โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

หมอญี่ปุ่น เตือน 4 "ผงสีขาว" ตัวร้าย! ทำลายหลอดเลือดเร็วยิ่งกว่ามันสัตว์ มีแทบทุกครัว

sanook.com

เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 07.32 น. • Sanook
4 “ผงสีขาว” ตัวร้าย ทำลายหลอดเลือดเร็วกว่าไขมันสัตว์ ไม่นานหลอดเลือดก็แข็งเป๊ะแบบหิน

สิ่งที่น่ากังวลคือ “ตัวการ” ทั้ง 4 ที่ทำลายหลอดเลือดเหล่านี้ เป็นของใกล้ตัวที่เราคุ้นเคย และหลายคนบริโภคเป็นประจำมากกว่าไขมันสัตว์เสียอีก

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไขมันสัตว์มักถูกมองว่าเป็น “ภัยร้ายต่อหัวใจ” เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งและอุดตัน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์วาตานาเบะ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังของญี่ปุ่น ได้ออกมาเตือนว่า มี “ผงสีขาว” 4 ชนิดที่เราพบเห็นทั่วไป ซึ่งสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดได้เร็วกว่ามันสัตว์ และทำลายอย่างเงียบเชียบ หากบริโภคเป็นประจำโดยไม่ควบคุม อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวราวกับหินในไม่ช้า

RDNE Stock project

1. น้ำตาลทรายขาว

ต่างจากไขมันสัตว์ที่ต้องใช้เวลาสะสมกว่าจะเกิดโทษ น้ำตาลทรายขาวกลับถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะตกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งความผันผวนนี้ส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย นอกจากจะกระตุ้นการสะสมไขมันในช่องท้องแล้ว ยังเร่งการเกิดอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และทำลายเยื่อบุหลอดเลือดอย่างเงียบ ๆ อีกด้วย

ต่างจากมันสัตว์ที่หลายคนมักหลีกเลี่ยง น้ำตาลทรายขาวกลับแฝงตัวอย่างแนบเนียนอยู่ในของหวาน น้ำซอส เนื้อแปรรูป น้ำจิ้ม และเครื่องดื่มบรรจุขวด ทำให้เราบริโภคเกินปริมาณที่ควรโดยไม่รู้ตัว

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ไม่ควรบริโภคน้ำตาลทรายขาวเกิน 50 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็นไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน

Klaus Nielsen

2. แป้งสาลีขัดขาว

การกินมันสัตว์ เรามักรู้ตัวและสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย แต่แป้งสาลีขัดขาว ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในขนมปัง บิสกิต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือซาลาเปา กลับเป็น “ตัวการเงียบ” ที่แฝงตัวอยู่ในอาหารยอดนิยมเหล่านี้

แม้จะไม่มีไขมัน แต่แป้งสาลีขัดขาวก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้ไม่แพ้น้ำตาลทรายขาว ส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน และกระตุ้นให้เกิดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของโรคหลอดเลือดแข็งตัว

ศาสตราจารย์วาตานาเบะ เน้นว่า “อาหารที่ผ่านการขัดสีมากเท่าไร คุณค่าทางโภชนาการยิ่งน้อยลง แต่ความเสี่ยงต่อสุขภาพกลับเพิ่มขึ้น” ในขณะที่เราสามารถควบคุมการกินมันสัตว์ได้ด้วยการลดปริมาณในแต่ละมื้อ แป้งสาลีกลับแฝงอยู่ในอาหารหลายชนิด จนทำให้เราบริโภคเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว

Marek Kupiec

3. เกลือ

แม้มันสัตว์จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่เกลือกลับทำร้ายหัวใจและหลอดเลือดในอีกทางหนึ่ง โดยการทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ผนังหลอดเลือดจึงต้องเผชิญแรงดันตลอดเวลา จนนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ป่องพอง หรือแม้แต่หลอดเลือดแตก

เพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ชาม ก็อาจมีปริมาณเกลือใกล้เคียงกับขีดจำกัด 6 กรัมต่อวัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

สิ่งที่ทำให้เกลือน่ากลัวยิ่งกว่ามันสัตว์ คือเราไม่สามารถสัมผัสอันตรายได้ในทันที ผลเสียมักปรากฏเมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคหลอดเลือดสมอง

ทางเลือกที่ดีคือเปลี่ยนวิธีปรุงรส เช่น ใช้น้ำส้มสายชู กระเทียม หรือมะนาว แทนน้ำปลาและซีอิ๊วข้น เพื่อช่วยลดปริมาณโซเดียมโดยไม่เสียรสชาติอาหาร

Photo By: Kaboompics.com

4. ผงโปรตีน

หากไขมันสัตว์เป็นอันตรายต่อคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ผงโปรตีนก็อาจเป็นภัยเงียบต่อคนที่ออกกำลังกายหนัก หากใช้อย่างไม่ระวัง

หลายคนบริโภคผงโปรตีนมากถึง 5 ช้อนต่อวันเพื่อเร่งสร้างกล้ามเนื้อ แต่กลับกลายเป็นการเร่งให้ไตทำงานหนักเกินไป และเมื่อไตเริ่มเสื่อม ร่างกายจะขับโซเดียมและน้ำออกได้ยาก ความดันเลือดจึงสูงขึ้น และนำไปสู่ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

ศาสตราจารย์วาตานาเบะ เตือนว่า “นอกจากหลอดเลือดแล้ว ไตก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่อ่อนแอต่อการใช้ผงโปรตีนเกินขนาด และเพราะไตเป็นอวัยวะเงียบ ความเสียหายจึงมักถูกพบเมื่อหัวใจได้รับผลกระทบไปแล้ว”

สำหรับคนสุขภาพดีที่ไม่มีข้อบ่งชี้เฉพาะ ไม่ควรพึ่งพาผงโปรตีนเป็นหลัก ควรเลือกแหล่งโปรตีนธรรมชาติ เช่น เนื้อไม่ติดมัน ปลา หรือไข่ ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างปลอดภัยต่อทั้งหัวใจและไต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...