Asset Allocation ตามความสามารถในการรับความเสี่ยง
Asset Allocation คือ การกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือ เงินสด เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละคน
โดยหลักการการทำ Asset Allocation มีหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในรูปแบบที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือการกระจายการลงทุนตามความสามารถในการรับความเสี่ยง ซึ่งความความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละบุคคลสามารถถูกแบ่งเป็นออกคร่าวๆ เป็น (1) ความเสี่ยงระดับต่ำ (2) ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ (3)ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างสูง (4) ความเสี่ยงสูง และ (5) ความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งนักลงทุนสามารถทำแบบประเมินเพื่อดูระดับความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเอง
แม้จะไม่มีมารตรฐานที่แน่นอนสำหรับการกระจายการลงทุนตามความสามารถในการรับความเสี่ยง แต่ก็พอจะมีแนวทางคร่าวๆ โดยเว็บไซต์ Investopedia ได้ยกตัวอย่างการแบ่งสินทรัพย์ลงทุนตามความสามารถในการรับความเสี่ยงไว้ ดังนี้
1.ความเสี่ยงต่ำ
เป้าหมายการกระจายความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงต่ำ จะเน้นการรักษาเงินต้นมากกว่าการสร้างผลกำไรสูง โดยจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ค่อนข้างปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ แต่ก็จะมีการลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานดีบ้างเพื่อให้ผลตอบแทนอยู่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 60%-65%, หุ้น 25% - 30%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (Cash and cash equivalents) 5% - 15%
2.ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ
เน้นการรักษาเงินต้นส่วนใหญ่ในพอร์ตการลงทุน แต่ยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เติบโตทันอัตราเงินเฟ้อ โดยกลยุทธ์สำหรับพอร์ตนี้ จะโฟกัสการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon payment) สูง รวมถึงหุ้นที่ให้เงินปันผลเยอะ
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 55% - 60%, หุ้น 35% - 40%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 5%-10%
3.ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างสูง
การกระจายการลงทุนสำหรับความเสี่ยงระดับนี้จะเน้นความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้และการเติบโต โดยจะลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในสัดส่วนที่ค่อนข้างเท่ากัน และเนื่องจากพอร์ตประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าพอร์ต 2 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น การถือสินทรัพย์ให้นานขึ้นราวๆ ห้าปีหรือมากกว่านั้น ก็จะช่วยลดความผันผวนระยะสั้นได้
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 35% - 40%, หุ้น 50% - 55%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 5% - 10%
4.ความเสี่ยงระดับสูง
มีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ และมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้รายได้ประจำบ้าง เพื่อลดความผันผวนในระยะสั้น โดยนักลงทุนควรมีระยะเวลาถือสินทรัพย์นานเช่นกัน
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 25% - 30%, หุ้น 60% - 65%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 5% - 10%
5.ความเสี่ยงระดับสูงมาก
มีเป้าหมายหลักคือการสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว โดยจะเน้นการลงทุนในหุ้นเกือบทั้งหมด ซึ่งพอร์ตประเภทนี้จะมีความผันผวนมากในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องถือระยะยาว
ตัวอย่างสัดส่วนการลงทุน : ตราสารหนี้ 0% - 10%, หุ้น 80% - 100%, เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 0% - 10%
จากตัวอย่างการกระจายการลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ในแต่ละระดับที่ยกมานั้น เป็นเพียงแค่แนวทางการบริหารจัดการพอร์ตคร่าวๆ เท่านั้น ซึ่งนักลงทุนสามารถนำไปปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ได้