โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฉากชีวิต 9 ทศวรรษ ‘เจ.โฮเวิร์ด มาร์แชลล์’มหาเศรษฐีมะกัน ก่อนถึง 15 เดือนสุดท้าย

แนวหน้า

เผยแพร่ 25 ส.ค. 2567 เวลา 17.00 น.

"เจ.โฮเวิร์ด มาร์แชลล์"อาจารย์-นักกฎหมาย-มหาเศรษฐี ฉากชีวิต 9 ทศวรรษ ก่อนถึง 15 เดือนสุดท้าย

“ในเดือนตุลาคม 2534 เจ้าพ่ออุตสาหกรรมน้ำมันวัย 86 ปีถูกเข็นเข้าไปในคลับเปลื้องผ้าในฮูสตัน ซึ่งเขาตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานกะกลางวัน ชายวัย 80 คนนี้ชื่อ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ และเขามีทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนผู้หญิงคนนั้นคือแอนนา นิโคล สมิธ นางแบบสาววัย 23 ปี ทั้งคู่ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น และในวันรุ่งขึ้น มาร์แชลล์ก็มอบซองเงินสด 1,000 ดอลลาร์ให้กับสมิธและบอกกับเธอว่า "อย่าไปทำงานนะที่รัก คุณไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานอีก"

ที่เหลือก็เป็นเรื่องราวในอดีต มาร์แชลล์มอบของขวัญราคาแพงให้กับสมิธมากมาย รวมถึงรถยนต์เมอร์เซเดสเปิดประทุนสีแดง สิทธิ์เข้าใช้บังกะโลที่เคยเป็นของมาริลีน มอนโร และเครื่องประดับมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ และไม่นานหลังจากที่สมิธมีชื่อเสียงในฐานะนางแบบเพลย์บอย ทั้งคู่ก็แต่งงานกันในปี 2537 แต่ชีวิตคู่ของพวกเขาก็มีความสุขได้เพียง 14 เดือนก่อนที่มาร์แชลล์จะเสียชีวิต”

โพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก “True Crime” ในวันที่ 24 ส.ค. 2567 หรือครบรอบ 3 ทศวรรษจากข่าวความสัมพันธ์ระหว่างมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ (J. Howard Marshall) ที่บั้นปลายของชีวิตได้แต่งงานกับ แอนนา นิโคล สมิธ (Anna Nicole Smith) ซึ่งอายุของทั้งคู่ห่างกันยิ่งกว่าพ่อกับลูก แต่เป็น “ปู่กับหลาน” โดย มาร์แชลล์ เข้าสู่วัยเลข 8 ในขณะที่ สมิธเพิ่งอายุหลัก 2 ต้นๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องราวไม่ได้จบเพียงการเสียชีวิตของมหาเศรษฐีชรา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2538 แต่ยังมีการฟ้องร้องแย่งชิงสิทธิการได้รับมรดกที่เจ้าตัวทิ้งไว้ด้วย

เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ หรือชื่อเต็มคือ เจมส์ โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 2 (James Howard Marshall II) เกิดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2448 ในย่านเยอรมันทาวน์ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวที่มีความเชื่อแบบ “เควกเกอร์ (Quaker)” ซึ่งเป็นสายย่อยสายหนึ่งในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ มาร์แชลล์ เข้าเรียนที่โรงเรียนจอร์จ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเอกชนในเมืองนิวทาวน์ รัฐเพนซิลเวเนีย จากนั้นจึงศึกษาศิลปะศาสตร์ที่วิทยาลัยฮาเวอร์ฟอร์ด และด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล จนจบการศึกษาในปี 2474

เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ นั้นโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน-นักศึกษา เป็นทั้งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน เป็นกัปตันทีมโต้วาที เป็นนักฟุตบอลระดับออลอเมริกัน ลงแข่งขันเทนนิสภายใต้การฝึกสอนของ บิล ทิลเดน (Bill Tilden) นักกีฬาชื่อดังในยุคนั้น เป็นบรรณาธิการคดีของวารสารกฎหมายของมหาวิทยาลัยเยล จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 อีกทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของ วอลตัน เฮล แฮมิลตัน (Walton Hale Hamilton) นักวิชาการด้านกฎหมายชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการสอนร่วมกันระหว่างวิชากฎหมายและเศรษฐศาสตร์

ชีวิตการทำงานของ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ เริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์และรองคณบดีที่โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยเยลในทันทีตั้งแต่ปี 2474 สอนวิชาว่าด้วยกระบวนการทางธุรกิจและการเงิน และมีผลงานทางวิชาการแนวสมจริงทางกฎหมาย (Legal Realism) โดยเฉพาะบทความ Legal Planning of Petroleum Production ที่ตีพิมพ์ในปี 2474 เนื้อหาว่าด้วยการนำเสนอทางเลือกอื่นให้กับแนวทางปฏิบัติด้านการผลิตแบบควบคุมที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งนำไปสู่วัฏจักรขาขึ้น-ขาลงที่รุนแรง ทำให้เขาเริ่มถูกจับตามองโดยรัฐบาลสหรัฐฯ

หลังจากสอนหนังสือได้ 2 ปี เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ลาออกจากมหาวิทยาลัยเยลในปี 2476 เพื่อไปเป็นผู้ช่วยที่ปรึกษากฎหมายประจำกระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ ตามคำชักชวนของ แฮโรลด์ เอล. อิคส์ (Harold L. Ickes) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น และได้มีส่วนร่วมในการออกแบบร่างกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในสหรัฐฯ ก่อนจะลาออกในปี 2478 เพื่อไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับ เคนเน็ธ อาร์. คิงส์บิวรี (Kenneth R. Kingsbury) ประธานบริษัท Standard Oil of California ซึ่งปัจจุบันคือ “เชฟรอน” (Chevron Corporation)

เส้นทางของ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ แม้จะไปๆ มาๆ ระหว่างงานในภาครัฐบ้าง ภาคเอกชนบ้าง แต่อยู่ในสายงานบริหารและการวางระบบกฎหมาย-กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมมาโดยตลอด รวมถึงการร่วมก่อตั้งบริษัท Great Northern Oil ขึ้นมาในปี 2495 และเริ่มสร้างโรงกลั่นแห่งแรกในปี 2498 ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของ Koch Industries หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมการผลิต การกลั่น และการจัดจำหน่ายปิโตรเลียม สารเคมี พลังงาน ไฟเบอร์ สารตัวกลางและพอลิเมอร์ แร่ธาตุ ปุ๋ย เยื่อกระดาษและกระดาษ อุปกรณ์เทคโนโลยีเคมี คลาวด์คอมพิวติ้ง การเงิน การซื้อขายวัตถุดิบ และการลงทุน

มหาเศรษฐีผู้นี้ผ่านการแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง โดยภรรยาคนแรกคือ เอลีนอร์ เพียร์ซ (Eleanor Pierce) ใช้ชีวิตร่วมกันตั้งแต่ปี 2474 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2504 โดยทั้งคู่มีลูกชาย 2 คน คือ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 3 (J. Howard Marshall III) และ อี. เพียร์ซ มาร์แชลล์ ( E. Pierce Marshall) จากนั้นในปี 2504 ได้แต่งงานกับภรรยาคนที่ 2 คือ เบ็ตตี โบแฮนนอน (Bettye Bohannon) ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ 30 ปี แต่ไม่มีลูกด้วยกัน ก่อนที่ โบแฮนนอน จะเสียชีวิตในปี 2534 หลังทนทุกข์ทรมานจากโรคความจำเสื่อม (อัลไซเมอร์) ก่อนที่จะแต่งงานกับภรรยาคนที่ 3 คือ แอนนา นิโคล สมิธ ในปี 2537 เวลานั้นฝ่ายชายอายุ 89 ปี ส่วนฝ่ายหญิงอายุ 26 ปี แต่อยู่กินกันได้เพียงปีเศษๆ ฝ่ายชายก็เสียชีวิต

อนึ่ง ในปี 2525 เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ หรือ เจมส์ โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 2 ได้พบกับ ไดแอน วอล์กเกอร์ (Diane Walker) ซึ่งเป็นการพบกันแบบเดียวกับ แอนนา นิโคล สมิธ คือฝ่ายชายไปเจอฝ่ายหญิงในคลับเปลื้องผ้าแล้วรู้สึกถูกชะตา โดยมหาเศรษฐีผู้นี้ ซื้อของขวัญให้กับ วอล์กเกอร์ เป็นเครื่องประดับต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ และรับปากว่าหาก เบ็ตตี โบแฮนนอน ภรรยาของเขาในเวลานั้นที่เริ่มป่วยความจำเสื่อมเสียชีวิตเมื่อใด ก็จะมาขอวอล์กเกอร์แต่งงาน อย่างไรก็ตาม การแต่งงานไม่ได้เกิดขึ้น กระทั่งในปี 2538 ปีเดียวกับที่ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ เสียชีวิต ไดแอน วอล์กเกอร์ ในวัย 51 ปี ก็เสียชีวิตเช่นกัน ด้วยภาระแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดดึงหน้า

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ชีวิตครอบครัวของ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ หรือ เจมส์ โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 2 ดูจะตรงกันข้าม ความขัดแย้งกับ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 3 บุตรคนโต ทำให้ผู้เป็นพ่อตัดสิทธิ์ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 3 ออกจากกองมรดก โดยยกสมบัติเกือบทั้งหมดซึ่งรวมมูลค่าถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับ อี. เพียร์ซ มาร์แชลล์ บุตรคนเล็ก อย่างไรก็ตาม อี. เพียร์ซ มาร์แชลล์ ก็เสียชีวิตในวันที่ 20 มิ.ย. 2549 นำไปสู่ความพยายามของทั้ง กับ เจ. โฮเวิร์ด มาร์แชลล์ ที่ 3 และ แอนนา นิโคล สมิธ ในการต่อสู้คดีความเพื่อให้มีสิทธิ์ได้ส่วนแบ่งในกองมรดกนั้น ก่อนจะจบลงด้วยทั้งคู่เป็นฝ่ายแพ้

- 006

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...