ไทยยังไม่พบ ‘ไวรัสนิปาห์’ ชี้ตายสูง 70% แต่ติดยาก-ต้องสัมผัสค้างคาว
กรมควบคุมโรค ย้ำไทยยังไม่พบ "ไวรัสนิปาห์" ชี้ตายสูง 70% แต่ติดยาก-ต้องสัมผัสค้างคาว
วันนี้ (23 ม.ค.) พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ Hfocus ถึงสถานการณ์ไวรัสนิปาห์ ที่ระบาดในอินเดีย ว่า จริง ๆ โรคไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคอุบัติซ้ำที่พบเป็นครั้งคราว ไม่ได้ระบาดวงกว้าง อย่าง อินเดียพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ เป็นพื้นที่เฉพาะ ไม่ใช่ทั่วทุกพื้นที่ของอินเดีย
ส่วนประเทศไทย ไม่พบโรคนี้ แต่มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดผ่านเครือข่าย One Health ที่ร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งการเฝ้าระวังในคน คือ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และเฝ้าระวังในสัตว์ คือ ทางกรมปศุสัตว์และหน่วยงานด้านสุขภาพสัตว์ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม สำหรับไวรัสนิปาห์ มีแหล่งพาหะคือ ค้างคาวผลไม้ อย่างในอินเดีย ผู้ที่ติดเชื้ออาจไปสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง หรือค้างคาว ที่กินผลไม้แล้วตกหล่นใกล้ต้นไม้ คนก็ไปสัมผัส ติดเชื้อได้ อีกทั้ง ยังแพร่เชื้อจากตัวค้างคาว ไปยังสัตว์อื่นๆ เช่น หมู ม้า แมว สุนัข การสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง ทั้งน้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ย่อมติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่คนในชุมชนจะติดเชื้อได้ จึงต้องมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น แต่หากในพื้นที่ไม่มีไวรัสดังกล่าว ก็ไม่พบการติดเชื้อ
ประเด็น คือ ไวรัสตัวนี้แพร่จากคนสู่คนได้ รายงานล่าสุดใน west Bengal อินเดียเราจะพบว่า การแพร่เชื้อในสถานพยาบาล มีพยาบาลติดเชื้อตามที่เป็นข่าว ซึ่งขณะนี้อินเดียมีการกักกันป้องกันการแพร่ระบาดในบุคลากรสถานพยาบาล และผู้สัมผัสใกล้ชิด
อัตราเสียชีวิตสูง แต่ไม่ได้ระบาดง่าย
โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงถึง 50-70% และไม่มียารักษา มาตรการสำคัญ คือ เฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาด กรณีที่อินเดียโรคไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งการรับเชื้อในชุมชน ต้องมีปัจจัยเสี่ยง ไปในสถานที่ที่มีค้างคาวที่มีเชื้อนี้ และได้รับเชื้อ หรือจากสัตว์อื่นที่รับเชื้อมาจากค้างคาว (โดยทั่วไปจึงมักเป็นพื้นที่ป่า เขา ในชนบท) อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ป่วยมารับการรักษาในโรงพยาบาล บุคลากรต้องมีความตระหนัก และมีมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานพยาบาล
“ดังนั้น อย่าเพิ่งตระหนกตกใจ การเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดก็ต้องพิจารณาว่า ไปในพื้นที่ที่มีระบาดหรือไม่ อย่างอินเดียก็ไม่ได้เจอเชื้อทั่วประเทศ แต่เป็นการระบาดเป็นจากคนไข้ที่ติดเชื้อจากในชุมชนและแพร่สู่บุคลากรโรงพยาบาล” พญ.จุไร กล่าว
การคัดกรองโรคเป็นสิ่งสำคญ เนื่องจากโรคไวรัสนิปาห์ ไม่มียารักษา และอัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูง ขณะนี้ที่อินเดีย พบว่าผู้ป่วยมาด้วยระบบทางเดินหายใจด้วย ทำให้ต้องเฝ้าระวังให้ครอบคลุม ไม่ใช่แค่คัดกรองเฉพาะอาการสมองอักเสบ ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้หลักเท่านั้น แต่อินเดียกำลังขยายขอบเขตการเฝ้าระวังระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย
“ประเทศไทย ไม่เคยมีรายงานพบไวรัสนิปาห์ มีเพียงประเทศใกล้เคียง ซึ่งนานมากกว่า 10 ปี คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ ดังนั้น สิ่งสำคัญขอให้รับฟังข้อมูลหน่วยงานรัฐ การเดินทางไปท่องเที่ยวยังทำได้ แต่ต้องระมัดระวัง และการเดินทางที่ค่อนข้างผจญภัย ป่าเขา เที่ยวถ้ำ ต้องระวัง และการรับประทานอาหารต้องสุก การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาด ยังเป็นมาตรการป้องกันเชื้อได้ ที่สำคัญหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่อาจเป็นรังโรค เช่น ค้างคาวผลไม้ ในพื้นที่ที่พบการระบาดของเชื้อ”
อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus disease) เป็นหนึ่งในโรคที่ประเทศไทย จัดให้เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ.2559 โดยมีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย หรืออาจมีอาการไข้ร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ซึม สับสน หรือชัก มีการเคลื่อนไหว ของลูกตาผิดปกติ แขนและขามีการกระตุก ความดันโลหิตและชีพจรแปรปรวน และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
อ่านเพิ่มเพิ่มเติม
- อินเดีย ผวา! 'ไวรัสนิปาห์'ระบาด พบติดเชื้อแล้ว 5 ราย เร่งกักตัวกลุ่มเสี่ยงเกือบ 100 คน
- อย่าหากิน! แพทย์เตือนกินค้างคาว แหล่งรังโรค อันตราย เสี่ยง 'อีโบลา-นิปาห์'
- ทำความรู้จัก 'โรคไวรัสนิปาห์'แพร่เชื้อไวรัสจากค้างคาวสู่คน เตือนหยุดทำลายสัตว์ ธรรมชาติ
ติดตามเราได้ที่