โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการชี้ ‘นโยบายสามง่าม’ ของกัมพูชา เขย่าความสัมพันธ์ชายแดนไทย

เดลินิวส์

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 13.14 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 05.34 น. • เดลินิวส์
นักวิชาการชี้ ไทยเสียเปรียบเพราะไม่มีระบบสื่อสารเชิงรุกตอบโต้กัมพูชา แนะฝ่ายการเมืองต้องเป็นผู้นำข้อมูล ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าราชการตั้งรับตามลำพัง ย้ำต้องเข้าใจนโยบาย “สามง่าม” ของกัมพูชา และวางเกมสื่อสารอย่างมีเอกภาพ ก่อนจะสายเกินแก้

จากกรณีไทยและกัมพูชาประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่กรุงพนมเปญ 14–15 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าด้านเทคนิค และเตรียมประชุมพิเศษเดือนกันยายน แต่จุดสำคัญ คือ ไทยสามารถแนบท่าทีตอบโต้ในเอกสาร “Agreed Minutes” ซึ่งมีผลผูกพันตามหลักทูต ทำให้กัมพูชายอมรับโดยปริยาย ทั้งในเรื่องสิทธิการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการหยุดเจรจาใน 4 พื้นที่ อีกทั้งประเทศไทยยังย้ำไม่มีการหารือเรื่องศาลโลกหรือแผนที่ 1:200,000 พร้อมเดินหน้าทวิภาคีโดยใช้ความอดกลั้นเป็นหลัก ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
ไทยสวนกลับกัมพูชา ยันเวทีเจบีซีไร้หารือปมแผนที่ 1:200,000
อาจารย์ มธ.วิเคราะห์แถลงข่าว ‘JBC’ สะท้อนชั้นเชิงไทย เจรจาได้เปรียบคู่เจรจา

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า"ปณิธาน วัฒนายากร" เป็นนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและผู้ให้ความเห็นในประเด็นทางการเมืองและสังคม ได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัว "Panitan Wattanayagorn" ออกมาโพสต์ถึงกรณีที่ไทยจะมีท่าทีระมัดระวังในการเจรจาเขตแดนร่วมกับกัมพูชา แต่การสื่อสารต่อสาธารณะกลับเป็นอีกสมรภูมิที่ไทย ยังตามหลังฝ่ายตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด บทเรียนจากการประชุม JBC ล่าสุด สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง จะต้องเร่งจัดระบบสื่อสารที่มีเอกภาพ เชิงรุก และทันเกม เพื่อไม่ให้การเจรจาในห้องประชุมถูกกลบด้วย“เสียงนอกห้อง” ที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายสามง่ามของอีกฝ่าย

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า "ไม่โทษกต.หรือกห.ทั้งหมด จะสติแตกไปมากกว่านี้ แล้วจะโทษใครดี"
1. กัมพูชามีนโยบาย"สามง่าม" เชิงรุกกับไทยมานานแล้ว ดังนั้น การที่เขาชิงแถลงข่าวและให้ข่าวเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่เขาได้เปรียบนั้น เป็นเรื่องธรรมดาในความผิดปกติของความสัมพันธ์ในปัจจุบัน
2. ในการประชุม JBC ที่มีความสำคัญขนาดนี้ ซึ่งไม่ได้ประชุมกันมานานนับสิบปี สิ่งที่กัมพูชาทำนั้น คาดเดาได้ไม่ยากและป้องกันได้พอสมควร ถ้าเราเข้าใจ endgame ของเขาหรือตระหนักถึง "นโยบายสามง่าม" ของกัมพูชาอย่างแท้จริง
3. ข้าราชการประจำไม่ว่าจะกระทรวงไหนๆ หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัย จะทำตามและอ้างอิงกฎระเบียบมากมาย"ในกรอบ" ที่ชัดเจนและปลอดภัย กล่าวคือ ตั้งรับไว้ก่อนจะดีกว่าดำเนินการเชิงรุกมาก ทั้งปลอดภัยกับตัวเองด้วย (จากประสบการณ์ส่วนตัวกว่า 30 ปีนะครับ ท่านอื่นอาจจะเห็นต่าง และบางยุคเราก็เคยเห็นขรก.ทำงานเชิงรุกหรือนำธงมาบ้าง)
4. ในกรณีประชุม JBC ในครั้งนี้ ถ้าจะให้ทันเหลี่ยมทันเกมเขมร หรือทำให้เขาลดราวาศอกลงบ้าง โดยเฉพาะที่ให้ข่าวยั่วยุคนไทยแทบจะรายวันเช่นนี้ ฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน คือ ผู้บริหารของรัฐบาลที่ทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ซึ่งดูแลสำนักโฆษก) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ซึ่งกำกับดูแลสำนักข่าวของรัฐ) และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ซึ่งต้องให้ข่าวหรือนำธงแถลงข่าวในทุกเรื่อง) ต้องให้ข่าวทั้งล่วงหน้า (นอกรอบหรือทางข้างก็ได้) ระหว่างการประชุมหรือเกิดเหตุการณ์ (อย่างเป็นทางการ) หลังการประชุมหรือหลังเหตุการณ์ และอย่างต่อเนื่องทั้งในภาษาไทยและภาษาเทศ แม้จะถนัดหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีกว่านี้
5. อันที่จริงแล้วในการประชุมสภาความมั่นคงเมื่อเร็วๆ นี้ น่าจะได้มีการกำหนดแนวทางการสื่อสารดังกล่าวข้างต้นไว้แล้ว แต่สมช.หรือรัฐบาลอาจจะคลาดเคลื่อนไปหน่อยและช้าไปนิด คือ กำหนดให้กต.และกห. ร่วมกันจัดระบบสื่อสารให้มีเอกภาพโดยให้ อาทิ โฆษกรัฐบาล, โฆษก กต., โฆษก กห. และโฆษก ทบ. ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และให้ข่าวอย่างเป็นเอกภาพ ถ้าจะให้ดี รัฐบาลหรือสมช.จะต้องกำหนดให้ชัดว่า ให้โฆษกรัฐบาล โดยกำกับของฝ่ายการเมือง เป็นหลักและเป็นคนนำธงการสื่อสาร เพื่อรุกรับ สกัดกั้น และตัดตอนการสื่อสารของกัมพูชา ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยให้ดีขึ้น
6. แต่ถ้าจะให้ถูกใจคนไทยจริงๆ (อ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเมื่อเร็วๆ นี้ว่าไว้ใจใครหรือเชื่อใครมากที่สุด) ก็จะต้องให้กองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 เป็นหลักในการสื่อสารแทน แต่ฝ่ายทหารหรือฝ่ายความมั่นคง ก็จะต้องเสียเวลาไปกับความเหลวไหลของทีมสื่อสารเขมร เพราะต้องแบ่งพลังไปทำสงครามโวหาร หรือสงครามน้ำลาย แทนที่จะสร้างเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ เพื่อผลักดันทหารกัมพูชาอย่างจริงจัง ให้หันปากกระบอกปืนไปทางอื่น และถอนกำลังออกไปจากพื้นที่ หรือจากจุดสูงข่มที่รุกเข้ามา เพื่อเตรียมการรบกับเราอย่างจริงจัง(แต่หลายคนก็ยังไม่ปักใจเชื่อนะครับ ว่ากัมพูชาจะรุกตามแนวทางนี้ และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา)

ขอบคุณข้อมูล :Panitan Wattanayagorn

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...