาร์โรเคยให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อเดือนเมษายนว่า เวียดนามนั้นเปรียบเสมือน "อาณานิคมของจีนคอมมิวนิสต์"

ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อทรัมป์ประกาศข้อตกลงภาษีนำเข้ากับเวียดนามในเดือนก.ค. โดยกำหนดภาษีที่ 20% สำหรับสินค้าเวียดนาม และ 40% สำหรับสินค้าที่ต้องสงสัยว่าส่งผ่านมาจากประเทศอื่น เช่น จีน ซึ่งยังคงทำให้เวียดนามได้เปรียบเมื่อเทียบกับจีนที่เผชิญภาษีสูงถึง 55%

เม็ดเงินจีนยังคงหลั่งไหลเข้า ‘เวียดนาม’

แม้จะมีความไม่แน่นอนเรื่องภาษี แต่เงินทุนจากจีนกลับหลั่งไหลเข้าสู่ภาคการผลิตทางตอนเหนือของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ จังหวัดบั๊กนิญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ กิจกรรมจากบริษัทจีนที่นี่คึกคักอย่างมาก

บั๊กนิญกำลังคึกคักไปด้วยกิจกรรมจากบริษัทจีน โดย มี ตรินห์ ผู้จัดการของบริษัท KCN Vietnam ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าสำหรับซัพพลายเออร์ทั่วโลก กล่าวว่าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมล่าสุดของบริษัทขายหมดอย่างรวดเร็ว โดยโรงงานส่วนใหญ่ในโครงการนี้จะเป็นของบริษัทจีนหลายแห่ง เช่น Shenzhen MYGT Co. ซึ่งผลิตจอยเกมให้กับ Microsoft และ Nintendo รวมถึง Dongguan Rayking Electronics Co. ผู้ผลิตแผงวงจรไฟฟ้าอะคูสติก

ภาษีทรัมป์จ่อกระทบเศรษฐกิจ แต่การลงทุนยังแข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้ เวียดนามเคยถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 46% ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อจากลูกค้าสหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก จนทางการเวียดนามต้องเร่งส่งคณะผู้แทนไปเจรจาที่กรุงวอชิงตัน และสถานการณ์ก็คลี่คลายลงในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ในกรุงฮานอยก็ยอมรับว่า ภาษีศุลกากรอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังสหรัฐลดลงมากถึง 1 ใน 3 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่อาจลดลงประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์

แม้ประเด็น "สินค้าส่งผ่านแดน" จะยังคงเป็นที่จับตาของสหรัฐ แต่บทบาทที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานโลกก็ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เหงียน ดึ๊ก ลอง เจ้าหน้าที่ประจำจังหวัดบั๊กนิญ คาดหวังว่าจะมีเงินลงทุนเพิ่มเติมในจังหวัดอีก 1 พันล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากเงินลงทุนจากต่างประเทศ 4 พันล้านดอลลาร์ ที่ได้รับการยืนยันแล้วในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

ข้อมูลรัฐบาลเวียดนามระบุว่า การลงทุนจากจีนและฮ่องกงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็น 3.56 พันล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ แม้เวียดนามจะได้เปรียบเรื่องภาษี แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายใหม่เมื่อรัฐบาลจีนไม่พอใจที่ซัพพลายเออร์ขยายกิจการออกไปนอกประเทศ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังต่างประเทศทำได้ยากขึ้น

เวียดนาม ศูนย์กลางการผลิตโลก

เวียดนามได้ก้าวพ้นจากภาพลักษณ์ประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยข้อตกลงการค้ากว่าสิบฉบับและแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดการลงทุน เช่น แรงงานราคาถูกและมีคุณภาพ เสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ ข้อได้เปรียบด้านภาษี

เจฟฟรีย์ เพิร์ลแมน ซีอีโอของ Warburg Pincus ยืนยันว่า "ไม่ใช่แค่บริษัทจีนเท่านั้น" ที่กำลังย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนาม แต่ยังรวมถึงบริษัทอเมริกัน เกาหลี และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงการหลั่งไหลของการลงทุนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

เวียดนามกลายเป็นฐานผลิตที่ขาด ‘จีน’ ไม่ได้

แม้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก แต่เวียดนามยังคง พึ่งพาจีนใน “ห่วงโซ่อุปทาน” โดยการนำเข้าสินค้าจากจีนของเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปีนี้พุ่งสูงถึงเกือบ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน และคิดเป็นเกือบ 40% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตสินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม

Trinh Nguyen นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Natixis ชี้ว่า แม้เวียดนามจะกลายเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจสำหรับหลายประเทศทั่วโลก แต่การผลิตสินค้าสำคัญเพื่อการส่งออกของเวียดนามอย่างโทรศัพท์และสิ่งทอนั้น เองยังคงต้องพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบต่างๆ ที่นำเข้าจากประเทศจีนเป็นหลัก

สิ่งที่น่าสนใจคือสงครามการค้าที่ทรัมป์เริ่มขึ้น ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาจีน กลับส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามแทน ทำให้ช่องว่างทางการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐขยายตัวขึ้นไปอีก เวียดนามจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าเวียดนามต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีนมากขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งหมายความว่าสินค้า "Made in Vietnam" ส่วนใหญ่ในวันนี้ยังคงพึ่งพาส่วนประกอบจากจีนเป็นหลัก

Tseng จาก Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่าความพยายามของทรัมป์ที่พยายามแยกประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม ออกจากจีน ซึ่งเห็นได้จากภาษีนำเข้าสินค้าขนถ่ายสินค้าสูงถึง 40% แต่ความพยายามดังกล่าว "จะยังคงไม่มีประสิทธิผล เนื่องจากจีนยังคงเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของส่วนประกอบต่างๆ มากมาย"

อ้างอิง Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...