สัตว์ต่างถิ่นในประเทศไทย : ข้อถกเถียงที่ยังรอคำตอบจากวิทยาศาสตร์และกฎหมาย
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดรุกราน (Invasive Species) ในประเทศไทยเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม จนได้พัฒนาไปสู่การถกเถียงในระดับสาธารณะและกฎหมายตามลำดับ แม้ว่าความกังวลต่อผลกระทบทางนิเวศจะเป็นเรื่องที่สมควรได้รับความสนใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีปลาหมอคางดำ การเร่งชี้ความรับผิดก่อนที่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางกฎหมายจะได้รับการพิสูจน์อย่างรอบด้าน กลับยิ่งทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนมากขึ้น
หากติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าข้อโต้แย้งกันในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการปรับสมดุลความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลสายพันธุ์ต่างถิ่นให้ถูกต้องใหม่ โดยไม่ปกป้องหรือกล่าวโทษฝ่ายใด หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของหลักฐาน กระบวนการ และความเหมาะสมในการสรุปข้อเท็จจริง
หลักการพื้นฐานของสังคมที่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก คือ ความรับผิดชอบทางกฎหมายต้องถูกตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ผ่านกระแสความคิดเห็นของสาธารณะ ในกรณีปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการยกขึ้นมาเป็นระยะ ๆ จากการที่บริษัทเอกชนยื่นฟ้อง NGO ในข้อหาหมิ่นประมาท ถูกตีความโดยบางฝ่ายอย่างรวดเร็วว่าเป็นความพยายามในการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของสังคม
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวไม่ควรถูกตั้งขึ้นก่อนการพิจารณาของศาล เพราะการดำเนินคดีใด ๆ ตามกระบวนการทางกฎหมาย หรือการใช้สิทธิเพื่อปกป้องชื่อเสียงโดยชอบ ย่อมต้องพิจารณาจากเจตนา ข้อเท็จจริง หลักฐาน และบริบทโดยศาล บริษัท เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ยังคงมีสิทธิในการขอความคุ้มครองทางกฎหมาย หากเห็นว่าข้อมูลที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง
การตีตราการดำเนินคดีทางกฎหมายว่าไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ย่อมเสี่ยงต่อการแทนที่กระบวนการยุติธรรมด้วยการตัดสินเชิงวาทกรรม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดทั้งความยุติธรรมและความเชื่อมั่นของสาธารณชน
ในขณะเดียวกัน ประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันแต่กลับได้รับการพิจารณาน้อย คือ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของข้อกล่าวหา แม้จะมีการกล่าวอ้างอย่างกว้างขวางในสังคม แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สรุปได้อย่างชัดเจนว่าปลาหมอคางดำที่นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นแหล่งกำเนิดของปลาที่แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย
ทั้งนี้ยังไม่มีการเผยแพร่ผลการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการและการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งยืนยันว่าปลาที่นำเข้าและปลาที่พบในธรรมชาติมีความสอดคล้องทางพันธุกรรมโดยตรง งานวิจัยเบื้องต้นและการสำรวจภาคสนามมีบทบาทสำคัญในการตั้งสมมติฐาน แต่ไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปเชิงสาเหตุได้
การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางกฎหมาย จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานในระดับโมเลกุล การพิสูจน์ DNA ที่ดำเนินการหรือรับรองโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญ หากปราศจากหลักฐานดังกล่าว การกล่าวอ้างความรับผิดย่อมยังคงอยู่ในระดับสมมติฐาน มิใช่ข้อพิสูจน์
กรณีนี้ยังเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ภาพและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย ข้อพิพาทเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการให้กระบวนการทางกฎหมายและวิทยาศาสตร์ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างอิสระและครบถ้วน การเร่งตัดสินผ่านกระแสสังคมก่อนที่กระบวนการเหล่านี้จะสิ้นสุดลง มีความเสี่ยงต่อการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน
การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และความเป็นธรรมทางกฎหมาย มิได้เป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน หากแต่ต้องอาศัยความรอบคอบ ความเคร่งครัด และการเคารพต่อกระบวนการที่เหมาะสม
อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ กรณีปลาหมอคางดำเป็นปลาที่สามารถบริโภคได้ ในหลายประเทศ ปลาชนิดนี้ถูกใช้เป็นแหล่งอาหาร มีคุณค่าทางโภชนาการ และสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประเทศที่เผชิญปัญหาทางนิเวศในลักษณะใกล้เคียงกัน มักเลือกใช้แนวทางการจัดการผ่านการจับและการใช้ประโยชน์ มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว
การมองปลาชนิดนี้ว่าเป็นภัยคุกคาม อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น และบดบังแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมในระดับชุมชน ควรเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า ตัวปลาเองมิได้ก่ออันตรายต่อมนุษย์โดยตรง หากแต่ความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือน
การตระหนักถึงศักยภาพของปลาหมอคางดำในฐานะแหล่งอาหาร สามารถสนับสนุนการจัดการระบบนิเวศควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของชุมชน
ไม่ว่าจะปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานหรอปลาหมอคางดำในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมสามารถขยายไปสู่ข้อถกเถียงด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบได้ เมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับทางกฎหมาย แต่ยังขาดการพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ความรุนแรงของข้อถกเถียงนี้ไม่เพียงสะท้อนความห่วงใยต่อระบบนิเวศ หากยังสะท้อนช่องว่างด้านหลักฐาน การสื่อสาร และความเข้าใจในกระบวนการที่เหมาะสม
แนวทางที่สร้างสรรค์ยิ่งกว่าคือ การยึดหลัก พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก่อนชี้สาเหตุ ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินก่อนชี้ความผิด และพิจารณาบริบทอย่างรอบด้านก่อนสรุปผล เฉพาะด้วยแนวทางเช่นนี้เท่านั้น ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนจึงจะได้รับการจัดการอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน
บทความโดย : สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ