โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ ICE จับเด็ก 5 ขวบพร้อมพ่อจากรัฐมินนิโซตา อ้างเป็นต่างด้าวผิดกฎหมาย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) จับกุมเด็ก 5 ขวบในรัฐมินนิโซตา อ้างเหตุผลพ่อและเด็กเป็นต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย แม้ทนายความของครอบครัวยืนยันสองพ่อลูกผ่านกระบวนการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในเขตโรงเรียน

The Guardian รายงานว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE ควบคุมตัวเด็กชายวัย 5 ขวบจากรัฐมินนิโซตาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 มกราคม) ขณะเด็กคนนี้เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ก่อนจะนำตัวหนูน้อยวัย 5 ขวบและพ่อของเขาไปยังศูนย์กักกันในรัฐเท็กซัส

ซีนา สเตนวิก ผู้อำนวยการเขตการศึกษาท้องถิ่นเปิดเผยว่าหนูน้อยคนนี้คือ “เลียม รามอส” ซึ่งเพิ่งเรียนอยู่ชั้นอนุบาลและพ่อของเขาถูกจับกุมขณะอยู่ในทางเข้าบ้านของตนเอง โดยเจ้าหน้าที่ ICE ได้พาเด็กชายไปที่หน้าประตูบ้านและสั่งให้เขาเคาะประตูขอให้คนในบ้านเปิดให้เพื่อตรวจสอบดูว่ายังมีใครอยู่ในบ้านอีกหรือไม่ ซึ่งผู้อำนวยการเขตการศึกษาท้องถิ่นประณามเจ้าหน้าที่ ICE ว่าพวกเขาใช้เด็ก 5 ขวบเป็นเครื่องมือและเป็นเหยื่อล่อเพื่อจับกุมพลเรือนและได้มีการตั้งคำถามไปถึง ICE ว่าทำไมพวกเขาต้องควบคุมตัวเด็กอายุ 5 ขวบด้วย ซึ่งสเตนวิกหวังว่าคำตอบคงไม่ใช่เด็กคนนี้จะถูกจัดว่าเป็นอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง

สเตนวิกเผยด้วยว่า หนูน้อยเลียมเป็นหนึ่งในเด็ก 4 คนในเขตการศึกษานี้ที่ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ของรัฐบาลกลางควบคุมตัวในช่วงที่มีการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มข้นตามนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในพื้นที่รัฐมินนิโซตาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิง “เรเน่ กู๊ด” หญิงที่อาศัยในมินนิโซตาจนเธอเสียชีวิตในรถแม้ว่า ICE จะระบุสาเหตุที่ต้องยิงเพราะเธอหลบหนีการจับกุม

มีการเปิดเผยด้วยว่าในขณะที่เจ้าหน้าที่ ICE กำลังพาตัวเด็กชายไปได้มีเพื่อนบ้านออกมาเจรจากับ ICE ขอรับการดูแลเด็กชายแทนเพื่อที่เด็กชายจะไม่ต้องถูกกักตัว แต่เจ้าหน้าที่ ICE ปฏิเสธ ในขณะที่พี่ชายของเด็กคนนี้ซึ่งเป็นนักเรียนระดับมัธยมต้นกลับมาถึงบ้านในอีกประมาณ 20 นาที ก็พบกับบ้านที่ว่างเปล่าเพราะน้องชายและพ่อถูกนำตัวไปแล้ว จึงทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเดินทางมาเพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่พลัดกับพ่อและน้อง

ด้าน มาร์ก โพรคอช ทนายความของครอบครัว กล่าวว่า ครอบครัวนี้มีคดีขอลี้ภัยที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีเอกสารแสดงว่าพ่อและลูกได้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ผ่านจุดผ่านแดนอย่างเป็นทางการ ทนายย้ำว่าทั้งสองพ่อลูกไม่ได้เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายและพวกเขาไม่ใช่อาชญากร ซึ่งทนายเชื่อว่าจนถึงขณะนี้ทั้งสองพ่อลูกยังคงกักตัวอยู่ด้วยกัน

ขณะที่ ทริเซีย แมคลาฟลิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแถลงเมื่อคืนวันพุธ (21 มกราคม) ว่า ICE กำลังดำเนินปฏิบัติการแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อจับกุมพ่อของเด็ก 5 ขวบ ซึ่งเธอเรียกเขาว่าเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย พร้อมยืนยันว่า ICE ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เด็ก แต่พ่อของเลียมหลบหนีด้วยการวิ่งหนีและทิ้งลูกไว้เบื้องหลัง แต่เพื่อความปลอดภัยของเด็กเจ้าหน้าที่ ICE คนหนึ่งจึงอยู่กับเด็ก ในขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นเข้าจับกุมพ่อของเขา เธอกล่าวเสริมว่า พ่อของเด็กจะถูกถามว่าต้องการถูกส่งตัวออกนอกประเทศพร้อมกับลูกหรือไม่ มิเช่นนั้น ICE จะดำเนินการจัดให้เด็กอยู่กับผู้ปกครองใหม่ที่ไว้วางใจได้ว่าเด็กจะปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันยังมีรายงานนักเรียนอายุ 17 ปี ในรัฐมินนิโซตาถูก “เจ้าหน้าที่ติดอาวุธ” และสวมหน้ากากควบคุมตัวโดยไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วย ส่วนอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ICE บุกเข้าไปในอพาร์ตเมนต์และควบคุมตัวเด็กหญิงมัธยมปลายวัย 17 ปีและแม่ของเธอออกจากบ้านอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ยังมีรายงานเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ถูก ICE ควบคุมตัวระหว่างเดินทางไปโรงเรียนประถมพร้อมแม่ของเธอและทั้งคู่ก็ถูกส่งไปยังศูนย์กักกันในรัฐเท็กซัส ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการจับกุมดังกล่าวรวมถึงไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานการปรากฏตัวของ ICE ในบริเวณเขตโรงเรียนที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งผู้ปกครองและบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ เด็ก ๆ ที่กำลังเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจ อีกทั้งความรู้สึกปลอดภัยในชุมชนและรอบโรงเรียนก็กำลังถูกสั่นคลอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...