โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พายุภาษีตั้งเค้า ไทยเราจะกระทบแค่ไหน ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.01 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.01 น.

คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

พายุฤดูร้อนที่เข้าถล่มไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นึกถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในตอนนี้ที่อึมครึม ครึ้มฟ้าครึ้มฝนไปด้วย หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐ

ซึ่งแม้จะมีการเลื่อนออกไปจนถึงช่วงต้นเดือนกรกฎาคม อีกทั้งยังมีการทักท้วงจากศาลการค้าสหรัฐ แต่นั่นก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน คาดเดายาก และสร้างความวิตกไปทั่วโลกถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น

ท่ามกลางอุณหภูมิการค้าและพายุภาษีที่ยังมีความแปรปรวนสูงนี้ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร

แล้วเราจะต้องปรับตัวอย่างไร

ฝนตกทั่วฟ้า

ตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้เดินหน้ามาตรการกีดกันทางภาษีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าขั้นต่ำกับทุกประเทศ (Universal Tariff) ที่ 10% การขึ้นภาษีนำเข้ารายหมวด (Sectoral Tariff) เช่น รถยนต์ 25% อะลูมิเนียม และเหล็ก 50% ไปจนถึงการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ เช่น แคนาดา 25% ญี่ปุ่น 24% เวียดนาม 46% ทำให้ทุกประเทศต่างก็ได้รับผลกระทบ เพียงแต่มากน้อยต่างกันตามความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ แต่ที่พายุเข้าแรงที่สุดคงไม่พ้นจีน ซึ่งก็ได้โต้กลับสหรัฐไปด้วยภาษีที่สูงไม่แพ้กัน

แม้ภาษีนำเข้าตอบโต้จะถูกผ่อนผันออกไป 90 วัน (ถึง 8 กรกฎาคม 2568) อีกทั้งการตอบโต้กันระหว่างสหรัฐ และจีนจะเบาลงบ้าง โดยลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันลงมาได้ (สหรัฐเก็บจีนลดจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนเก็บสหรัฐลดจาก 125% เหลือ 10%) แต่ก็ยังไม่อาจชะล่าใจได้ เพราะล่าสุด สหรัฐได้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรปเป็น 50% อีกทั้งศาลอุทธรณ์ยังได้สั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐชั่วคราว ทำให้มาตรการภาษีของทรัมป์ยังมีผลต่อไป ซึ่งถ้ามีประเทศใหญ่ ๆ ลุกขึ้นมาตอบโต้ ก็ยิ่งจะทำให้บริบทการค้าโลกเต็มไปด้วยความคลุมเครือ และไม่แน่นอน จึงต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด

สำหรับไทย การส่งออกที่จะลดลงและการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม

ส่งออกไทยเผชิญอากาศแปรปรวน

แม้ตอนนี้ไทยจะยังไม่ถูกเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ที่ 36% แต่เฉพาะแค่ภาษีนำเข้าขั้นต่ำและภาษีรายหมวดที่สูงขึ้นกว่าเดิม ก็ทำให้ไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม และส่งผลให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มลดลง

สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมีสัดส่วน 18% ของมูลค่าการส่งออกไทย (คิดเป็น 1.6% ของจีดีพี) ซึ่งผลจากมาตรการภาษีจะกระทบตรง ๆ กับสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ จากราคาขายที่แพงขึ้น จนกระทบยอดขายโดยเฉพาะใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมจากการที่คู่ค้าของไทยโดยเฉพาะจีนกับอาเซียน ส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้น้อยลง ซึ่งจะทำให้การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เช่น ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า จากไทยลดลงตามไปด้วย

แม้ว่าที่ผ่านมา ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยจะยังไม่ชัดเจนเพราะผู้ประกอบการต่างเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่อัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ แต่ก็น่าจะเห็นชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยใครจะกระทบมากหรือน้อย จะขึ้นกับอัตราภาษีหลังการเจรจาและความสามารถในการปรับตัวของผู้ส่งออก เพราะหากไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่าคู่แข่งมาก หลายธุรกิจอาจย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศแทน ส่งผลต่อการลงทุนและการจ้างงานในระยะยาว

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรอุปกรณ์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ อาจปรับกลยุทธ์และหาตลาดใหม่ทดแทนได้ ขณะที่กลุ่ม SMEs และรายย่อยในบางอุตสาหกรรม เช่น อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ จะมีข้อจำกัดในการปรับตัวที่มากกว่า

อย่างไรก็ดี ภาครัฐอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองเพื่อให้อย่างน้อยอัตราภาษีลดลงมาให้ไม่สูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่สหรัฐกำหนดไว้ที่ 24% และ 32% ซึ่งหากทำได้ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการส่งออกลงได้

การแข่งขันเจอมรสุมรุนแรง

เมื่อประเทศต่าง ๆ ส่งออกไปสหรัฐได้น้อยลง ก็ย่อมต้องมีการปรับตัวและหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนสหรัฐ ทำให้ในระยะข้างหน้า เราอาจเห็นการทะลักของสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น จีน ที่คาดว่า 1 ใน 3 ของสินค้าที่เคยส่งออกไปสหรัฐ จะถูกส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยแทน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจีนส่งออกไปสหรัฐ ลดลงถึง 34% แต่การส่งออกรวมยังกลับขยายตัวได้เกือบ 5% และมีการส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้นถึง 21%

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ยังมีความเป็นไปได้สูงที่สินค้าเหล่านั้นจะล้นทะลักเข้ามาแข่งในตลาดส่งออกเดียวกับไทยมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีสัดส่วนสูงถึง 23.3% ของมูลค่าการส่งออกของไทย โดยสินค้าที่ไทยอาจเสียส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น มีตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น น้ำตาล ไก่แช่แข็ง บุหรี่ ไปจนถึงสินค้าทุน เช่น รถกระบะและชิ้นส่วน เครื่องยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์

จุดเสี่ยงสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ กลุ่มผู้ผลิตที่เผชิญกับการแข่งขันของสินค้านำเข้า ส่วนใหญ่เป็น SMEs อย่างเช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนการนำเข้าสูงเกินครึ่งหนึ่งของปริมาณสินค้าที่ขายในประเทศ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย และยังมีอีกหลายสินค้าที่อาจต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เช่น โลหะและโลหะประดิษฐ์ ปิโตรเคมีและพลาสติก เนื่องจากส่งออกไปยังจีนและอาเซียนได้น้อยลง

ปะจุดรั่ว ปิดจุดอ่อน พร้อมรับมือพายุ

นอกจากต้องเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว การสู้ศึกครั้งนี้ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด อาทิ การเร่งขยายตลาดและเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออกที่เสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิต (โดยเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงต่อเศรษฐกิจไทย) การช่วยเหลือด้านการปรับตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและหาตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตที่เป็น SMEs และการบังคับใช้มาตรการเชิงป้องกันอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การตรวจสินค้าผ่านด่าน และการป้องกันการสวมสิทธิสินค้าเพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออก ซึ่งจะช่วยประคับประคองการปรับตัวของธุรกิจได้บ้าง

สำหรับมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากนโยบายการค้าและสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ภาครัฐมีทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการค้ำประกันสินเชื่อ อีกทั้งยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เพื่อชะลอหนี้เสียต่อเนื่อง ตลอดจนผลักดันการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ NaCGA เพื่อให้เป็นกลไกค้ำประกันเครดิตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และหวังว่าจะดำเนินการได้ทันการณ์เพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อในการปรับตัวและรองรับผลกระทบจากนโยบายการค้าโลก

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการทุกท่านในการปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจของตนเอง รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงนี้ด้วยนะคะ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พายุภาษีตั้งเค้า ไทยเราจะกระทบแค่ไหน ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...