“ทรัมป์” จ่อเก็บภาษีนำเข้า “ยา” 200% อุตฯเภสัชฯ ผวาราคายาพุ่ง-กำไรหด-ห่วงขาดแคลน
"ทรัมป์" จ่อเก็บภาษีนำเข้า "ยา" 200% ภายในเร็ว ๆ นี้ แม้ให้เวลาผ่อนผันถึง 18 เดือน อุตฯเภสัชฯ ผวาราคายาพุ่ง-กำไรหด-ห่วงขาดแคลน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากรายงานสอบสวนมาตรา 232 ที่จะสรุปปลายเดือนกรกฎาคม
วันที่ 11 กรกฎาคม 2568 เวลา 12.34 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อุตสาหกรรมยาทั่วโลกเร่งวางแผนรับมือ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมประกาศเก็บภาษีนำเข้ายา 200% ซึ่งอาจทำให้ราคายาพุ่งสูงและบั่นทึนกำไรของบริษัทอย่างรุนแรง
ทรัมป์เตือนอีกครั้งเมื่อวันอังคารว่า ภาษีในอุตสาหกรรมยาที่รอคอยกันมานานจะถูกประกาศในเร็ว ๆ นี้ หลังจากรัฐบาลเริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยภาษีเหล่านี้จะยังไม่มีผลในทันที โดยจะมีช่วงผ่อนผันประมาณหนึ่งปี หรือหนึ่งปีครึ่ง เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ปรับตัว
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เตือนว่า แม้จะมีระยะเวลาผ่อนผันอัตราภาษีระดับนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคายาและกำไรของบริษัท Barclays ระบุว่า“ภาษี 200% จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น กำไรหดตัว และเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อาจนำไปสู่ปัญหายาขาดแคลนและราคายาที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐ”
นักวิเคราะห์จาก UBS มองว่าจะกระทบต่อกำไรอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ขณะที่ Afsaneh Beschloss ซีอีโอของ RockCreek Group กล่าวกับ CNBC ว่า“ผลกระทบต่อผู้ป่วยอาจถึงขั้นหายนะ เพราะเรายังต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศ และการผลิตในสหรัฐยังต้องใช้เวลาอีกนาน”
สมาคมผู้ผลิตยาแห่งอเมริกา (PhRMA) ระบุว่าหากเก็บภาษีเพียง 25% ก็อาจทำให้ราคายาในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือคิดเป็น 12.9% หากต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค และเรียกข้อเสนอของทรัมป์ว่า “เป็นอุปสรรคต่อสุขภาพของประชาชน”
ระยะเวลาผ่อนผันไม่เพียงพอ
ผลิตภัณฑ์ยามักถูกยกเว้นจากมาตรการภาษี เพราะถือเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต แต่ทรัมป์มองว่าอุตสาหกรรมยาตั้งราคาสูงเกินจริง และต้องการให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายการผลิตกลับมาสหรัฐ บริษัทเภสัชภัณฑ์ทั่วโลก เช่น Novartis, Sanofi, Roche, Eli Lilly และ Johnson & Johnson ต่างประกาศแผนลงทุนในสหรัฐแล้ว แต่ UBS ระบุว่าระยะเวลาผ่อนผัน 12-18 เดือนนั้นไม่เพียงพอ โดยปกติการย้ายการผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ต้องใช้เวลา 4–5 ปี
รายงานฉบับสุดท้ายจากการสอบสวนมาตรา 232 คาดว่าจะเผยแพร่ในปลายเดือนนี้ ซึ่งอุตสาหกรรมยากำลังรอฟังรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ในระหว่างนี้ บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องวางแผนรับมือหลากหลายสถานการณ์
โฆษกของ Roche ระบุว่าบริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำลังหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันนโยบายที่ช่วยขจัดอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาของผู้ป่วย และสร้างระบบสุขภาพที่เท่าเทียมและเข้าถึงได้มากขึ้น
แม้ก่อนหน้านี้ Roche เคยระบุว่าคำสั่งด้านราคายาของทรัมป์อาจกระทบต่อการลงทุนในสหรัฐ แต่ล่าสุดบริษัทยืนยันว่าแผนการลงทุนยังคงเดินหน้าต่อไป
Bayer ก็ระบุว่ากำลังติดตามการประกาศภาษีต่าง ๆ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
Novartis ระบุว่า บริษัทยังทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรในอุตสาหกรรม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการลงทุนในประเทศ
ความหวังในข้อยกเว้นยังริบหรี่
ทั้งนี้อุตสาหกรรมยาพยายามเรียกร้องให้มีข้อยกเว้นภาษีในระดับอุตสาหกรรม แต่ความหวังเริ่มลดลง ทำให้บริษัทต่าง ๆ หันไปให้ความสนใจกับข้อตกลงการค้าแทน ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ–สหราชอาณาจักร ที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือนก่อน ระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจาข้อได้เปรียบทางภาษีสำหรับยาและส่วนประกอบยาของอังกฤษ โดยขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนตามมาตรา 232
บริษัทในสวิตเซอร์แลนด์และสหภาพยุโรปก็อาจใช้แนวทางเดียวกันในการเจรจา แต่หากยังไม่มีความชัดเจนในเร็ววัน ความไม่แน่นอนจะยังคงส่งผลเสียต่อบริษัทและผู้บริโภคต่อไป
Bert Colijn หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ING กล่าวกับ CNBC ว่า “ยิ่งความไม่แน่นอนว่าภาคส่วนใดจะถูกเก็บภาษีหรือไม่ยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบในเชิงลบก็จะยิ่งรุนแรงต่อเนื่องมากขึ้น”
อ้างอิง : cnbc.com