โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อะดีนอยด์โต อีกหนึ่งสาเหตุของโรคนอนกรนในเด็ก | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2566 เวลา 06.56 น.

อะดีนอยด์เป็นน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณด้านหลังของโพรงจมูก มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย อะดีนอยด์มีบทบาทสำคัญในช่วงวัยเด็กตั้งแต่ 1-10 ปี แต่ค่อยๆลดหน้าที่ลงเมื่อเด็กโตเป็นวัยรุ่น ในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือเป็นหวัดเรื้อรังซ้ำซาก ปัญหาเหล่านี้อาจไปกระตุ้นให้อะดีนอยด์โตขึ้นได้
อะดีนอยด์โตมักพบในเด็กอายุประมาณ 2-6 ขวบ เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีกิจกรรมในสังคมร่วมกับเด็กอื่นๆ เช่น ไปโรงเรียน ทำให้ติดหวัดกันและกันไปมา จนไปกระตุ้นให้อะดีนอยด์ให้โตขึ้น

  • ปัญหาหลักจากอะดีนอยด์โตมีอะไรบ้าง
  • วินิจฉัยได้อย่างไรว่าเด็กมีอะดีนอยด์โต
  • มีวิธีการรักษาอย่างไร
  • ความเชื่อที่ไม่เป็นความจริง ที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลก่อนการผ่าตัด
  • ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนการผ่าตัด
  • ผ่าตัดได้ด้วยวิธีการใดบ้าง
  • หลังผ่าตัดควรควรปฎิบัติตัวอย่างไร
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดมีอย่างไรบ้าง

ปัญหาหลักจากอะดีนอยด์โตมีอะไรบ้าง

  • อะดีนอยด์ที่มีขนาดใหญ่จะไปขวางช่องทางเดินหายใจ ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้เด็กมีปัญหาเรื่องการหายใจไม่สะดวก นอกกรน กระสับกระส่ายและหลับไม่สนิท ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์ที่ถูกบั่นทอนจากการนอนหลับไม่เพียงพอ
  • มีเชื้อโรคหลบซ่อนอยู่ในตัวเนื้ออะดีนอยด์ กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เป็นเหตุให้เด็กเป็นหวัดซ้ำซากได้

วินิจฉัยได้อย่างไรว่าเด็กมีอะดีนอยด์โต

ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่มักมาปรึกษาเรื่องลูกเป็นหวัดบ่อย คัดจมูกและนอนกรน เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายเด็กจะเห็นลักษณะของอาการหายใจทางปาก และอาจเห็นทอนซิลที่โต ซึ่งแพทย์สามารถสันนิษฐานได้ว่าอะดีนอยด์มีขนาดโตเช่นกันเพราะทั้งสองอย่างมักโตควบคู่กัน แพทย์อาจจะวินิจฉัยยืนยันด้วยการตรวจเอกซเรย์ทางด้านข้างของศีรษะ ทำให้เห็นเงาของอะดีนอยด์ หากเด็กโตพอให้ความร่วมมือในการตรวจ แพทย์อาจส่องกล้องเข้าไปตรวจภายในโพรงจมูก ทำให้เห็นขนาดของอะดีนอยด์ได้

มีวิธีการรักษาอย่างไร

แพทย์จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้เข้าใจในความสำคัญของการรักษา หากเด็กยังมีอาการอักเสบติดเชื้อ แพทย์จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจนกว่าจะหายดี หากเด็กมีปัญหาภูมิแพ้ร่วมด้วย แพทย์จะให้ยาที่เหมาะสมเพื่อควบคุมอาการภูมิแพ้และแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เฝ้าสังเกตอาการ หากรักษาด้วยยาอย่างเต็มที่แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น โดยเด็กยังมีอาการนอนกรนและป่วยบ่อยอยู่ แพทย์จะพิจารณาเรื่องการผ่าตัด

ความเชื่อที่ไม่เป็นความจริง ที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลก่อนการผ่าตัด

คำถามที่แพทย์พบบ่อยคือ หากผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์ออกแล้ว ทำให้ภูมิต้านทานของเด็กลดลงหรือไม่ ซึ่งการวิจัยทางการแพทย์ได้ยืนยันแล้วว่าการผ่าตัดไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงแต่อย่างไร

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนการผ่าตัด

แพทย์จะตรวจร่างกายว่าเด็กแข็งแรงมีสุขภาพดีพอสำหรับการผ่าตัด ก่อนผ่าตัดไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เพียงงดน้ำงดอาหาร 8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่แพทย์จะผ่าตัดในช่วงเช้าเพื่อให้เด็กไม่รู้สึกหิว ไม่ต้องอดอาหารเป็นเวลานาน

ผ่าตัดได้ด้วยวิธีการใดบ้าง

เป็นการผ่าตัดโดยการดมยาสลบ โดยใช้เครื่องมือผ่าตัดผ่านเข้าไปทางปาก โดยไม่มีแผลภายนอก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

หลังผ่าตัดควรควรปฎิบัติตัวอย่างไร

หลังผ่าตัดคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้ลูกปฏิบัติตัวดังนี้

  • ดูแลให้เด็กรักษาความสะอาดช่องปากด้วยการบ้วนน้ำและแปรงฟันได้ตามปกติ
  • เด็กจะมีแผลในคอ ทำให้รู้สึกเจ็บคอและรับประทานอาหารได้น้อยลง โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก จึงควรให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัดประมาณ 1 สัปดาห์ เช่น ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวนิ่มๆ ไข่ตุ๋นที่รสไม่จัด โดยทั่วไปเด็กจะรับประทานอาหารได้ตามปกติภายใน 3 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงกีฬาว่ายน้ำอย่างน้อย 3 สัปดาห์
  • แนะนำให้หยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์

ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดมีอย่างไรบ้าง

มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก เช่น เลือดออกหรือแผลติดเชื้อ
คุณพ่อคุณแม่มักกังวลใจ ไม่อยากให้ลูกต้องผ่าตัด แต่ควรชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความเสี่ยงของการผ่าตัดกับความเสี่ยงของโรคที่ดำเนินไป ซึ่งความเสี่ยงของโรคที่ดำเนินไปมีมากกว่าความเสี่ยงในการผ่าตัดอย่างชัดเจน การผ่าตัดอะดีนอยด์เป็นการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง โดยเฉพาะหากได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ชำนาญ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีทีมแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมให้คำปรึกษาและรักษาทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจของเด็ก
ที่มา รศ.นพ. วีระชัย ตันตินิกร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...