ลดทุจริตเจรจาการค้าดันศก.โต3%
หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 2.5% และพลิกกลับมาขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 1.9% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 มีการขยายตัว ที่ 2.4% สูงกว่า 2.0% ทำให้หลายสำนักวิจัยต่างออกมาปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีการเติบโตดีเกินคาด อย่าง “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ทบทวนตัวเลข GDP ปี 2569 โดยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นจาก 1.6% มาอยู่ที่ 1.9%
ขณะที่ “วิจัยกรุงศรี” กำลังทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ซึ่งเดิมคาดที่ 1.8% โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มเล็กน้อย เนื่องจากฐาน GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีกว่าคาด ผนวกกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น
เช่นเดียวกับ อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ
ทั้งนี้ CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังระบุว่า ต้องจับตาวิกฤตภาษีสหรัฐ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐจะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน
1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกันมาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
ด้าน นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมายยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป ก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง
หลังจากนี้คงต้องรอดูกันว่ารัฐบาลใหม่จะพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตไปได้อย่างไร.
บุญช่วย ค้ายาดี