โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยชี้แจงสถานการณ์ชายแดนต่อยูเอ็นเอสซี

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 01 ส.ค. 2568 เวลา 16.38 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 07.02 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

นิวยอร์ก, 26 ก.ค. – คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอสซี (UNSC) เปิดประชุมส่วนตัวเมื่อวานนี้ ที่สำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ค ภายใต้หัวข้อวาระ “ภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ” นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรของประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ได้แถลงชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำถึงการกระทำที่ยั่วยุของกัมพูชา และความจำเป็นที่ไทยต้องป้องกันตนเองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

นายเชิดชาย เริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ต้องมากล่าวต่อที่ประชุมภายใต้สถานการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด โดยระบุว่า การรุกรานที่ไม่ได้เกิดจากการยั่วยุ จากฝ่ายกัมพูชานั้น คุกคามอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และที่สำคัญที่สุดคือชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มุ่งมั่นในสันติภาพ

เอกอัครราชทูตไทยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยถือว่ากัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและเป็นสมาชิกในครอบครัวอาเซียนเสมอมา ไทยได้ให้การสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ การสร้างชาติ และการพัฒนาของกัมพูชามาโดยตลอดนับตั้งแต่การได้รับเอกราชในปี 2496 แต่ก็ยอมรับว่าในฐานะเพื่อนบ้านย่อมมีความท้าทายและความไม่เห็นด้วย ซึ่งควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรง

นายเชิดชาย กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะเล็กน้อยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม โดยระบุว่ากองกำลังไทยกำลังลาดตระเวนตามปกติในเขตแดนไทย และถูกบังคับให้ต้องป้องกันตนเองจากการยิงที่ไม่ได้มาจากการยั่วยุ จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งไทยเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทวิภาคีเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด และได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่กรุงพนมเปญแล้ว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้บานปลายขึ้นเมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม ทหารของกองทัพไทยเหยียบทุ่นระเบิดในขณะที่ลาดตระเวนตามปกติในเขตแดนไทย ทำให้ทหาร 2 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นพิการถาวร และที่เหลือบาดเจ็บสาหัส นายเชิดชาย ชี้ว่ามีหลักฐานยืนยันว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกฝังใหม่ในพื้นที่ที่เคยถูกเก็บกู้ไปแล้ว ซึ่งไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดตั้งแต่ปี 2562 ในทางตรงกันข้าม กัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดชนิดนี้ตามรายงานประจำปีของตนเอง ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน

สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นคือเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 08.20 น. กองกำลังกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่ฐานปฏิบัติการทางทหารของไทยในพื้นที่ตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ และหลังจากนั้นไม่นาน ได้มีการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายในเขตแดนไทยข้าม 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การรุกรานโดยใช้อาวุธอย่างไม่เลือกเป้าหมายนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายและความทุกข์ยากอย่างร้ายแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ มีเด็กเสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บสาหัส 4 คน โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน ก็ได้รับความเสียหายอย่างมาก

ในวันที่ 25 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บ 46 ราย โดย 13 รายอยู่ในขั้นวิกฤต นายเชิดชาย แสดงภาพผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน และเน้นย้ำว่า โรงพยาบาล สถานีบริการน้ำมัน และบ้านเรือนของพลเรือนถูกโจมตี ครอบครัวหนึ่ง 4 คน ที่ไปซื้อของที่ร้านขายของชำ แม่และลูกสามคนต้องเสียชีวิต พลเมืองกว่า 130,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

ไทยประณามการโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาปี 2492 อย่างรุนแรง

นายเชิดชายชี้ว่า การรุกรานและการโจมตีด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องโดยกองกำลังกัมพูชานี้ ถือเป็นการละเมิดมาตรา 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งห้ามการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐต่างๆ รวมถึงหลักการความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน

แม้จะใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด ประเทศไทยก็ถูกบีบบังคับให้ต้องดำเนินการป้องกันตนเองภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยย้ำว่า การตอบโต้ของไทยมีขอบเขตจำกัดอย่างเคร่งครัด ได้สัดส่วน และมุ่งเป้าหมายเพียงเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นจากกองกำลังกัมพูชาเท่านั้น ทุกมาตรการมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อพลเรือน

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องความเสียหายต่อพื้นที่โดยรอบและโครงสร้างของปราสาทพระวิหาร นายเชิดชาบยย้ำว่าไทยได้ใช้หลักการจำแนกสัดส่วน ความระมัดระวัง และความจำเป็นทางทหารอย่างเคร่งครัด การตอบโต้ทั้งหมดจำกัดอยู่แค่เป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีการยิงต่อสู้ไปมาระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชาใกล้กับปราสาทพระวิหารเลย โดยจุดโจมตีที่ใกล้ที่สุดอยู่ใกล้กับภูมะเชือ ที่ห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ 2 กิโลเมตร และปราสาทเองอยู่นอกเส้นทางการปฏิบัติการทางทหารของไทยโดยสิ้นเชิง ดังนั้นข้อกล่าวหาของกัมพูชาจึงไร้มูลความจริงและเป็นการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ไทยเรียกร้องให้กัมพูชางดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือที่ทำให้เข้าใจผิดซึ่งเป็นการนำมรดกทางวัฒนธรรมไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

ส่วนเรื่องระเบิดลูกปรายหรือคลัสเตอร์บอมบ์ ประเทศไทยยืนยันว่าการกระทำทางทหารของไทยเป็นไปตาม หลักการแบ่งแยกพลรบกับพลเรือน หลักความได้สัดส่วน และหลักความจำเป็นทางทหาร โดยระเบิดลูกปรายถูกใช้เพื่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

นายเชิดชาย กล่าวปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้กัมพูชา ยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์และการรุกรานทั้งหมดทันที และกลับสู่การเจรจาด้วยความสุจริต.-813.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...