โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดรหัส Buldak จากรามยอนไก่เผ็ด สู่แบรนด์มูลค่าเกือบ 3 แสนล้าน

PostToday

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 01.51 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 08.28 น.

ในยุคที่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่ "ของถูก" อีกต่อไป แต่กลับถูกยกระดับให้เป็น "สินค้าหรูจากแดนกิมจิ โคเรียนพรีเมียม" อย่างเต็มตัว

ชื่อของ Buldak หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "รามยอนไก่เผ็ด" ได้พิสูจน์ปรากฏการณ์นี้ให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด

ตามรายงานจาก Bloomberg เรื่องราวความสำเร็จของ Buldak ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความนิยมในฐานะเมนูอร่อย แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทแม่ Samyang Foods Co. ที่มูลค่าหุ้นพุ่งทะยานกว่า 93% ภายในปีเดียว

ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3 แสนล้านบาท ความน่าทึ่งนี้ทำให้ Samyang Foods Co. มีมูลค่าเทียบเท่ากับมูลค่ารวมของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง Nissin จากญี่ปุ่น และ Nongshim ของเกาหลีใต้รวมกันเลยทีเดียว

เบื้องหลังความสำเร็จที่น่าจับตาของธุรกิจนี้ คือคุณคิม จอง-ซู ซีอีโอหญิงแกร่ง เธอไม่ได้เป็นเพียงสะใภ้ของตระกูลเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้กอบกู้วิกฤตของบริษัทจากการล้มละลายในยุค 90 จนพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างน่าทึ่ง

วันนี้คุณคิม จอง-ซู ได้กลายเป็น มหาเศรษฐีนีพันล้าน ซึ่งนับเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่งในแวดวงธุรกิจเกาหลีใต้ที่ส่วนใหญ่ยังคงขับเคลื่อนและนำโดยผู้ชาย

ความเผ็ดที่ไม่ปราณีใคร หัวใจความสำเร็จของ Samyang Buldak

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2012 ซัมยัง (Samyang) ได้ยกระดับความเผ็ดในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปอีกขั้น ด้วยดีกรีความเผ็ดร้อนที่เทียบเท่าพริกฮาลาเปโญ (Jalapeño) เลยทีเดียว

ซึ่งความเผ็ดจัดจ้านระดับนี้ถึงขั้นทำให้เดนมาร์กเคยสั่งเก็บสินค้าออกจากชั้นวาง เพราะ"เผ็ดเกินไป" มาแล้ว!"

แต่ดูเหมือนว่า"ความเผ็ดที่ไม่ปราณีใคร" นี้เอง กลับกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดอินฟลูเอนเซอร์สายแข็งบนโซเชียลมีเดียให้พากันสร้างคอนเทนต์ "Fire Noodle Challenge" จนฮิตติดลมบนไปทั่วโลก

โดยเฉพาะ รสคาโบนาร่า ที่ผสมผสานความชีสซี่นัว ๆ แบบที่ชาวอเมริกันคุ้นเคยคล้ายมักกะโรนีชีส เข้ากับรสเผ็ดที่เป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่แค่กระแสไวรัลแบบอุปาทานหมู่ เพราะข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำอย่าง CLSA ชี้ว่าในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดการใช้แฮชแท็ก#Buldak บน TikTok พุ่งสูงขึ้นถึง 250% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นอกจากนี้ การค้นหาใน Google Trends ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นกัน

ผลจากความนิยมถล่มทลายนี้ ทำให้บะหมี่ Samyang Buldak ขาดตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ รายได้ของ Samyang ในสหรัฐอเมริกาช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตขึ้นทันที 20% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าความต้องการของผู้บริโภคมีสูงมาก

นี่คือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย และเป็นโอกาสทองของ Samyang เพราะโรงงานแห่งที่สองในเมือง "Miryang" สร้างเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้

Samyang ก็พร้อมที่จะ อัดฉีดสินค้าเข้าสู่ช่องทางจัดจำหน่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Costco ได้เต็มกำลัง

CLSA ประเมินว่าภายในปี 2030 ส่วนแบ่งตลาดของ Samyang ในสหรัฐฯ อาจเติบโตได้ถึงสองเท่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งของแบรนด์บะหมี่รสเผ็ดร้อนนี้

แล้วนโยบายกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลกระทบกับธุรกิจหรือไม่?

ดูเหมือนว่านักลงทุนจะมองแบรนด์อย่าง Buldak ว่า "เอาอยู่" แบบสบายๆ ตามรายงานจาก Bloomberg

ในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพในอเมริกาสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะค่าอาหารนอกบ้านที่อาหารจานด่วนมื้อหนึ่งอาจสูงถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 370 บาท)

การกลับมาทานรามยอน Buldak ที่บ้านจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก แม้จะถูกบวกภาษีนำเข้า 25% ตามแผนของทรัมป์

ราคาต่อชามก็จะยังอยู่ที่ประมาณ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น (ไม่ถึง 100 บาท) ซึ่งให้ความพึงพอใจได้ไม่แพ้กันในราคาที่ถูกกว่ากันลิบลับ

แน่นอนว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้า กระแสของ Gen Z อาจเปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่ แต่ในวันนี้ นักลงทุนต่างพร้อมใจกันมอบมูลค่าระดับพรีเมียมให้กับ Samyang และ Pop Mart

เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่า ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่ร้อนระอุ "รสนิยมและความชื่นชอบในสิ่งที่แปลกใหม่ของคน Gen Z คือสินทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่กำแพงภาษีทรัมป์ก็ไม่อาจขวางกั้นได้"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...