โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” จ่อเก็บภาษีนำเข้า “ยา” 200% อุตฯเภสัชฯ ผวาราคายาพุ่ง-กำไรหด-ห่วงขาดแคลน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 13.07 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 06.07 น.

"ทรัมป์" จ่อเก็บภาษีนำเข้า "ยา" 200% ภายในเร็ว ๆ นี้ แม้ให้เวลาผ่อนผันถึง 18 เดือน อุตฯเภสัชฯ ผวาราคายาพุ่ง-กำไรหด-ห่วงขาดแคลน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากรายงานสอบสวนมาตรา 232 ที่จะสรุปปลายเดือนกรกฎาคม

วันที่ 11 กรกฎาคม 2568 เวลา 12.34 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อุตสาหกรรมยาทั่วโลกเร่งวางแผนรับมือ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมประกาศเก็บภาษีนำเข้ายา 200% ซึ่งอาจทำให้ราคายาพุ่งสูงและบั่นทึนกำไรของบริษัทอย่างรุนแรง

ทรัมป์เตือนอีกครั้งเมื่อวันอังคารว่า ภาษีในอุตสาหกรรมยาที่รอคอยกันมานานจะถูกประกาศในเร็ว ๆ นี้ หลังจากรัฐบาลเริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยภาษีเหล่านี้จะยังไม่มีผลในทันที โดยจะมีช่วงผ่อนผันประมาณหนึ่งปี หรือหนึ่งปีครึ่ง เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ปรับตัว

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เตือนว่า แม้จะมีระยะเวลาผ่อนผันอัตราภาษีระดับนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคายาและกำไรของบริษัท Barclays ระบุว่า“ภาษี 200% จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น กำไรหดตัว และเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อาจนำไปสู่ปัญหายาขาดแคลนและราคายาที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐ”

นักวิเคราะห์จาก UBS มองว่าจะกระทบต่อกำไรอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ขณะที่ Afsaneh Beschloss ซีอีโอของ RockCreek Group กล่าวกับ CNBC ว่า“ผลกระทบต่อผู้ป่วยอาจถึงขั้นหายนะ เพราะเรายังต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศ และการผลิตในสหรัฐยังต้องใช้เวลาอีกนาน”

สมาคมผู้ผลิตยาแห่งอเมริกา (PhRMA) ระบุว่าหากเก็บภาษีเพียง 25% ก็อาจทำให้ราคายาในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือคิดเป็น 12.9% หากต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค และเรียกข้อเสนอของทรัมป์ว่า “เป็นอุปสรรคต่อสุขภาพของประชาชน”

ระยะเวลาผ่อนผันไม่เพียงพอ

ผลิตภัณฑ์ยามักถูกยกเว้นจากมาตรการภาษี เพราะถือเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต แต่ทรัมป์มองว่าอุตสาหกรรมยาตั้งราคาสูงเกินจริง และต้องการให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายการผลิตกลับมาสหรัฐ บริษัทเภสัชภัณฑ์ทั่วโลก เช่น Novartis, Sanofi, Roche, Eli Lilly และ Johnson & Johnson ต่างประกาศแผนลงทุนในสหรัฐแล้ว แต่ UBS ระบุว่าระยะเวลาผ่อนผัน 12-18 เดือนนั้นไม่เพียงพอ โดยปกติการย้ายการผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ต้องใช้เวลา 4–5 ปี

รายงานฉบับสุดท้ายจากการสอบสวนมาตรา 232 คาดว่าจะเผยแพร่ในปลายเดือนนี้ ซึ่งอุตสาหกรรมยากำลังรอฟังรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ในระหว่างนี้ บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องวางแผนรับมือหลากหลายสถานการณ์

โฆษกของ Roche ระบุว่าบริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำลังหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันนโยบายที่ช่วยขจัดอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาของผู้ป่วย และสร้างระบบสุขภาพที่เท่าเทียมและเข้าถึงได้มากขึ้น

แม้ก่อนหน้านี้ Roche เคยระบุว่าคำสั่งด้านราคายาของทรัมป์อาจกระทบต่อการลงทุนในสหรัฐ แต่ล่าสุดบริษัทยืนยันว่าแผนการลงทุนยังคงเดินหน้าต่อไป

Bayer ก็ระบุว่ากำลังติดตามการประกาศภาษีต่าง ๆ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

Novartis ระบุว่า บริษัทยังทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรในอุตสาหกรรม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการลงทุนในประเทศ

ความหวังในข้อยกเว้นยังริบหรี่

ทั้งนี้อุตสาหกรรมยาพยายามเรียกร้องให้มีข้อยกเว้นภาษีในระดับอุตสาหกรรม แต่ความหวังเริ่มลดลง ทำให้บริษัทต่าง ๆ หันไปให้ความสนใจกับข้อตกลงการค้าแทน ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ–สหราชอาณาจักร ที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือนก่อน ระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจาข้อได้เปรียบทางภาษีสำหรับยาและส่วนประกอบยาของอังกฤษ โดยขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนตามมาตรา 232

บริษัทในสวิตเซอร์แลนด์และสหภาพยุโรปก็อาจใช้แนวทางเดียวกันในการเจรจา แต่หากยังไม่มีความชัดเจนในเร็ววัน ความไม่แน่นอนจะยังคงส่งผลเสียต่อบริษัทและผู้บริโภคต่อไป

Bert Colijn หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ING กล่าวกับ CNBC ว่า “ยิ่งความไม่แน่นอนว่าภาคส่วนใดจะถูกเก็บภาษีหรือไม่ยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบในเชิงลบก็จะยิ่งรุนแรงต่อเนื่องมากขึ้น”

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...