สงคราม1วันดูดเลือด'อิสราเอล'200ล้านดอลลาร์ 'เนทันยาฮู'ไม่สนเดินหน้ารบถล่ม'อิหร่าน'
21 มิถุนายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'The Wall Street Journal' รายงานการประเมินตัวเลขมูลค่าความสูญเสียจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน พบว่าใน 1 วัน อิสราเอลต้องสูญเสียงบประมาณไปกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 6.56 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ และกำลังจะกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้อิสราเอลจำเป็นต้องรีบจบความขัดแย้งนี้ลง
สำหรับภาระค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดของอิสราเอลคือ ระบบการสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งการส่งระบบสกัดกั้นออกไปเพียงวันเดียวอาจใช้มูลค่าสูงถึงหลายสิบหรือหลายร้อยล้านดอลลาร์ เช่น ระบบ David’s Sling และ Arrow 3 ต่างก็มีค่าใช้จ่ายระหว่าง 7 แสน - 4 ล้านดอลลาร์ โดยระบบเหล่านี้ถูกเปิดใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อตอบสนองต่อขีปนาวุธมากกว่า 400 ลูกที่อิหร่านยิงผ่านมายังน่านฟ้าของอิสราเอลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
นอกจากการตั้งรับแล้ว ปฏิบัติการเชิงรุกยังใช้ต้นทุนสูงด้วย เช่น การนำ F-35 ของอิสราเอลไปประจำการในระยะทางกว่า 1,000 ไมล์เพื่อโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 10,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงต่อเครื่องบินหนึ่งลำ ยังไม่นับรวมราคาของระเบิดนำวิธีอย่าง JDAM และ MK84
ต่อมาทางด้าน สถาบัน Aaron Institute for Economic Policy มหาวิทยาลัยไรช์แมน ในอิสราเอล ประเมินว่า สงครามที่กินเวลาเพียง 1 เดือนอาจทำให้อิสราเอลสูญเสียเงินไปกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์
จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการเรียกร้องให้ทำสงครามที่สั้นลง แม้ว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล จะไม่ได้แสดงเจตนาที่ต้องการจะหยุดปฏิบัติการ ก่อนที่จะบรรลุวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ โดยการทำให้โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านพังลง
ทั้งนี้ วิศวกรยังประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการบูรณะความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธจะเกิน 400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากอาคารหลายร้อยหลังได้รับความเสียหาย และพลเรือนมากกว่า 5,000 คนต้องอพยพ
'คาร์นิต ฟลัก' อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล กล่าวกับเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลว่า ระยะเวลาของความขัดแย้ง เป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน