ทรัมป์เล็งขอรื้อคำพิพากษาศาลฎีกา หวังยื้อคืนเงินภาษี 3 ล้านล้านบาท
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า กำลังปรึกษาหารือกับทีมงาน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ทางกฎหมาย ในการยื่นขอให้ศาลฎีการื้อการพิจารณาคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 ไม่ได้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีกับทุกประเทศบนโลก และการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องผ่านสภาคองเกรสก่อนเท่านั้น
แม้ทรัมป์อาจหาช่องทางตามกฎหมายได้ แต่ทุกฝ่ายมองว่า ในทางปฏิบัติจะเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกิดขึ้นยากมาก ที่ศาลสูงจะพิจารณาคดีเดิมซ้ำ เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะตุลาการส่วนใหญ่ ยิ่งกว่านั้น ผลการตัดสินเดิมชี้ชัดแล้ว ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง
อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ดังกล่าวน่าจะเป็น "การซื้อเวลา" ให้กับรัฐบาลทรัมป์ ไป เนื่องจากการยื่นคำร้องจะช่วยชะลอการส่งคำตัดสินอย่างเป็นทางการกลับไปยังศาลชั้นต้น ซึ่งปกติจะใช้เวลา 25 วันทำการ หลังศาลสูงสุดประกาศคำวินิจฉัย
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความไม่พอใจของทรัมป์ คือเงินประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.11 ล้านล้านบาท) ที่จัดเก็บผ่านกฎหมายไออีอีพีเอ ซึ่งเริ่มเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ซึ่งผู้นำสหรัฐกล่าวว่า กระบวนการฟ้องร้องและพิจารณาในเรื่องนี้อาจนานถึง 5 ปี
ทรัมป์กล่าวด้วยว่า “ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” ที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ซึ่งเอาเปรียบสหรัฐมานานหลายทศวรรษ จะได้รับเงินเหล่านี้กลับคืนแบบ "ลาภลอย" จากคำตัดสินของศาลฎีกา "ซึ่งน่าผิดหวังที่สุด"
อนึ่ง นับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา สหรัฐจัดเก็บภาษีจากทั่วโลกในอัตราเพิ่มเติม 10% โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 แต่กฎหมายนี้ให้เวลาดำเนินการ 150 วัน หากต้องการให้นานกว่านั้น ผู้นำสหรัฐต้องขอการรับรองจากสภาพคองเกรส.
เครดิตภาพ : REUTERS