โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ลุ้นกลุ่มHigh Spendingพยุงเที่ยวไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 18.38 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

ภาคการท่องเที่ยว” ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าตลาดนักท่องเที่ยวหลักอย่าง “จีน” ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นปัจจัยที่มีผลต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในช่วงเวลาต่อจากนี้

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้ประเมินว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเผชิญแรงกดดันจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวรุนแรง คาดปี 2568 จะอยู่ที่ราว 5.5 ล้านคน ฟื้นตัวเพียง 50% จากปี 2562 แต่ยังได้แรงหนุนจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending จะมีส่วนช่วยพยุงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มีมูลค่าราว 1.74 ล้านล้านบาท ฟื้นตัวที่ระดับ 91% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19

สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASSเปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ นับเป็นปีแห่งความท้าทายของภาคท่องเที่ยวไทยที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เคยเป็นกลุ่มรายได้หลักส่งสัญญาณลดลงอย่างมากต่อเนื่อง และอาจจะฟื้นได้ราว 50-65% เท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 แต่ยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่มแมสอย่างมาเลเซีย และอินเดีย และกลุ่ม High Spending อาทิ ยุโรป รัสเซีย และอิสราเอล ที่เข้ามาช่วยพยุงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มีมูลค่าราว 1.74-1.95 ล้านล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ในครั้งนี้คงกระทบต่อผู้ประกอบการใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของนักท่องเที่ยวต่างชาตินับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และช่วยประคับประคองผู้ประกอบการใน Supply Chain อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ควบคู่กับการปรับตัวของภาคเอกชนให้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้ง Ecosystem เพื่อผลักดันให้ไทยกลับมาครองใจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลากหลายมากขึ้น และลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป รวมทั้งเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้”

กณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า 3 เหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนไม่มาไทยในช่วง 1-2 ปีนี้ ได้แก่ 1.ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศไทย โดยผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยในไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าในอดีต โดยอาจใช้เวลาถึง 1 ปี กว่าที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 2.พฤติกรรมและกลุ่มของนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไป โดยนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม F.I.T. ที่มักมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นชัดเจน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของไทยอาจมีความแปลกใหม่ที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่มีการพัฒนา Destination ใหม่ๆ และ 3.ผลกระทบจากภาวะ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของชาวจีนยังไม่กลับมาในระดับเดิม ทำให้นักท่องเที่ยวจีนบางส่วนเลือกเดินทางในประเทศทดแทนการท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ด้าน ธนา ตุลยกิจวัตร นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยคือ นักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมา และยังต้องแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคที่ทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น แม้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และยุโรป จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน

ดังนั้น ภาครัฐยังเป็นกำลังสำคัญที่มีบทบาทในการพยุงภาคท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายในครั้งนี้ ด้วยมาตรการต่างๆ ที่เข้มข้น และครอบคลุมทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งมาตรการเรียกความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมๆ ไปกับมาตรการที่ช่วยพยุงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS มองว่าการสนับสนุนทุนสร้างภาพยนตร์หรือซีรีส์ต่างชาติในประเทศไทย จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมด้าน Soft Power ที่สำคัญ และเป็นหนึ่งในโอกาสใหม่สำหรับภาคท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินว่าจุดคุ้มทุน (Break-even) ของการโปรโมตประเทศไทยด้วยวิธีออกทุนผลิตซีรีส์ 1 EP จะอยู่ที่การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 500-1,000 คน”.

ครองขวัญ รอดหมวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...