โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไม ‘หนู’ กลายเป็นสัตว์ทดลองตัวโปรดของนักวิทยาศาสตร์ ทั้งๆ ที่บางคนรู้สึกเกลียดกลัว

becommon.co

อัพเดต 12 มิ.ย. 2564 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2564 เวลา 00.57 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

ถ้าไม่มี ‘หนู’ เราทุกคนคงมีชีวิตที่แย่กว่านี้

เคยสงสัยกันไหมว่า ทั้งๆ ที่ภาพจำของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อหนูมักเป็นไปในทางลบ คือคิดว่าสัตว์ตัวกระจิริดนี้เป็นพาหะของโรคต่างๆ เป็นสัตว์สกปรกและน่ารังเกียจที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่เหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงมองหนูด้วยมุมมองแตกต่างออกไป และพวกเขาเปลี่ยนสัตว์นอกสายตา ให้กลายเป็น หนูทดลอง ที่คนในแวดวงวิทยาศาสตร์โปรดปรานมากที่สุดได้อย่างไร (แต่ผู้คนทั่วไปก็ยังรู้สึกเกลียดกลัวหนูเหมือนเดิมอยู่ดี)

Photo: The Brown Rat by Lizars sc. in Natural History Book (1840) via https://thegraphicsfairy.com/instant-art-printable-rats-natural-history/

 

หนูทดลองตัวแรกและตัวแรกๆ

การปฏิวัติวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปลุกกระแสให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เริ่มเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ หวังสร้างประโยชน์และความก้าวหน้าเพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ในภายภาคหน้าที่ดีกว่าของมนุษย์

อ้างอิงจากบันทึกทางวิทยาศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด มนุษย์เริ่มต้นใช้หนูเป็นสัตว์ทดลองครั้งแรกในปี 1621 โดย ทีโอฟีลัส มูลเลอร์ (Theophilus Müller) นักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาเลียน และ โจวานนี่ เฟเบอร์ (Giovanni Faber) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ทั้งคู่สนใจเรื่องสรีรวิทยาและการแพทย์ จึงร่วมกันผ่าหนูที่จับมาได้เพื่อศึกษาอวัยวะภายใน

ต่อมา ปี 1678วิลเลียม ฮาร์วีย์ (William Harvey) แพทย์ชาวอังกฤษนำหนูมาผ่าศึกษาระบบไหลเวียนเลือดและระบบสืบพันธุ์ควบคู่ไปกับการศึกษาในมนุษย์ ทำให้เขาสรุปข้อค้นพบได้เป็นทฤษฎีระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย ซึ่งลบล้างความเชื่อผิดๆ ที่แพทย์ในสมัยนั้นท่องจำตามกันมา

Photo: William Harvey Demonstrating His Theory of Circulation of Blood before Charles I, Wellcome Collection no. 45902i

ส่วนซีกโลกตะวันออก ก็มีการศึกษาหนูเป็นสัตว์ทดลองมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบว่าเคยตีพิมพ์ตำราวิทยาศาสตร์ Chingansodategusa (珍玩鼠育草) ในปี 1787 เป็นคู่มือเพาะพันธุ์และเลี้ยงดูหนูตามสีขน

Photo: Chingansodategusa (1787), the National Diet Library Digital Collections.
Photo: Chingansodategusa (1787), the National Diet Library Digital Collections.

เมื่อมนุษย์รู้จักนำหนูมาผ่าศึกษาโครงสร้างร่างกายและสังเกตการทำงานของระบบอวัยวะ พื้นที่ความรู้ด้านการแพทย์ก็ขยายกว้างขึ้น ปลุกกระแสความนิยมชมชอบในตัวหนูตั้งแต่หลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 ขึ้นมา เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นหรือบานประตูที่สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์เปิดหาโอกาสไปสู่การค้นพบครั้งใหม่ๆ

สีขนของหนูสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ยุคบุกเบิกทดลองผสมพันธุ์และสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างสีขนรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูก ก่อนที่ เกรกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel) บาทหลวงและนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรียจะค้นพบกฎการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมในอีก 23 ปีให้หลังเสียอีก

แม้ในตอนเริ่มต้นศึกษา เมนเดลเองก็เลือกวิเคราะห์สีขนของหนู แต่ทดลองผสมพันธุ์ไปได้ไม่นานก็ต้องยุติลงเพราะเหตุผลเรื่องสุขอนามัยและการต่อต้านของเพื่อนนักบวชด้วยกันเอง จึงต้องจำใจเปลี่ยนมาศึกษากับต้นถั่วแทน

Photo: Courtesy of the Jackson Laboratory Archives: http://library.jax.org/

หลังจากนั้น ความตั้งใจของเมนเดลได้รับการสานต่อโดย คลาเรนซ์ คุก ลิตเติล (Clarence Cook Little) นักพันธุศาสตร์ชาวอเมริกัน หนึ่งในผลลัพธ์ของความสำเร็จของเขาที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้คือ การเพาะพันธุ์ต้นตระกูลหนูขนขาวตาแดง

หนูยังเป็นสัตว์ทดลองตัวโปรดของนักจิตวิทยาด้วย เพื่อศึกษาพฤติกรรม การเรียนรู้ ความฉลาด ความจำ และการทำงานของสมอง โดยเอาหนูเข้าไปอยู่ในพื้นที่ท้าทายความสามารถหรือกระตุ้นให้มันพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันที่คุกคามชีวิตจนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดเป็นการทดลองที่ทำกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ นักจิตวิทยาจึงเลือกหนูให้รับเคราะห์กรรมแทน

 

หนู = มนุษย์ ?

หลังจากวงการวิทยาศาสตร์ใช้หนูเป็นสัตว์ทดลองแทนมนุษย์อย่างแพร่หลาย จึงเกิดคำถามตามมาว่า ความแตกต่างทั้งขนาดตัวและโครงสร้างร่างกายที่ไม่ได้เหมือนกันทุกประการระหว่างมนุษย์และหนู ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ออกแบบการทดลอง จะเชื่อมั่นความแม่นยำของผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงจากหนูถึงมนุษย์ได้อย่างไร

Photo: A Mouse Utopia (1970) Yoichi R Okamoto, White House photographer

เดิมทีสาเหตุที่หนูถูกนำมาเป็นสัตว์ทดลองคือเหตุผลเรื่องความสะดวก เพราะขนาดตัวของมันเล็กมาก นักวิทยาศาสตร์จึงบริหารจัดการพื้นที่ในห้องปฏิบัติการได้ง่าย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงและดูแลหนูตลอดการทดลองก็ค่อนข้างถูกกว่าสัตว์ชนิดอื่น

นอกจากนี้ หนูยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเช่นเดียวกันมนุษย์ จึงมีระบบการทำงานภายในร่างกายใกล้เคียงกัน ที่สำคัญหนูออกลูกได้ตลอดทั้งปี ปีละประมาณ 5-10 ครอก เฉลี่ยครอกละ 6-8 ตัว และมีอายุขัยเพียง 2-3 ปีเท่านั้น จึงเป็นประโยชน์มากหากต้องการศึกษาในระยะยาวเพราะใช้เวลาไม่นาน และติดตามการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นได้ในเวลาอันสั้น

Photo: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Lab_mouse_mg_3308.jpg

จนกระทั่งความรู้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าจนวิเคราะห์ได้ถึงจำนวนยีน หรือหน่วยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งรับมาจากรุ่นก่อนและจะถ่ายทอดให้รุ่นถัดไป ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่ามนุษย์และหนูมีจำนวนยีนใกล้เคียงกันมาก

หมายความว่า ยิ่งหนูมีโครงสร้างทางพันธุกรรมคล้ายคลึงมนุษย์ จะยิ่งเชื่อมั่นผลการทดลองได้มากขึ้น เช่น ใช้สารบางอย่างฉีดเข้าไปในตัวหนูแล้วได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ สารนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายมนุษย์ด้วย ในทางตรงกันข้าม ถ้าหนูไม่ตอบสนองต่อสารหรือมีอาการแทรกซ้อนจนป่วยหรือตาย สารนี้ย่อมเป็นอันตรายกับมนุษย์

เหตุผลเรื่องยีนจึงมีน้ำหนักมากที่สุดที่ทำให้หนูเป็นสัตว์ทดลองแทนมนุษย์โดยสมบูรณ์ เพราะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจในผลลัพธ์ว่าใช้อธิบายถึงมนุษย์ได้

 

หนูบางตัวเท่านั้นจะได้เป็นหนูทดลอง

นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจไล่จับหนูที่ไหนก็ได้มาใช้ศึกษาตามอำเภอใจ เพราะในกระบวนใดๆ ก็ตามทางวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องควบคุมทุกอย่างในการทดลองเพื่อไม่ให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน แสดงว่าไม่ใช่หนูทุกตัวจะเป็นหนูทดลองได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วหนูชนิดไหนบ้างที่เหมาะสมนำมาทดลอง

ปี 1906 The Wistar Institute ซึ่งเป็นสถาบันการวิจัยทางชีวการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโรคมะเร็ง ภูมิคุ้มกันวิทยา โรคติดเชื้อ และวัคซีน คิดสร้างมาตรฐานใหม่ในกับหนูทดลองเป็นครั้งแรกของโลก โดยคัดเลือกสายพันธุ์หนูและผสมพันธุ์ใหม่จนได้หนูที่เหมาะกับการทดลองด้านการแพทย์มากที่สุด จึงตั้งชื่อเรียกตามสถาบันว่า Wistar rat หนูทดลองมากกว่าครึ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในห้องทดลองทุกวันนี้ล้วนเป็นทายาทของ Wistar rat แทบทั้งสิ้น

เวลาต่อมา แต่ละประเทศที่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จึงจัดตั้งหน่วยงานสำหรับปรับปรุงสายพันธุ์และเพาะเลี้ยงหนูเพื่อการศึกษาทดลองโดยเฉพาะ

 

Photo: Courtesy of the Wistar Institute, Wistar Archive Collections via http://www.wistar.org

ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมีตัวเลือกหนูทดลองหลากหลายสายพันธุ์ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการใช้หนูศึกษาเรื่องอะไร ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ซึ่งลงรายละเอียดได้ถึงประเภทของโรคที่ต้องการทดลอง เช่น Hairless rat เหมาะสำหรับศึกษาระบบภูมิคุ้มกันและโรคไต

Photo: Lobund-Wistar Rat (1992) by Janet Stephens, National Cancer Institute

ดังนั้น หนูทดลองจึงแตกต่างจากหนูทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องเป็นหนูที่สืบสายพันธุ์จากบรรพบุรุษหนูที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธ์เพื่อการทดลองวิทยาศาสตร์เท่านั้น ภายใต้กฏเหล็กข้อสำคัญซึ่งกำหนดเป็นมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพโดย คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลอง (International Committee on Laboratory Animal Science) ว่า

ใช้หนูจำนวนน้อยที่สุดและต้องแน่ใจว่าการกระทำใดๆ กับหนูไม่ใช่การทารุณกรรม เพราะชีวิตของสัตว์ทุกตัวมีค่า หากจะต้องเสียสละ ชีวิตของหนูแต่ละตัวจะต้องมอบคุณประโยชน์สูงสุดต่อมนุษย์รวมถึงสัตว์ตัวอื่นๆ

 

อ้างอิง

  • Abbott, A. The Renaissance Rat. Nature 428, 464–466 (2004). https://doi.org/10.1038/428464a 
  • Remy Melina. Why Do Medical Researchers Use Mice?. https://bit.ly/3zs6BJJ
  • Sam Schipani. The History of the Lab Rat Is Full of Scientific Triumphs and Ethical Quandaries. https://bit.ly/3vnbIYp
  • Serikawa, T. Colourful History of Japan’s Rat Resources. Nature 429, 15 (2004). https://doi.org/10.1038/429015b 
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...