โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกมธุรกิจใหม่ "เอไอเอ" ตั้ง บลจ. บริหารพอร์ต สู้ศึกดอกเบี้ยต่ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ส.ค. 2563 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 09.35 น.

การกระโดดเข้าสู่ธุรกิจกองทุนของค่าย“เอไอเอ” นับว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดไม่น้อย โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอไอเอ (AIAIMT) กินส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อันดับ 3 ในทันทีด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ขนาด 8.47 แสนล้านบาท และด้วยเครือข่ายกลุ่มบริษัทเอไอเอทั่วโลกที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการบริหารการลงทุนของ บลจ.เอไอเอได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ ทำให้ผู้เล่นรายใหม่นี้น่าจับตาอย่างมากเลยทีเดียว

จุดแข็งตัวแทนขายกว่าหมื่นคน

โดย “สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุน เอไอเอ ประเทศไทย ที่ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอไอเอ กล่าวในงานเปิดตัวบริษัทเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า บริษัทได้เริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของเอไอเอประกันชีวิต และเงินลงทุนในกองทุนรวมจากกรมธรรม์ยูนิตลิงก์ของเอไอเอประกันชีวิต ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดยูนิตลิงก์กว่า 53% คิดเป็นเบี้ยรับรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาทบนฐานลูกค้ากว่า 2 แสนรายมีตัวแทนที่มีใบอนุญาต (ไลเซนส์) ลงทุนแล้วกว่า 11,174 คน

“ปัจจุบันเงินลงทุนส่วนใหญ่ของเอไอเออยู่ในพันธบัตรรัฐบาล 5.1 แสนล้านบาท หุ้นกู้ 1 แสนล้านบาท หลักทรัพย์ต่างประเทศ (offshore) 1.3 แสนล้านบาทและหุ้นไทยอีก 1 แสนล้านบาท เรามีจุดแข็งคือ มีทีมผู้บริหารจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ด้านลงทุนกว่า30 ปีทั้งในไทยและต่างประเทศ มีเครือข่ายเอไอเออีกกว่า 18 ประเทศทั่วโลก จะช่วยให้บริหารต้นทุนได้ถูกกว่าในตลาด โดยคาดว่าจะลดต้นทุนค่าธรรมเนียมจากระดับ 1.5-1.7% มาอยู่ที่ 1.2% ได้ และในภาวะดอกเบี้ยต่ำการแยกพอร์ตมาบริหารภายใต้ บลจ.จะช่วยทำให้เราหาผลตอบแทนให้ลูกค้าได้มากขึ้น”

ลุยเปิด 9 กองทุนปั้น AUM

สำหรับแผนธุรกิจปีนี้ บริษัทมีแผนจัดตั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ 5 กองทุน มูลค่ากองทุนเฉลี่ย 10,000 ล้านบาท และต้นปี 2564 จะเปิดตัวกองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศอีก 4 กองทุน และในช่วงที่เหลือมีแผนเปิดเพิ่มอีก 3 กอง เน้นลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาวครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาเฉลี่ย 5,000-6,000 ล้านบาทต่อปี

“ขณะนี้ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกมีราคาแพง แต่การออกกองทุนของเราเป็นการลงทุนระยะยาว นักลงทุนที่ลงทุนในยูนิตลิงก์มีเงินเข้ามาลงทุนทุกเดือน ไม่ต้องกลัวจะถูกไถ่ถอนโดยไม่ได้มองว่าจะต้องบริหารสินทรัพย์สูงเป็นอันดับหนึ่ง แต่มองที่ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอต่อผู้ลงทุนเป็นหลัก โดยเราตั้งเป้าใน 3-5 ปีจะมีผลิตภัณฑ์ลงทุนครบทุกประเภทสินทรัพย์โดยรวมไม่เกิน 20 กอง” นายสุขวัฒน์กล่าว

คู่แข่งใหม่ที่แข็งแกร่ง

ขณะที่ในมุมของผู้ประกอบธุรกิจกองทุนอื่น ๆ ที่กล่าวถึงการเข้ามาบุกธุรกิจกองทุนของค่ายเอไอเอ โดยนายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย (KAsset) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) มองว่า บลจ.เอไอเอเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่มีช่องทางขายแตกต่างจากผู้เล่นหลักในตลาด คือ จะขายผ่านตัวแทนประกันชีวิตที่มีทักษะการลงทุน ในขณะที่ผู้เล่นเดิมไม่มีส่วนนี้แต่ขายผ่านสาขาธนาคารพาณิชย์ หรือเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ (RM) เป็นหลัก

“เชื่อว่าแบบเดิมก็มีจุดที่แข่งขันได้ เนื่องจากพนักงานแบงก์มีความรู้ด้านเงินฝากที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ประกอบกับบริการบนแอปพลิเคชั่นของธนาคารค่อนข้างครอบคลุมการให้บริการที่เข้าถึงได้ง่าย” นายวศินกล่าว

นายวศินกล่าวด้วยว่า ตลาดกองทุนรวมในประเทศไทยยังมีศักยภาพเติบโตไปได้ถึง 100% ของ GDP จากปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของทั้งระบบอยู่ที่ 6.48 ล้านล้านบาท หรือ 50% ของ GDP

หนุนการแข่งขันคึกคัก

ด้านนางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) กล่าวว่า แม้ บลจ.กรุงไทยจะถูก บลจ.เอไอเอเบียดจนหล่นลงมาอยู่อันดับ 5 จากเดิมที่อยู่อันดับ 4 ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ยังต้องสร้างฐานกองทุนรวมอีกค่อนข้างมาก เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่ยังเป็นการรวบรวมเงินลงทุนของเอไอเอประกันชีวิตมาอยู่ภายใต้การบริหาร แต่อาจจะมีผลกดดันบาง บลจ.ที่มีกลุ่มลูกค้าทับซ้อนกันอยู่บ้าง

“คงขึ้นอยู่กับจำนวนตัวแทนเอไอเอที่มีใบอนุญาตขายหน่วยลงทุนว่าที่แอ็กทีฟมีมากน้อยแค่ไหน จึงมองเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ในตลาดที่ทำให้ตลาดกองทุนรวมคึกคักขึ้น และอาจทำให้ บลจ.ต้องกระตือรือร้นในการดูแลลูกค้ามากขึ้นด้วย โดยการมีผู้เล่นไซซ์ใหญ่เข้ามาก็ช่วยเพิ่มสินทรัพย์กองทุนรวมในระบบให้โตขึ้น” นางชวินดากล่าว

ถือได้ว่าเป็นการปรับตัวในการทำธุรกิจของค่ายประกันชีวิตที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในเมืองไทย เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น รับมือยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำไปอีกยาวนาน ซึ่งหลังจากนี้ตลาดกองทุนรวมคงจะคึกคักขึ้นอีกมากพอสมควร โดยการแข่งขันที่มากขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...