โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถุงมือยางศรีตรังโกลฟส์สู้โควิด ทุ่ม 1.4 หมื่นล้าน ลุยเปิด 5 โรงงานใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2564 เวลา 14.37 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 12.31 น.

ถอดบทเรียน “ศรีตรังโกลฟส์” สุราษฎร์ฯ-ตรัง สกัดโควิด เพิ่มมาตรการเข้ม จองซิโนฟาร์ม 10,000 โดส ลุยแผนครึ่งปีหลังเปิด 3 โรงงานใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตอีก 4 พันล้านชิ้น เข็นสินค้านวัตกรรม ดันยอดขายปี’64 โต 11% เดินหน้าลงทุน 1.4 หมื่นล้าน ขยายอีก 5 โรงงาน อัพไซซ์เป็น 8 หมื่นล้านชิ้นปี’68

นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT กล่าวถึงกรณีที่คนงานโรงงานผลิตถุงมือยาง 2 สาขาของบริษัทคือ โรงงานสุราษฎร์ธานี กับตรัง ติดโควิด-19 จนต้องปิดโรงงานตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม จนกระทั่งกลับมาเปิดโรงงานที่ จ.สุราษฎร์ธานีได้ในวันที่ 6 มิถุนายน และโรงงาน จ.ตรังกลับมาเปิดวันที่ 16 มิถุนายน 2564 รวมแล้วต้องหยุดการผลิตไป 19 วัน โดยมูลค่าของความเสียหายจากการปิดโรงงานมีประมาณ 1 ล้านบาทเศษเท่านั้น

“เป็นผลจากที่การผลิตหยุดชะงักช่วง 4-5 วันแรก จึงต้องเลื่อนส่งมอบ เพราะช่วงสัปดาห์แรกทำอะไรไม่ทัน เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ โรงงานต้องปิดทันที จึงต้องจ่ายค่าปรับตู้ที่บุ๊กไว้ พอสัปดาห์ที่สองเราก็ตั้งตัวได้ด้วยการเปลี่ยนสายการผลิตมาที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดถึง 43 กว่าล้านชิ้นต่อวัน สามารถผลิตได้ทุกสินค้าอยู่แล้ว ก็ให้ช่วยผลิตถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้งและเพิ่มไลน์การผลิตถุงมือยางสังเคราะห์

เพื่อให้สามารถส่งออกให้ได้ตามแผนที่วางไว้ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า และเรายังขออนุญาตผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเคลียร์สินค้าที่อยู่ในคลัง 300-400 ล้าน ให้ส่งออกไป จึงทำให้ผลกระทบที่ไปถึงลูกค้าไม่ได้หนักหนามาก ไม่มีลูกค้าถามเข้ามา แต่เราได้สื่อสารออกไปให้ลูกค้ามั่นใจ”

ส่วนแผนเดิมในปีนี้ ตอนแรกศรีตรังฯตั้งเป้าหมาย growth ไว้ที่ 14% แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้โรงงานสุราษฎร์ฯ 2 ก่อนหน้านี้ กระทบหายไป 0.6% และจากสถานการณ์โควิด-19 รอบนี้ก็หายไปอีก 2.5-2.6% รวมแล้วตัวเลขอัตราการเติบโตปีนี้จะเหลือ 11% คิดเป็นการผลิตถุงมือยางประมาณ 31,000 ล้านชิ้น

อย่าไรก็ตาม บริษัทศรีตรังโกลฟส์ ได้นำบทเรียนจากการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ด้วยการลงทุนและปรับมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 หลายด้าน เช่น การเพิ่มและกระจายจุดที่ใช้ร่วม อย่างจุดรูดบัตร ล็อกเกอร์พนักงาน การพ่นฆ่าเชื้อทั้งในและนอกอาคาร รวมถึงการอบโอโซนฆ่าเชื้อเพิ่มเติม

และในส่วนงานแผนกบรรจุ ที่อาศัยแรงงานจำนวนมาก ทำงานในระบบปิด เพราะต้องไม่มีฝุ่น ไม่มีแมลง ใช้ระบบปรับอากาศรวม เสี่ยงสูง จึงได้แยกพื้นที่นี้ไปอีก 2-3 จุด ลดความหนาแน่นของพนักงานลง 50% วางระบบฆ่าเชื้อระบบปรับอากาศ ติดตั้ง UVC เพิ่มให้ความมั่นใจให้พนักงาน

“ระบบทั้งหมดนี้จะใช้เงินลงทุนเพิ่มประมาณแห่งละ 2-3 ล้านบาท ซึ่งเราจะทำทุกโรงงาน เพราะยังไม่รู้ว่าโควิดจะสิ้นสุดเมื่อไร การลงทุนครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่า” พร้อมกันนี้บริษัทยังศึกษาและคิดค้นถึงเรื่องการนำระบบอัตโนมัติในโรงงานอย่างจริงจังและเตรียมใช้เร็วขึ้น มุ่งใช้แรงงานคนให้น้อยที่สุดเพื่อให้เป็น fully automation จากเดิม 12 คน ปัจจุบันเหลือ 3 คน แต่ต้องการลดอีกให้เหลือ 1-1.5 คน ต้องคิดเพิ่ม มีทั้ง AI, IOT เซ็นเซอร์ต่าง ๆ มาใช้ โดยเป้าหมายในปีนี้โรงงานที่หาดใหญ่จะเป็นต้นแบบปรับ 1 ไลน์การผลิต ทั้งระบบจะเป็น fully automation หมด

ด้านการฉีดวัคซีนโควิด-19 บริษัทถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยประสานทุกหน่วยงานที่เป็นไปได้ ทั้งกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานประกันสังคม จนล่าสุดทางผู้บริหารตัดสินใจจองผ่านระบบราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในวันที่ 14 มิถุนายน ปริมาณ10,000 โดส เพื่อให้ครอบคลุมพนักงาน 9,000 คนและชุมชนรอบข้าง เน้นเฉพาะเข็มแรกก่อน เพราะคำนึงว่าวัคซีนต้องไปแบ่งกับคนอื่น และอนาคตปริมาณวัคซีนจะเพิ่มขึ้น ขณะนี้ก็รอผลตอบรับเมื่อไรและเท่าไร

ส่วนแนวโน้มและแผนบริษัทครึ่งปีหลังนั้น บริษัทจะมี capacity ใหม่จากแผน expansion ซึ่งมีกำหนดจะเปิดการผลิตโรงงานเพิ่มอีก 3 โรงคือ โรงงานสุราษฎร์ฯ 3 เริ่มเดินเครื่องในเดือนกรกฎาคม จากนั้นโรงงานสะเดา 1 ในเดือนสิงหาคม-กันยายน และโรงงานตรังอีกแห่งต่อในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตในปีนี้เพิ่มขึ้น 4,000 ล้านชิ้น จากเดิมปีก่อน 32,600 เป็น 36,600 ล้านชิ้น

เฉพาะโรงงาน 3 โรงงานในปีนี้ต้องรับพนักงานเพิ่มอีก 2,000 คนและไม่รับต่างด้าว แต่จะเพิ่มขั้นตอนการดูแล-สวอปพนักงานตั้งแต่ก่อนสมัครและหลังจากผ่านการคัดเลือก 14 วัน สวอปรอบ 2 โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายให้

“วางแผนบัดเจตเซลส์ครึ่งปีหลังไว้ที่ 17,500 ล้านชิ้น หากดีมานด์แข็งแกร่งทั้งตลาดในประเทศที่มีสัดส่วน 10% และตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วน 90% โดยเฉพาะในไทยมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น หลังสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้สูงอย่างต่อเนื่อง และให้ priority ตลาดภายในก่อน ขณะที่ต่างประเทศทั้งอินเดีย บราซิล ละตินอเมริกา ตุรกี แอฟริกา รวมถึงตลาดหลักอเมริกาก็ยังแข็งแกร่ง”

ส่วนด้านราคาปีนี้คาดว่าราคาถุงมือยางค่อนข้างทรงและมีแนวโน้มลดลง ตามคาดการณ์หรือลดลงไตรมาสละ 15-20% ดังนั้นการปรับขึ้นราคา “ทำได้ลำบาก” แม้ว่าจะมีปัญหาต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือสูงขึ้นต่อเนื่องมา 2-3 ไตรมาส เพราะซัพพลายถุงมือยางในตลาดโลกเพิ่มทุกราย ขยายกำลังการผลิต มีรายใหม่ ๆ เข้ามา

“ขณะนี้ผู้ซื้อในตลาดหลักสหรัฐและจีนมีอินเวนทอรี่จำนวนมาก มีผลสะท้อนต่อราคาวัตถุดิบน้ำยางข้นอาจทรงและมีการปรับลดลงได้ไม่ดีเหมือนปีก่อน แม้ว่าการขยายกำลังการผลิตของเราทำให้มีความต้องการใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้น 270,000 ตัน แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมถุงมือก็ใช้น้อยเพียง 8% ของทั้งหมด โดยกลุ่มล้อยางใช้มากกว่า” น.ส.จริญญากล่าว

อย่าไรก็ตาม แผนภาพใหญ่ expansion ของศรีตรังโกลฟส์ ยังต้องเพิ่มยอดผลิตถุงมือยางจาก 36,600 ชิ้นให้ได้ 80,000 ล้านชิ้นภายในปี 2024 (2567) ซึ่งขณะนี้มีการขยายโรงงานเกือบครบหมดแล้ว ยังเหลือต้องสร้างขึ้นอีก 5 โรงคือ โรงงานที่สะเดา 1 แห่ง, ชุมพร 2 แห่ง และตรัง 2 แห่งในช่วงปี 2022-2023 (2565-2566) โดยงบฯลงทุนทั้งแผนอยู่ที่ 14,400 ล้านบาท

พร้อมกันนี้บริษัทมุ่งพัฒนานวัตกรรมถุงมือยางไร้แป้ง ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งสินค้าตัวอย่างไปทดสอบทางห้องปฏิบัติการจนกว่าจะมีความมั่นใจ คาดว่าผลจะออกมาชัดเจนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยจะเริ่มผลิตในโรงงานที่ อ.หาดใหญ่ คาดว่าในปีนี้จะเห็นสินค้านี้ลอนช์ออกมาแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...