สัญญาณปะทะสหรัฐ-อิหร่าน เขย่าภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาน้ำมันพุ่ง
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาปะทุขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวทั้งในมิติการทูตและการทหาร โดยเรียกร้องให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ พร้อมเตือนว่าหากยังปฏิเสธ การโจมตีครั้งต่อไปของสหรัฐจะ “รุนแรงยิ่งกว่าเดิม” ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters)
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า อิหร่านควรเร่งเจรจาข้อตกลงที่ “ยุติธรรมและเป็นธรรม” ภายใต้เงื่อนไขไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่าเวลาของอิหร่านกำลังหมดลง และสถานการณ์ไม่อาจยื้อได้อีกต่อไป โดยเขาอ้างถึงคำเตือนครั้งก่อนที่นำไปสู่ปฏิบัติการโจมตีทางทหารในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า กองกำลังทางทะเลของสหรัฐ ซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กำลังเคลื่อนเข้าใกล้อิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐให้ข้อมูลกับรอยเตอร์สว่า กองเรือดังกล่าวได้เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว หลังถูกย้ายมาจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางระดับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
รอยเตอร์สรายงานเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการข่มขู่เชิงการทูต ทรัมป์ยังอยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักทางเลือกทางทหารต่ออิหร่าน โดยแหล่งข่าวสหรัฐ 2 รายเปิดเผยว่า ผู้นำสหรัฐต้องการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อ “การเปลี่ยนแปลงผู้นำ” หลังรัฐบาลอิหร่านใช้ความรุนแรงปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน
ทางเลือกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ มีตั้งแต่การโจมตีแบบจำกัดเป้าหมายต่อผู้บัญชาการและสถาบันด้านความมั่นคง ไปจนถึงปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่อาจพุ่งเป้าไปยังโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวย้ำว่า ทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกแนวทางใด
ด้านอิหร่านตอบโต้ท่าทีของสหรัฐอย่างรวดเร็วนายอาลี ชัมคานี ที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า หากสหรัฐดำเนินการทางทหาร อิหร่านจะโจมตีสหรัฐ อิสราเอล และประเทศใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนการโจมตีนั้น
ขณะที่นายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า กองกำลังติดอาวุธของอิหร่านอยู่ในสภาวะพร้อมรบเต็มที่ และสามารถตอบโต้ “อย่างฉับไวและทรงพลัง” ต่อการรุกรานใด ๆ พร้อมระบุว่า อิหร่านยังเปิดกว้างต่อการทำข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นธรรม เท่าเทียม และปราศจากการข่มขู่ โดยต้องรับรองสิทธิในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ และไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม อารัคชียังให้ข้อมูลกับสื่อของรัฐว่า เขาไม่ได้ติดต่อหรือร้องขอการเจรจากับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงช่องว่างทางการทูตที่ยังไม่ถูกเชื่อมต่อ
ขณะเดียวกัน ประเทศในตะวันออกกลางหลายแห่ง รวมถึงซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และอียิปต์ ต่างแสดงความกังวลว่าการโจมตีอิหร่านอาจนำไปสู่ผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเกรงว่าจะตกเป็นเป้าการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธหรือโดรนจากอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร เช่น ฮูตีในเยเมน ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพทั้งภูมิภาค และเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
รอยเตอร์สรายงานถึงการประเมินของนักวิเคราะห์ว่า ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจไม่ใช่การล่มสลายฉับพลันของรัฐบาลอิหร่าน แต่เป็นกระบวนการกัดกร่อนอำนาจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกในชนชั้นนำ และความไม่แน่นอนด้านการสืบทอดอำนาจ ซึ่งอาจสร้างความเปราะบางในระยะยาวต่อทั้งอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง
ความเสี่ยงปะทะดันราคาน้ำมันตอบสนองทันที
ทั้งนี้ ปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ดังกล่าวแผ่ขยายไปยังตลาดพลังงานโลก โดย ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงวันที่สามติดต่อกันในการซื้อขายเอเชีย โดยราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 1.5% และ WTI เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.7% เนื่องจากความกังวลว่าการปะทะกันอาจรบกวนอุปทานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านเป็นผู้ผลิตรายสำคัญใน กลุ่ม OPEC ที่ผลิตราว 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โดยคาดการณ์ว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก โดยบางรายประเมินว่าราคาน้ำมันเบรนท์อาจแตะระดับสูงถึงราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดลุกลามต่อไป
ปัจจัยด้านอุปทานอื่น ๆ ก็ส่งผลต่อราคาน้ำมันด้วย เช่น ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐที่ลดลงอย่างไม่คาดคิดกว่า 2.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งช่วยหนุนราคาท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเกี่ยวกับอุปทานรวมของตลาดโลก