โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เช็กผลงานกองทุนรวม ปี 2565 ใครปัง-ใครแป้ก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ธ.ค. 2565 เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2565 เวลา 01.13 น.

ช่วงปี 2565 ที่ผ่านมา การลงทุนในกองทุนรวมต้องเผชิญกับสารพัดปัจจัยลบ มีผลตอบแทนติดลบรุนแรง แต่ยังคงมีบางกองทุนที่สามารถรักษาผลตอบแทนเอาไว้ได้

“สงคราม-ดอกเบี้ย” ป่วนลงทุน

“ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนในปี 2565 เผชิญกับหลายปัจจัยผันผวน ทั้งสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่แม้ว่าทั่วโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง

โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก ขณะที่เงินเฟ้อที่พุ่งสูง ผลจากต้นทุนราคาพลังงานจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ นำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ทำให้ตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่จะเกิดขึ้น จากท่าทีที่ชัดเจนของเฟดที่มุ่งมั่นจะต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับสกุลเงินอื่นที่อ่อนค่าลง นำไปสู่ความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

5 กองทุนผลตอบแทนติดลบหนัก

โดยกองทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบสูงสุด (ณ 8 ธ.ค. 2565) ได้แก่ กองทุนหุ้นเทคโนโลยีโลก (Global Technology) ผลตอบแทนเฉลี่ย -40.257% ตามด้วยกองทุนหุ้นสหรัฐ (US Equity) ผลตอบแทนเฉลี่ย -31.26% กองทุนหุ้นเวียดนาม (Vietnam Equity) ผลตอบแทนเฉลี่ย -30.83% กองทุนหุ้นจีน (China Equity) ผลตอบแทนเฉลี่ย -26.36% และกองทุนหุ้นโลก (Global Equity) ผลตอบแทนเฉลี่ย -25.36%

5 อันดับกองทุนเด่นกลางวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบก็มีกองทุนที่ยังคงทำผลงานได้ดีในปีนี้ ได้แก่ กองทุนรวมน้ำมัน (Commodities Energy) ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ย 5.71% ตามด้วยกองทุนประเภทตราสารหนี้ระยะสั้น

ทั้งกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทมีอายุครบกำหนด (Bond Fix Term) ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.83% กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short Term Bond) ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.35% กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market) ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.30% และกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทครบกำหนดมาลงทุนใหม่ (Roll Over Bond) ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.20% (ดูตาราง)

ตาราง ผลตอบแทนกองทุน

ทิศทางกองทุนรวมปี’66

ส่วนทิศทางการลงทุนปี 2566 “ชญานี” กล่าวว่า การลงทุนในปี 2566 ยังคงมีประเด็นสำคัญ คือ แนวโน้มการปรับดอกเบี้ย โดยล่าสุดเงินเฟ้อสหรัฐได้มีการชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งจะต้องดูต่อไปว่าทางเฟดจะแสดงท่าทีการปรับดอกเบี้ยในช่วงต้นปีหน้าอย่างไร และเงินเฟ้อจะชะลอลงต่อเนื่องหรือไม่

หากมีแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยช้าลงก็จะเริ่มส่งสัญญาณดอกเบี้ยใกล้จุดสูงสุด และสามารถเข้าสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ และทำให้เกิดภาพของผลตอบแทนฟื้นตัวได้

“ในช่วงต้นถึงกลางปี 2566 อาจจะยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งยังบอกได้ยากว่าจะใช้เวลานานเพียงใด การลงทุนในระยะนี้จึงควรเน้นบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่องเป็นหลัก นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนได้หากสามารถรับความเสี่ยงได้สูงและเป็นการลงทุนระยะยาวหรือลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษี” ชญานีกล่าว

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า จากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงของเฟดในปี 2565 โดยเฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ถึง 4 ครั้ง

ซึ่งเซอร์ไพรส์ตลาดอย่างมาก ส่งผลให้ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบหนักสุดต่อกองทุนหุ้นเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในปีนี้ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ในปี 2564

นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินเฟ้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทุนหุ้นสหรัฐและกองทุนหุ้นเวียดนาม รวมถึงปัญหาหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามเอง ก็ทำให้หุ้นเวียดนาม จากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผลตอบแทนบวกแรง ก็ติดลบลงมาในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนกองทุนหุ้นจีนติดลบต่อเนื่อง จากนโยบาย Zero COVID ที่ทำให้ต้องมีการปิดเมืองบางส่วนและกระทบต่อการเติบโตโดยรวมของประเทศ รวมถึงกองทุนหุ้นโลกก็ได้รับผลกระทบจากเฟดที่ขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนมีการปรับแผนการลงทุนจากเดิมที่นิยมกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ ก็ต้องชะลอลงเนื่องจากมีความเสี่ยงอยู่มาก

“สาห์รัช” กล่าวว่า กองทุนที่ผลตอบแทนบวกแรงในปีนี้คงหนีไม่พ้นกองทุนหุ้นน้ำมัน จากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีผลตอบแทนสูงสุด ส่วนกลุ่มที่ยังสามารถรักษาผลตอบแทนไว้ได้ในปีนี้จะเป็นประเภทตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากจะได้รับผลกระทบน้อยจากแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่เป็นขาขึ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ระยะยาว

คาดผลกระทบดอกเบี้ยคลี่คลาย

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2566 กลุ่มตราสารหนี้น่าจะกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่จะเป็นเฉพาะตราสารหนี้ระดับลงทุน (Investment Grade) ส่วนตราสารหนี้เสี่ยงสูง (High Yield Bond) ยังต้องใช้ความระมัดระวัง ส่วนหุ้นปี 2566 น่าจะเริ่มกลับมาดีขึ้นในหลายประเทศ เนื่องจากปี 2565 หลายประเทศที่มีการปรับฐานลงมาลึกมากแล้ว จึงน่าจะมีโอกาสในการปรับตัวขึ้นจากหลายปัจจัยที่น่าจะคลี่คลายลง

“ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยเชื่อว่าจะไม่น่ากังวลมากแบบปีที่ผ่านมาแล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องเศรษฐกิจถดถอยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังเฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่จะรุนแรงหรือไม่” สาห์รัชกล่าว

สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม สำหรับการลงทุนในปี 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...