โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Asset Allocation ตามความสามารถในการรับความเสี่ยง

Wealthy Thai

อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 18.18 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 03.03 น.

Asset Allocation คือ การกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือ เงินสด เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละคน
โดยหลักการการทำ Asset Allocation มีหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในรูปแบบที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือการกระจายการลงทุนตามความสามารถในการรับความเสี่ยง ซึ่งความความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละบุคคลสามารถถูกแบ่งเป็นออกคร่าวๆ เป็น (1) ความเสี่ยงระดับต่ำ (2) ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ (3)ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างสูง (4) ความเสี่ยงสูง และ (5) ความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งนักลงทุนสามารถทำแบบประเมินเพื่อดูระดับความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเอง
แม้จะไม่มีมารตรฐานที่แน่นอนสำหรับการกระจายการลงทุนตามความสามารถในการรับความเสี่ยง แต่ก็พอจะมีแนวทางคร่าวๆ โดยเว็บไซต์ Investopedia ได้ยกตัวอย่างการแบ่งสินทรัพย์ลงทุนตามความสามารถในการรับความเสี่ยงไว้ ดังนี้

1.ความเสี่ยงต่ำ

เป้าหมายการกระจายความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงต่ำ จะเน้นการรักษาเงินต้นมากกว่าการสร้างผลกำไรสูง โดยจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ค่อนข้างปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ แต่ก็จะมีการลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานดีบ้างเพื่อให้ผลตอบแทนอยู่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 60%-65%, หุ้น 25% - 30%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (Cash and cash equivalents) 5% - 15%

2.ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ

เน้นการรักษาเงินต้นส่วนใหญ่ในพอร์ตการลงทุน แต่ยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เติบโตทันอัตราเงินเฟ้อ โดยกลยุทธ์สำหรับพอร์ตนี้ จะโฟกัสการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon payment) สูง รวมถึงหุ้นที่ให้เงินปันผลเยอะ
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 55% - 60%, หุ้น 35% - 40%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 5%-10%

3.ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างสูง

การกระจายการลงทุนสำหรับความเสี่ยงระดับนี้จะเน้นความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้และการเติบโต โดยจะลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในสัดส่วนที่ค่อนข้างเท่ากัน และเนื่องจากพอร์ตประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าพอร์ต 2 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น การถือสินทรัพย์ให้นานขึ้นราวๆ ห้าปีหรือมากกว่านั้น ก็จะช่วยลดความผันผวนระยะสั้นได้
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 35% - 40%, หุ้น 50% - 55%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 5% - 10%

4.ความเสี่ยงระดับสูง

มีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ และมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้รายได้ประจำบ้าง เพื่อลดความผันผวนในระยะสั้น โดยนักลงทุนควรมีระยะเวลาถือสินทรัพย์นานเช่นกัน
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 25% - 30%, หุ้น 60% - 65%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 5% - 10%

5.ความเสี่ยงระดับสูงมาก

มีเป้าหมายหลักคือการสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว โดยจะเน้นการลงทุนในหุ้นเกือบทั้งหมด ซึ่งพอร์ตประเภทนี้จะมีความผันผวนมากในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องถือระยะยาว
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 0% - 10%, หุ้น 80% - 100%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 0% - 10%
จากตัวอย่างการกระจายการลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ในแต่ละระดับที่ยกมานั้น เป็นเพียงแค่แนวทางการบริหารจัดการพอร์ตคร่าวๆ เท่านั้น ซึ่งนักลงทุนสามารถนำไปปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...