โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘เผด็จการจงพินาศ’ นักศึกษาอิหร่านประท้วงไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันเรื่องนิวเคลียร์

The Momentum

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 0.41 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) นิสิตนักศึกษาอิหร่านในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ รวมตัวกันประท้วงขับไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามผู้ชุมนุม ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมตกลงในประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ด้วย

การประท้วงในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังมหาวิทยาลัยกลับมาเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาใหม่ ขณะเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารระหว่างการประท้วงเมื่อเดือนก่อน ได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งส่งผลให้เกิดการรวมตัวประท้วงเพิ่มมากขึ้น

จุดเริ่มต้นของการประท้วงใหญ่ภายในประเทศอิหร่านเกิดขึ้น หลังประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่นักศึกษาและประชาชน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 ก่อนที่กระแสดังกล่าวจะขยายวงกว้างไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา จนกระทั่งเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 7,000 คน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การประท้วงเกิดขึ้นที่ Tehran University, Al-Zahra University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสตรีในอิหร่าน, Amir Kabir University และอีกหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งนักศึกษาหลายคนถือป้ายประท้วงระบุข้อความว่า ‘เผด็จการจงพินาศ’ ‘ความตายจงเกิดแก่คาเมเนอี’ ขณะที่นักศึกษาหญิงหลายคนเข้าร่วมการประท้วง โดยไม่ได้ใส่ผ้าคลุมศีรษะและถือป้ายประท้วงข้อความว่า ‘อิสรภาพจงเกิดแก่ผู้หญิงในอิหร่าน’ พร้อมทั้งมีการจุดไฟเผาธงชาติของอิหร่านเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดการปะทะกันระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้นักศึกษาบางส่วนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันนักศึกษาบางรายถูกมหาวิทยาลัยสั่งห้ามเข้าพื้นที่สถานศึกษาและถูกดำเนินการทางวินัยเพิ่มเติม

สำหรับพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตได้เปิดเพลงเต้นรำภายในพื้นที่มัสยิดและสุสาน เพื่อแสดงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต

ญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งกล่าวว่า เขาเลือกที่จะเต้นรำเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตที่อายุยังน้อย ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป แต่กลับต้องมาเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ การเต้นรำยังเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เนื่องจากภายใต้รัฐศาสนา การเต้นรำมักถูกมองว่า เป็นพฤติกรรมต้องห้ามและผิดบาป โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นภายในพื้นที่มัสยิด ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

ในขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู ซึ่งเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า ‘เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น’ หากการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ประเทศล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยการเจรจารอบต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ณ กรุงเจนีวา

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Reuters ว่า สหรัฐฯ เริ่มถอนเจ้าหน้าที่และครอบครัวของนักการทูตออกจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว

“เราประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจากการประเมินล่าสุด เราตัดสินใจที่จะลดจำนวนบุคลากรลง โดยเหลือไว้เพียงแค่เจ้าหน้าที่ที่จำเป็นเท่านั้น” เจ้าหน้าที่กล่าว

นอกจากนี้เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) สหรัฐฯ ยังได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศเลบานอนและพื้นที่ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเริ่มจำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่ทางการทูต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เริ่มทยอยเสริมกองกำลังทางการทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:

- https://www.reuters.com/world/middle-east/iranian-students-protest-third-day-us-pressure-mounts-2026-02-23/

- https://abcnews.com/International/protests-resurging-iranian-universities-families-mourn-massacre-victims/story?id=130408894

- https://www.theguardian.com/world/2026/feb/23/death-to-dictator-iranian-students-protests-third-day

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...