โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ภาษีทรัมป์ 15% เขย่าส่งออกไทย เอกชนจี้รัฐขยาย FTA ถกทวิภาคีสหรัฐ สู้จีนแข่งราคา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำสั่งเก็บภาษีนำเข้า 15% แบบ Across the board (เท่ากันทั่วโลก) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภายใต้มาตรา 122 (ซึ่งในเบื้องต้นจะเก็บภาษี 10%) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมการค้าโลก หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้ให้ยกเลิกภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ภาคเอกชนไทยจับตาความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและมาตรการเสริมในระยะต่อไป

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การเก็บภาษี 15% เท่ากันทั่วโลกถือว่าดีกว่าระบบเดิมที่สามารถขยับขึ้น 40-50% ได้ทันทีตามดุลพินิจฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ เพราะช่วยลดความผันผวนเฉียบพลันและแรงกระแทกจากการต่อรองรายประเทศ ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 15% เพียงอย่างเดียว แต่คือเสถียรภาพนโยบายในระยะถัดไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหาขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และภาระหนี้สูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งอาจกระทบคู่ค้าอีกระลอก

สำหรับไทย กลุ่มสินค้าหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน IC ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สินค้าอุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป และอัญมณี แม้ภาษี 15% จะเท่ากันทั่วโลก แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีมาร์จิ้นต่ำและพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง

ส.อ.ท.เสนอ 3 แนวทางรับมือ ได้แก่ หนึ่ง เร่งเจรจากับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อสรุปภายในกรอบเวลา 150 วัน สอง เร่งขยายตลาดใหม่ผ่านการผลักดัน FTA ที่ค้างอยู่ และสาม ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะ SME จากการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกที่อาจทะลักเข้ามาเมื่อโครงสร้างภาษีโลกเปลี่ยน

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่กฎหมาย Reciprocal Tariff ก่อนหน้านี้ถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ต่อเนื่อง เพราะผิดกระบวนการทางกฎหมาย สะท้อนว่าการใช้นโยบายภาษีต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกา ไม่ใช่การตัดสินใจตามอารมณ์ของฝ่ายบริหารเพียงลำพัง ปัจจุบันแม้ประกาศใช้อัตรา 15% แต่มีกรอบเวลาดำเนินการไม่เกิน 150 วัน และต้องส่งให้สภาคองเกรสพิจารณาว่าจะให้ต่ออายุหรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีมาตราอื่น เช่น 232 และ 301 ที่สามารถเก็บภาษีรายสินค้าเป็นกรณี ๆ ไป ซึ่งต้องผ่านกระบวนการสืบสวนและพิจารณารายละเอียด ไม่สามารถประกาศแบบเหมาเข่งได้ทันที

ในเชิงยุทธศาสตร์การเจรจา ดร.พจน์เสนอให้ไทยพิจารณาเป็นรายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง ควรดึงสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ออกมาเจรจาแยกต่างหาก เพื่อขอกลับไปใช้อัตราปกติ (Normal Rate) เพราะการขึ้นภาษีสินค้าเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ในการเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างข้อตกลงการค้าทวิภาคีไทย–สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญช่วยลดแรงกดดันภาษีในระยะยาว

ขณะที่ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ประเมินว่า ในระยะสั้นยังไม่กระทบทันที เพราะเดิมไทยเสียภาษีราว 19% การปรับมาใช้ 15% อาจเป็นผลบวกเล็กน้อยในมุมผู้นำเข้า ทำให้ยังมีช่องว่างทำธุรกิจได้ แต่ต้องระวังผลกระทบระยะกลาง-ยาวจากมาตรา 301 และ 232 ที่เปิดช่องให้เก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มเติม หลังผ่านกระบวนการสืบสวนซึ่งใช้เวลามากกว่าคำสั่งฝ่ายบริหาร

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการแข่งขันจากจีน เดิมถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% แต่เมื่อปรับเหลือ 15% เท่ากับไทย ทำให้สามารถทำราคาแข่งขันได้ดีขึ้น สินค้าจีนมีแนวโน้มบุกตลาดสหรัฐฯ หนักขึ้น และสินค้าส่วนเกินอาจทะลักไปยังตลาดอื่นที่เป็นตลาดเดียวกับไทย ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น พร้อมกันนี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งซ้ำเติมผู้ส่งออกไทยให้แข่งขันได้ยากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...