กกพ.เคาะค่าไฟ 3.98 บ./หน่วย มติกนง.ลดดอกเบี้ย 25 สต. มูดี้ส์ปรับมุมมองไทยเชิงลบ
กกพ.เคาะพ.ค.ค่าไฟเหลือ 3.98 บาท/หน่วย ด้านมติกนง.ลดดอกเบี้ย 25 สต. มูดี้ส์ปรับมุมมองไทยเชิงลบศก.เสี่ยง “พิชัย” ยันฐานะคลังแกร่ง
เมื่อวันที่ 30 เมษายน รายงานข่าวแจ้งว่าบริษัท มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ออกมาประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่ระดับเชิงลบ จากเดิมระดับมีเสถียรภาพ แต่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาทแบบไม่มีหลักประกันของไทยที่ระดับ Baa1 และคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศของไทยที่ระดับ P-2 มูดี้ส์ระบุว่า การปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่ระดับเชิงลบ สะท้อนความเสี่ยงที่ว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและทางการคลังของไทยจะอ่อนแอลง ส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเก็บภาษีเพิ่มเติม หลังจากช่วงระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีเป็นเวลา 90 วัน
รายงานของมูดี้ส์ระบุว่า การคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 สะท้อนถึงสถาบันและระบบธรรมาภิบาลของไทยที่มีความแข็งแกร่ง ความสามารถในการชำระหนี้ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และสถานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงการมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศในระดับสูง นอกจากนี้ยังได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ที่แท้จริงของไทยในปี 2568 เหลือเพียง 2% จากเดิมคาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อนที่ระดับ 2.9%
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกรณีบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moodys) ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมองเชิงลบ (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable) จากความเสี่ยงที่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศไทยจะอ่อนแอลงว่า เรื่องความสามารถในการชำระเงินหนี้ของไทยนั้นค่อนข้างมีความแข็งแรง ขณะเดียวกันรัฐบาลกู้เงินจากต่างประเทศน้อยมาก ที่มูดีส์กังวลต่อเศรษฐกิจไทยอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องเงินลงทุนในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์ แต่ปรากฏว่าไตรมาสแรก 2568 (มกราคม-มีนาคม) เงินลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศขยายตัวกว่า 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลงในเซ็กเตอร์ที่สำคัญๆ ต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนนักลงทุนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนมาแล้ว จะลงทุนจริงได้เร็วแค่ไหนนั้น ขณะนี้นักลงทุนเหล่านั้นอาจหยุดดูว่าผลกระทบจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนตัวยังคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่การประชุม กนง. วันที่ 30 เมษายน คณะกรรมการมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 จากร้อยละ 2.00 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปี โดยให้มีผลทันที พิจารณาจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลง และมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลกและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ด้านภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อใช้ในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด
ด้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยถึงการพิจารณาค่าไฟงวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2568) ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดกรอบเป้าหมายค่าไฟหน่วยละ 3.99 บาท ภายใน 45 วัน โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐบาลว่า กกพ.ได้พิจารณาค่าไฟงวดใหม่อยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย จากเป้าหมายรัฐบาล 3.99 บาทต่อหน่วย ลดลงกว่าเป้าหมาย เพื่อช่วยลดภาระประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ การลดลงดังกล่าวมาจากการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน คลอว์ แบ๊ก (claw back) หรือเงินประมาณการลงทุน แต่ลงทุนจริงลดลงกว่าคาดการณ์ วงเงิน 12,200 ล้านบาท คิดเป็น 17 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อหักลบจากค่าไฟงวดใหม่เดิม กกพ.พิจารณาไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กกพ.เคาะค่าไฟ 3.98 บ./หน่วย มติกนง.ลดดอกเบี้ย 25 สต. มูดี้ส์ปรับมุมมองไทยเชิงลบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th