โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ฉากทัศน์และความเป็นไปได้ หากศาลโลกตัดสิน ‘เมียนมา’ คดี ‘โรฮิงญา’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่อข้อต่อสู้ของ ‘แกมเบีย’ เรื่องคดีโรฮิงญาในศาลโลกมีน้ำหนักพอจะเอาผิด “เมียนมา” ได้ แต่ถึงแม้คำตัดสินศาลโลกอาจระบุว่าผิด พร้อมสั่งการให้ชดเชย-คืนสิทธิพลเมือง-นำโรฮิงญากลับประเทศ แต่การบังคับใช้จริงยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด ระบุแรงกดดันอาจกลับมาอยู่ที่อาเซียนและไทยในฐานะเพื่อนบ้าน ผู้ทำการค้าลงทุนในเมียนมาอาจได้รับผลกระทบส่งออกสินค้าไม่ได้ เพราะโดนแบนจากประเทศปลายทาง

รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศเมียนมา เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในเมียนมา ตามคำฟ้องของแกมเบียที่ยื่นเรื่องตั้งแต่ปี 2019 ตอนหนึ่งว่า ข้อต่อสู้ของแกมเบียว่าชาวโรฮิงญาเคยได้รับผลกระทบจากการกระทำที่รุนแรงและไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ถือว่ามีน้ำหนักในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐบาลแกมเบียยังได้รับการสนับสนุนข้อต่อสู้ดังกล่าวจากหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ จึงคาดว่าจะสามารถชนะคดีจนเอาผิดรัฐบาลทหารเมียนมาได้

อย่างไรก็ตาม ผลการตัดสินจะชี้ชัดว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำชี้แจงของพยานชาวโรฮิงญา แต่หากท้ายที่สุดแล้วศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นคือศาลจะมีคำสั่งให้รัฐบาลทหารเมียนคืนสิทธิทางพลเมืองและรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ รวมถึงให้มีการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ไปจนกระทั่งการปรับแก้กฎหมายที่เคยให้อำนาจรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าไปละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงญา

ทว่า แม้จะมีผลคำตัดสินตามที่ระบุไปข้างต้น แต่ศาลโลกก็ไม่มีอาณัติโดยตรงในการผลักดันกลไกการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นหากรัฐบาลทหารเมียนมาละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเด็นดังกล่าวก็จะถูกส่งไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อทำให้เกิดการบังคับใช้ ด้วยเหตุที่ว่าความผิดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ไม่ควรมีประเทศใดละเมิด สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแรงกดดันให้ UNSC จำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก

อย่างไรก็ดี บทบาทและอำนาจของ UNSC แทบจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงภายในหรือบังคับโดยตรงให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกได้ เหตุเพราะยังมีกฎการวีโต้ของสหประชาชาติที่ให้อำนาจยับยั้งแก่สมาชิกถาวร 5 ประเทศใน UNSC ประกอบด้วย จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แน่นอนที่สุดว่ารัสเซียและจีนซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเมียนมาจะต้องใช้สิทธิวีโต้ เพราะทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่ต้องการให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือเมียนมาผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในเมียนมา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการดำเนินการผ่านช่องทางศาลโลกและ UNSC ยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการต่อสู้ผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่เปิดโอกาสให้เอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถร้องต่อศาล ICC ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการละเมิดอันเข้าใจได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยสามารถใช้ผลการตัดสินของศาลโลกเข้ามาประกอบการต่อสู้ได้ ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักพื้นฐานทางกฎหมายที่มัดแน่น แต่แน่นอนว่าคงต้องใช้เวลาในการไต่สวนไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่ง ICC ก็สามารถมีคำตัดสินต่อผู้นำประเทศหรือผู้นำกองทัพได้ และปัจจุบันก็มีผู้นำประเทศหลายคนกำลังถูกดำเนินคดีโดย ICC เช่นกัน

ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลโลกก็จะทำให้การยื่นคำร้องของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เมื่อปลายปี 2024 ให้ผู้พิพากษาออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติมีน้ำหนักมากขึ้น

รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดหากแม้รัฐบาลทหารเมียนมายินยอมจะนำชาวโรฮิงญากลับเข้ามาในประเทศจริงๆ ก็ยังคงความท้าทายอีกไม่น้อย เพราะระยะเวลาที่ผ่านไปกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ชาวโรฮิงญาโดนเผาทำลายพื้นที่และขับไล่ให้ต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมาได้นำผู้คนจากภายนอกเข้าไปตั้งรกรากในบริเวณรัฐยะไข่ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยเดิมของชาวโรฮิงญา

ยังไม่นับรวมว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความไม่สงบจากการต่อต้านกองทัพเมียนมาโดยกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างเข้มข้นก็คือรัฐยะไข่ ผลพวงจากการที่รัฐบาลทหารเมียนมายังไม่สามารถควบคุมและจัดการพื้นที่เหล่านี้ได้ หากรัฐบาลทหารเมียนมาจะนำชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ กลับเข้ามา คำถามก็คือชาวโรฮิงญากว่า 8 แสน – 9 แสนคนเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน และจะมีชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อม สังคม ที่ปลอดภัยได้อย่างไร

นอกจากนี้ หากจะคิดถึงอีกหนึ่งทางออกที่จะส่งผู้อพยพเหล่านี้ไปยังประเทศที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือประเทศต่างๆ ในโซนยุโรป ก็ติดข้อจำกัดที่กลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังมีนโยบายต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ดังนั้น การแก้ไขโดยแนวทางนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หากศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง แรงกดดันก็จะไม่ได้เกิดแค่กับไทย แต่จะเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมดว่าจะดำเนินงานอย่างไรต่อไปกับรัฐบาลทหารเมียนมา เพราะที่ผ่านมา ผู้นำ-ผู้แทนชาติในอาเซียนได้บรรลุฉันทมติ 5 ข้อ เพื่อที่จะยุติความรุนแรงโดยส่งผู้แทนพิเศษต่างๆ เข้าไปในเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ หากมาเจอกรณีคำตัดสินศาลโลกว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นกรณีที่สำคัญกว่าวิกฤตของเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในทุกวันนี้เสียอีก

“คำถามคืออาเซียนจะส่งความกดดันดังกล่าวมาให้ไทยต้องทำอะไรหรือไม่ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโล มากกว่านั้น การค้าการลงทุนของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หรือประเทศอื่นๆ ที่เข้าไปลงทุนในประเทศที่รัฐบาลได้ดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาจจะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะประเทศปลายทาง หรือ EU อาจจะใช้เงื่อนไขนี้ในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉากทัศน์นี้อาจจะเกิดขึ้น หาก ICJ และ ICC ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้” รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฉากทัศน์และความเป็นไปได้ หากศาลโลกตัดสิน ‘เมียนมา’ คดี ‘โรฮิงญา’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...