“พริษฐ์” พร้อมสู้คดี หากถูก กกต. แจ้งความ ย้ำ สังเกตการณ์นับคะแนนไม่ผิดกฎหมาย
“พริษฐ์” พร้อมสู้คดี หากถูก กกต. แจ้งความ ย้ำ สังเกตการณ์นับคะแนนไม่ผิดกฎหมาย ลั่น จะไม่หยุดตรวจสอบ กกต.
วันที่ 27 ก.พ. 2569 อาคารรับแจ้งความ บชก. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้มาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กกต. ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14
นายพริษฐ์กล่าวว่า วันนี้เราเดินทางมาเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ท 1 ตนมาเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจได้มีการลงบันทึกประจำวัน โดยให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ว่าหากมีความประสงค์ต้องการให้ตนมาให้ข้อมูลใดๆและชี้แจงข้อมูล ก็พร้อมให้ความร่วมมือวัตถุประสงค์ที่ 2 คือการยืนยันข้อเท็จจริงซึ่งเมื่อวานเป็นเพียงการรายงานข่าวและได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต. มีการแจ้งความจริง แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหาหรือข้อกล่าวหายังไม่ใช่ขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถเผยแพร่ได้ ณเวลานี้ ยังมีกระบวนการตามขั้นตอนต่าง ๆ แต่คนที่รู้ดีที่สุดว่า ตกลงแล้วว่าแจ้งความกับใครและข้อกล่าวหาอะไร ผู้แจ้งความนั้นคือ กกต.และคาดว่ารายงานข่าวที่ออกไปจากเมื่อวานมาจากแหล่งข้อมูลของกกต.
นายพริษฐ์ยังระบุอีกว่า เพื่อให้สิ้นข้อสงสัยก็อยากจะเรียกร้องให้ กกต. พูดออกมาช้า ๆ ชัด ๆ ว่าตกลงแจ้งความใครบ้าง รวมถึงตนด้วยหรือไม่ และข้อกล่าวหาแจ้งความคืออะไร ข้อเท็จจริงที่ใช้แจ้งความคืออะไร ซึ่งไม่ว่าข้อกล่าวหาใดที่ปรากฏตามข่าวยืนยัน ตามความบริสุทธิ์ใจมั่นใจว่าไม่ได้มีส่วนไหนที่ขัดต่อข้อกฎหมายใด ๆ
ส่วนในกรณีเลือกตั้งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาวตนได้เดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งเพื่อเริ่มนับคะแนน นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนได้อยู่ในช่วงของสังเกตการณ์ในการนับคะแนนซึ่งเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วว่ากกต.ต้องทำหน้าที่ให้โปร่งใสต่อหน้าประชาชน ทางเลขา กกต.ก็มีการเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนไปสังเกตการณ์การที่ตนไปสังเกตการณ์ในช่วงนับคะแนนมันไม่มีอะไรที่ผิดต่อกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาที่มีการรายงาน
ขณะเดียวกัน นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ตนยืนยันว่าไม่มีอะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายแล้วตนเชื่อว่าความจริงต้องเป็นความจริงเพราะถ้าเรื่องนี้ไปสู่กระบวนการในชั้นศาลจริงๆ ในฝ่ายของตนยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมดำเนินการเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเพื่อหวังว่ามีข้อเท็จจริงที่จะปรากฏออกมา
เมื่อถามว่าทางพรรคประชาชนมีแนวคิดที่จะแจ้งความกลับหรือไม่หากชัดเจนว่ามีชื่อของตนอยู่ด้วย นายพริษฐ์กล่าวว่า ในเชิงหลักการยื่นข้อมูลเป็นความเท็จสร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ตอนนี้คงต้องรอดูว่าตกลงแล้วจะแจ้งความด้วยข้อเท็จจริงยังไงบ้าง กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏหากมีการค้นพบว่าเป็นการแจ้งความด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จหรือที่รู้อยู่แล้วว่าเท็จทางรองหัวหน้าพรรคของพรรคประชาชนฝ่ายกฎหมายก็ได้ยืนยันแล้วว่าจะดำเนินการ
เมื่อถามว่ามองว่าข้อกล่าวหาของ กกต.รุนแรงเกินไปหรือไม่ นายพริษฐ์ระบุว่า จากรายงานข่าวว่ามีหลายข้อกล่าวหาแต่ตนก็ยืนยันว่าจะกล่าวหาแรงเบาแค่ไหนยืนยันว่าไม่ทำความผิดขนาดนั้น ถ้ามีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงก็กล่าวหามาเลย และออกมาพูดต่อสาธารณะด้วยว่ากล่าวหาว่าอะไรตนพร้อมเข้าสู่กระบวนการอยู่แล้วไม่ว่าจะข้อกล่าวหาแรงหรือไม่แรง ตนไม่ได้ทำหน้าที่ผิดต่อกฎหมาย แล้วถ้าพูดถึงนอกเหนือจากฐานะประชาชนคนนึงในฐานะคนที่อาสาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ตนคิดว่ามันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ในการตรวจสอบว่าในการดำเนินการเรื่องต่างๆรวมไปถึงการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสดังนั้น ตนคิดว่าจะเดินหน้าในการตรวจสอบข้อพิสูจน์ข้อสงสัยของการทำหน้าที่ กกต.ต่อไป ถ้าตนไม่ทำตรงนั้นกลัวจะถูกถามว่าแล้วตนจะเป็นผู้แทนราษฎรไปทำไม
ส่วนกรณีการฟ้องประชาชนย้อนกลับ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนไม่สามารถยืนยันข้อมูลแทนข้อเท็จจริงได้ ณ วันนั้น มีการแจ้งว่ามีบุคคลบางคนที่อยู่ในรายชื่อที่ตนไม่เห็นซึ่งตรงนี้ก็จะให้เจ้าตัวยืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า ส่วนจะเป็นการฟ้องกลับหรือไม่ขอตอบแบบ 2 สถานะ ถ้าเป็นสถานะทางการเมืองไม่ว่าจะเจตนาเป็นอะไรตนยืนยันว่าตนพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนแล้วก็ไม่มีอะไรที่สามารถยุติการทำหน้าที่ของตนได้ในการตรวจสอบ กดต. ต่อไป นายพริษฐ์ได้ย้ำว่า หน้าที่ของตนคือผู้แทนราษฎรหน้าทำหน้าที่แทนประชาชนไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะยุติการเดินหน้าเรื่องนี้ ถ้ายุติต่างหากก็คงจะถูกถามกลับว่าจะเป็นผู้แทนราษฎรไปทำไม
มาลงบันทึกประจำวันเพราะเห็นว่าเรามีรายงานข่าวว่าเราเป็นผู้ถูกแจ้งความเราจึงมายืนยันความบริสุทธิ์ยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นยังไงทางเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรหากมีประเด็นใดที่จะต้องเรียกให้ตนมาข้อมูลเพิ่มเติมก็ติดต่อมาเป็นการแสดงเจตนารมย์ว่าให้ความร่วมมือ
เมื่อถามถึง อาจารย์สมชัย ศรีสุธิยากร อดีต กกต. มีแผนที่จะจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อทดสอบดูว่าบาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงไหม
นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนอาจจะยังไม่เห็นรายละเอียดทั้งหมดแต่ถ้าพูดถึงประเด็นเรื่องบาร์โค้ด สิ่งที่พรรคประชาชนก็ดำเนินการไปแล้วคือการยื่นดำเนินคดีในเรื่องของกฎหมายอาญามาตรา 157 เพราะเราเห็นจริงๆว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดสามารถระบุรหัสของบัตรได้ในบัตรสีชมพู มันเป็นการกระทำที่ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ลับอีกต่อไป
ส่วนกรณีที่มีการยื่นยุบพรรค นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่ได้มีการกระทำใดๆที่จะพิสูจน์ทางกฎหมายได้ในเรื่องข้อเท็จจริงซึ่งก็ได้ชี้แจงไปพอสมควรแล้วว่าในเชิงข้อกฎหมายก็ยืนยันว่าไม่ได้มีข้อผิดกฎหมาย ส่วนในเรื่องข้อกฎหมายก็พร้อมสู้คดีก็ยืนยันว่าไม่มีที่น่ากังวลสู่การยุบพรรค แต่ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองก็ยึดถือว่าเราก็ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบหน้าที่ของเรา ก็คือการชี้แจงแล้วก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของเราให้สิ้นข้อสงสัยก็หวังว่าหน่วยงานรัฐก็จะทำแบบนี้เช่นกัน