เปิดประวัติ พระรัศมีทองคำ พระพุทธสิหิงค์ พร้อมเจาะลึกวิธีบูรณะสุดประณีต
เปิด ประวัติ พระรัศมีทองคำ พระพุทธสิหิงค์ พร้อมเจาะลึกวิธีบูรณะสุดประณีต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีสมโภชและทรงสวม พระรัศมีทองคำลงยาราชาวดีประดับเพชร ถวาย พระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เวลา 09.00 น.
โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการกรมศิลปากร และประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กราบบังคมทูลรายงานการบูรณะพระพุทธสิหิงค์ จากนั้นเจ้าพนักงานพระราชพิธีอัญเชิญ พระรัศมีทองคำฯ เข้าถวายกรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม พระรัศมีทองคำลงยาราชาวดีประดับเพชร และพระราชทานแก่อธิบดีกรมศิลปากรอัญเชิญไปสวมถวายพระเศียรพระพุทธสิหิงค์ภายในพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ แล้วจึงเสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ ทรงวางพวงมาลัยถวายสักการะพระพุทธสิหิงค์
เหตุใดจึงมีการจัดสร้าง ‘พระรัศมีทองคำประดับเพชร’
โครงการอนุรักษ์พระพุทธสิหิงค์
เนื่องจากตรวจสอบพบว่าองค์พระพุทธสิหิงค์มีความเสื่อมสภาพหลายประการ พบหลักฐานการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปกรรมจากของแท้ดั้งเดิมนับแต่พระรัศมีบนยอดพระเศียร ยอดฉัตร ระย้าที่ห้อยระบายฉัตร
กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และบูรณะพระพุทธสิหิงค์ขึ้นในปีพ.ศ.2568 ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ยึดหลักการรักษาคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิมให้มากที่สุด เพื่อธํารงรักษางานพุทธศิลป์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับจารีตประเพณี และดำเนินการหล่อ พระรัศมี ของพระพุทธสิหิงค์ด้วย ทองคำลงยาราชาวดีประดับเพชร ตามหลักฐานเดิม
มีหลักฐานว่า ‘พระรัศมี’ ของพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทำขึ้นใหม่ด้วยเทคนิค กะไหล่ทอง เมื่อพ.ศ.2495 เพื่อทดแทน ‘พระรัศมีทองคำ’ ของเดิม ซึ่งถูกโจรกรรมพร้อมกับพระอุณาโลม เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2487 ขณะประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน และไม่สามารถติดตามคืนได้
“ตามประวัติ พระรัศมีเดิมของท่านเป็นทองคำลงยาราชาวดี ใจกลางของเปลวรัศมีและฐานประดับเพชร 10 เม็ด กรมศิลปากรมาพบหลักฐานตรงนี้ จึงคิดว่าอยากทำถวายท่านให้เหมือนของเดิมเมื่อแรกสร้าง” พนมบุตร จันทรโชติ ให้สัมภาษณ์ว่า
พระพุทธสิหิงค์ก็เป็นพระพุทธรูปสำคัญของประเทศ มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาก เป็นเหตุให้มีการขอรับบริจาคทองคำ คือ ‘บอกบุญ’
“จริงๆ กรมศิลปากรสามารถทำได้เอง แต่อยากให้คนได้ร่วมบุญกัน มีทองคำที่คนบริจาคเข้ามาเยอะมากๆ หล่อพระรัศมีฯ เสร็จแล้วยังมีทองคำเหลืออยู่อีก 1 กิโลกรัม กับอีก 73 บาทเศษ ซึ่งกรมศิลปากรมีแผนจะนำไปจัดทำเป็นฉัตรหรือเครื่องประดับสำหรับพระองค์ท่านในลำดับต่อไป” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
ประวัติ - การเคลื่อนย้ายองค์พระพุทธสิหิงค์
พ.ศ.2330 กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้าในรัชกาลที่ 1) เสด็จไปราชการทัพเมืองเหนือด้วยเหตุทัพม่ายกเข้ามาทางลำปาง เมื่อเสร็จศึกทรงอัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ ลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน)
“หลังกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 1 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานภายในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ประดิษฐานบนฐานชุกชีทางทิศใต้ของพระแก้วมรกต” ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าว
พ.ศ.2394 ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงดำรงตำแหน่ง ‘วังหน้า’ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับมายัง ‘วังหน้า’ ตามเดิม
พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ที่ ‘วังหน้า’ จนถึงในปีพ.ศ.2485 รัฐบาลสมัยนั้นจัดสร้าง วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่ทุ่งบางเขน จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปเป็นพระประธาน และเกิดเหตุ โจรกรรมพระรัศมีทองคำ ดังที่กล่าวไปแล้ว
พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน เป็นเวลา 6 ปี จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ.2491 จึงอัญเชิญกลับมายังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นรัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมู่พระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครเรียบร้อยแล้ว
ตำนาน - รูปแบบพุทธศิลป์
“ดูจากพุทธศิลป์ องค์พระพุทธสิหิงค์เป็นศิลปะล้านนาที่มีอิทธิพลของศิลปะอยุธยาผสมผสาน มีอายุประมาณ 500 ปี” ยุทธนาวรากร กล่าวและว่า แม้ตำนานระบุว่าหล่อที่ศรีลังกาเมื่อพ.ศ.700 แต่ในทางประวัติศาสตร์ศิลปะ องค์พระสร้างขึ้นในประเทศไทยตามความเชื่อในตำนานนิทานพระพุทธสิหิงค์ ขณะนี้มีประดิษฐานอยู่ที่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่และนครศรีธรรมราช ซึ่งต่างก็เป็นองค์จริงทั้งหมด
แต่พระพุทธสิหิงค์องค์นี้มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากองค์ที่เชียงใหม่และนครศรีธรรมราช คือเป็น ปางสมาธิ (มือวางซ้อนกันบนหน้าตัก) และ นั่งขัดสมาธิราบเห็นฝ่าเท้าเพียงข้างเดียว ในขณะที่องค์อื่นมักเป็นปางมารวิชัยและนั่งขัดสมาธิเพชร (เห็นฝ่าเท้าทั้งสองข้าง)
พระรัศมีทองคำฯ
หลังการสูญหายในปี พ.ศ.2487 ขณะประดิษฐานที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน กรมศิลปากรได้จัดทำพระรัศมียิปซั่มปิดทองคำเปลวถวายชั่วคราว ก่อนสร้างใหม่ด้วยเงินกะไหล่ทองในปี 2495
กระทั่งปีพ.ศ.2567 อธิบดีกรมศิลปากร มีดำริให้หล่อ พระรัศมีทองคำแท้ลงยาราชาวดีประดับเพชร ทดแทนของเดิมที่สูญหายและใช้ชั่วคราว โดยใช้ทองคำน้ำหนัก 138.01 กรัม ซึ่งมีความหนาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทองคำจำนวนมาก
“คำว่า ‘ลงยา’ ของช่างศิลปกรรมไทยคือการระบายสี มีประเภท ‘ลงยาเย็น’ ส่วนใหญ่เป็นสีทึบ และ ‘ลงยาร้อน’ คือการเคลือบใส มองเห็นพื้นผิวโลหะข้างใต้ ส่วนคำว่า ‘ราชาวดี’ หมายถึงการลงยาหลากสี ประกอบด้วยสีแดง เขียว และน้ำเงิน เพื่อจำลองสีของ ‘พระฉัพพรรณรังสี’ ที่แผ่จากพระกายพระพุทธเจ้า” ยุทธนาวรากร อธิบาย
พระรัศมีทองคำลงยาราชาวดีองค์ใหม่นี้ ประดับเพชร 10 เม็ด ตามเอกสารเดิม และสอบทานได้จาก ‘พระพุทธสิหังคปฏิมากร’ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 4
รัชกาลที่ 4 เสด็จพระราชสมภพวันพฤหัสฯ พระพุทธรูปปางประจำวันคือปางสมาธิ พระองค์ยังทรงเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธสิหิงค์เป็นอันมาก เดิมมีพระราชประสงค์อัญเชิญไปเป็นพระธานวัดประจำพระองค์ แต่ทรงมีพระราชดำริพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนพระที่นั่งในพระราชวังแล้ว (วังหน้า) ไม่ควรเชิญไปไว้ที่วัด จึงโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบพระพุทธสิหิงค์เพื่อสร้างขึ้นใหม่อีกองค์ แต่ให้ขานนามต่างกันว่า พระพุทธสิหังคปฏิมากร
ประจักษ์พยานศิลปกรรมพระรัศมีของพระพุทธสิหิงค์ จึงปรากฏอยู่ที่พระรัศมีของพระพุทธสิหังคปฏิมากรด้วยเหตุนี้
พระรัศมีของพระพุทธสิหังคปฏิมากรมีร่องสำหรับประดับเพชรตรงใจกลางพระรัศมีด้านหน้าและด้านหลัง และประดับบนกราบรองรับด้านล่างซึ่งมีลักษณะเป็นกลีบดอกบัวอีก 8 กลีบ
การอนุรักษ์และบูรณะ
พ.ศ.2478 เริ่มมีการอัญเชิญองค์ พระพุทธสิหิงค์ ออกให้ประชาชนสรงน้ำในประเพณีสงกรานต์ แต่ในปีพ.ศ.2532 เกิดอุบัติเหตุขวดน้ำอบกระแทกพระเศียรจนพบรอยร้าว ดังนั้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2533 เป็นต้นมา จึงใช้องค์จำลองในการแห่สงกรานต์เพื่อความปลอดภัยของโบราณวัตถุ
การจะอนุรักษ์และบูรณะสิ่งใด ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นทำด้วยวัสดุประเภทใด
สรรินทร์ จรัลนภา นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร หนึ่งในคณะทำงานอนุรักษ์และบูรณะพระพุทธสิหิงค์ตามโครงการของอธิบดีกรมศิลปากร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโลหะวัตถุที่ใช้สร้างองค์พระพุทธสิหิงค์ ดังนี้
องค์พระพุทธสิหิงค์สร้างจาก สัมฤทธิ์ หุ้มด้วยงานศิลปกรรม กะไหล่ทองโบราณ
“โบราณเรียก ‘เปียกทอง’ คือการนำทองคำบดละเอียดผสมกับปรอทจนเป็นของเหลว แล้วทาลงบนผิวโลหะก่อนใช้ความร้อนไล่ปรอทออกเพื่อให้ทองติดแน่น” สรรินทร์อธิบายถึง ‘งานกะไหล่ทองโบราณ’
จากนั้นจึงวิเคราะห์สาเหตุการเสื่อมสภาพและสาเหตุที่ทำให้ผิวทองคำหมองลง
“เดิมทีเข้าใจว่าทองกะไหล่หลุดลอก แต่แท้จริงแล้วเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นระบบเปิด ทำให้ทองแดงในองค์พระทำปฏิกิริยากับก๊าซในกลุ่มซัลไฟด์จนเกิดเป็น คราบสนิมสีน้ำตาล ปกคลุมผิวทองกะไหล่อีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากองค์พระเป็นโลหะ มีความอ่อนไหวต่อความชื้นในอากาศสูง จึงต้องหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ต้องใช้ความชื้นทั้งหมด” สรรินทร์ กล่าว
สำหรับขั้นตอนการอนุรักษ์ดำเนินการตามหลักสากล ใช้วิธีจาก “เบาไปหาหนัก” และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อวัสดุดั้งเดิม ดังนี้
- การกำจัดฝุ่น ใช้แปรงขนอ่อนปัดและใช้เครื่องดูดฝุ่นช่วยดูดตามร่ององค์พระ
- การทำความสะอาดพื้นผิว ใช้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 90-95% แทนแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ (เพราะมีน้ำผสม) เพื่อหลีกเลี่ยงความชื้น
- การขจัดสนิม ใช้วิธีทางกายภาพที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง คือการใช้ ‘ใบมีดผ่าตัด’ ค่อยๆ สะกิดสนิมระดับไมโครเมตรออกภายใต้แว่นขยาย
- การขัดเงา ใช้ผงแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีความละเอียดสูงพิเศษ (0.0025 มม.) เพื่อให้ผิวทองกลับมาสุกปลั่งโดยไม่ใช้สารเคมีอันตราย
- ผิวทองที่สุกปลั่งเงางามขององค์พระพุทธสิหิงค์วันนี้ มิได้เกิดจากการปิดทองใหม่แต่อย่างใด ยังคงเป็นพื้นผิววัสดุเดิมแรกสร้างเมื่อ 500 ปีก่อน หากแต่ได้รับการดำเนินงานบูรณะโบราณวัตถุตามหลักวิชาการทุกขั้นตอน
การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และวัสดุ
สรรินทร์กล่าวด้วยว่า การทำงานครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการทำความสะอาด แต่ยังเป็นการศึกษาวิจัยควบคู่ไปด้วย อาทิ พิสูจน์ตำนานการต่อพระอังคุฐ (นิ้วหัวแม่มือ) จากการตรวจพิสูจน์พบร่องรอยการซ่อมแซมบริเวณนิ้วหัวแม่มือขวาขององค์พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นการยืนยันตามบันทึกประวัติศาสตร์ว่ามีการซ่อมในยุคสมัยที่ต่างกันจริง
มีการซ่อมแซมส่วน พระเนตรที่ชำรุด โดยต้องศึกษาธาตุสี (Pigment) ของการลงยาสีร้อนในอดีตเพื่อให้วัสดุใหม่เข้ากับของดั้งเดิมได้ดีที่สุด
ใช้ระยะเวลารวมทั้งหมดประมาณ 1 ปี โดยเป็นการศึกษาและวิจัย และใช้เวลาลงมืออนุรักษ์องค์พระจริงประมาณ 4 เดือน ทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ (เฉพาะทางด้านโลหะ) 6 ท่าน และช่างฝีมือสำนักช่างสิบหมู่
สรรินทร์กล่าวด้วยว่า การอนุรักษ์ครั้งนี้ถือเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ โดยมีการอัญเชิญองค์พระพุทธสิหิงค์ลงจากบุษบกมายังห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกกว่าในอดีต หลังจากนี้มีแผนการบำรุงรักษาทุกๆ 3 เดือนเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพในอนาคต
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้เข้าสักการะ พระพุทธสิหิงค์ ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น. ซึ่งเป็นวัน-เวลาเปิดบริการของพิพิธภัณฑ์ฯ
ภาพ : กรมศิลปากร