โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โลกเหลือแค่ 2 ตัว!!! เปิดภาพ "สัตว์หายาก" ชะตากรรมสะเทือนใจ กำลังจะหายไปตลอดกาล?

sanook.com

เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 12.16 น. • Sanook
เหลือเพียง 2 ตัวบนโลก! หนึ่งในสัตว์หายากที่สุดในประวัติศาสตร์ กับชะตากรรมสะเทือนใจ กำลังจะหายไปตลอดกาล?

ชะตากรรมสะเทือนใจ! ทั่วโลกเหลือ "แรดขาวเหนือ" แค่ 2 ตัวสุดท้าย นักวิทยาศาสตร์เร่งกู้ชีวิตก่อนสูญพันธุ์ถาวร

โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ แรดยักษ์ผู้เคยครองแอฟริกา สู่จุดจบของสายพันธุ์? เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หายากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกอย่าง แรดขาวเหนือ (Northern White Rhinoceros – Ceratotherium simum cottoni) กำลังจะสูญพันธุ์อย่างถาวร เหลือเพียง 2 ตัวสุดท้าย เท่านั้นบนโลก และทั้งสองต่างก็ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้เอง

ในอดีต แรดขาวเหนือเคยพบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ของแอฟริกาเหนือและตะวันออก แต่จากการล่าเพื่อเอานอไปขายในตลาดมืด รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งและสงครามในทวีป ทำให้จำนวนของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปี 2018 ตัวผู้ตัวสุดท้ายเสียชีวิตจากอายุที่มาก ส่งผลให้สายพันธุ์นี้ไม่สามารถสืบพันธุ์ตามธรรมชาติได้อีกต่อไป

ปัจจุบัน แรดขาวเหนือเพียงสองตัวสุดท้ายคือ "Najin" (เกิดปี 1989) และลูกสาวของเธอ "Fatu" (เกิดปี 2000) อาศัยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดที่เขตอนุรักษ์ Ol Pejeta Conservancy ประเทศเคนยา แต่ทั้งคู่ไม่สามารถตั้งท้องได้แล้ว Najin มีปัญหาด้านข้อต่อและสุขภาพกระดูก ส่วน Fatu มีภาวะเสื่อมของมดลูก ทำให้ความหวังในการฟื้นฟูสายพันธุ์ตามธรรมชาติแทบเป็นศูนย์

เทคโนโลยีชีวภาพอาจเป็นคำตอบสุดท้าย

แม้จะไม่มีทางตั้งท้องเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่ยอมแพ้ โดยหันไปใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการช่วยชีวิตสายพันธุ์นี้ ทีมวิจัยจาก San Diego Zoo Wildlife Alliance ประเทศสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาเซลล์ผิวหนังของแรดขาวเหนือ 12 ตัวที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งถูกเก็บรักษาในโครงการ Frozen Zoo หรือ “สวนสัตว์แช่แข็ง” ที่รวมพันธุกรรมของสัตว์มากกว่า 1,000 สายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังเหล่านั้นให้กลายเป็นเซลล์ไข่และอสุจิ แล้วสร้างตัวอ่อนก่อนนำไปฝังในแรดขาวใต้ (Southern White Rhino) ซึ่งมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นแม่อุ้มบุญ แบบจำลองของทีมวิจัยชี้ว่า หากโครงการนี้สำเร็จและสามารถผสมพันธุ์ได้ต่อเนื่องถึง 10 รุ่น แรดขาวเหนือรุ่นใหม่จะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง และฟื้นประชากรได้โดยไม่เกิดภาวะเลือดชิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรอดชีวิตของสายพันธุ์ในระยะยาว

นักวิจัย Aryn Wilder กล่าวว่า “การมีแหล่งพันธุกรรมที่มั่นคงจาก Frozen Zoo ช่วยให้เราสร้างประชากรใหม่ที่แข็งแรงและสามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย ความหวังยังต้องพึ่งพาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพราะการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้กลายเป็นเซลล์สืบพันธุ์ยังอยู่ระหว่างการทดลอง อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า แรดขาวใต้จะสามารถอุ้มท้องลูกแรดขาวเหนือได้สำเร็จหรือไม่ แม้จะฝังตัวอ่อนสำเร็จ กระบวนการตั้งครรภ์ก็ยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และหากลูกแรดเกิดมาแข็งแรง ก็ยังต้องใช้เวลานานนับสิบปีในการสร้างประชากรแรดขาวเหนือให้เพียงพอในธรรมชาติ

อีกหนึ่งความหวังคือการใช้เทคโนโลยี “โคลนนิ่ง” จากเซลล์ที่ถูกจัดเก็บไว้ เพื่อสร้างสำเนาทางพันธุกรรมของแรดที่เคยมีชีวิตอยู่ เทคนิคนี้อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการคืนชีวิตให้กับสัตว์สูญพันธุ์ในอนาคต

ทำไมแรดขาวเหนือถึงสำคัญขนาดนี้?

แรดขาวเหนือเป็นหนึ่งในสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รองจากช้าง โดยมีน้ำหนักได้ถึง 2,300 กิโลกรัม และลำตัวยาวกว่า 4 เมตร พวกมันมีนอ 2 ข้าง โดยนอหน้าสามารถยาวถึง 1.5 เมตร ซึ่งเป็นทั้งเครื่องมือป้องกันตัวและเป็นเป้าหมายหลักของการล่าในอดีต โดยเฉลี่ย แรดขาวเหนือมีอายุขัย 35–40 ปีในธรรมชาติ และอาจอยู่ได้นานถึง 45 ปีเมื่ออยู่ในกรงเลี้ยงที่มีการดูแลสุขภาพอย่างดี

แม้จะเหลือเพียง 2 ชีวิตสุดท้าย แต่ด้วยความพยายามจากทั่วโลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความหวังยังคงอยู่ว่า วันหนึ่งแรดขาวเหนือจะได้กลับมาเดินบนผืนดินแอฟริกาอีกครั้ง ไม่ใช่ในภาพถ่าย หรือแค่ในความทรงจำ แรดขาวเหนือ…ยังไม่ถึงจุดจบ หากโลกยังไม่ละความพยายาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...