อุบัติเหตุก่อสร้าง ITD เสี่ยงถูกเลิกสัญญา โบรกคาดสะเทือนหุ้นแบงก์-หุ้นกู้
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD กำลังอยู่ในช่วงเผชิญแรงกดดันสูงสุดรอบหลายปี จากเหตุอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ควบคู่กับภาระหนี้หุ้นกู้จำนวนมาก ผลประกอบการที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน และความเสี่ยงด้านเครดิตที่ถูกปรับลด ส่งผลให้สถานะทางการเงินและความเชื่อมั่นของบริษัทกำลังถูกตั้งคำถาม และถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากเหตุอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงการที่ ITD เป็นผู้รับผิดชอบ ส่งผลกดดันให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง
อีกทั้งจากการที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งคมนาคม บอกเลิกสัญญา 2 สัญญา ข้างต้น และตรวจสอบงานระหว่างก่อสร้างของ ITD ยิ่งทำให้ตลาดกังวลใจต่อผลกระทบทางการเงินและสภาพคล่องหลังจากนี้หากว่าสัญญาถูกยกเลิกเป็นจริง
ส่วนตัวมองว่าราคาหุ้น ITD ปรับตัวลดลงไม่น่าแปลกใจ เพราะเดิมทีหุ้นกลุ่มก่อสร้างก็ยังไม่ได้มีความน่าสนใจนัก ผลการดำเนินงานก็ยังไม่ฟื้นตัวเท่าไหร่ ยิ่งในช่วงสูญญากาศเลือกตั้ง โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ ของภาครัฐถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ส่วนประเด็นการยกเลิกสัญญาของภาครัฐนั้น ส่วนตัวมองว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื่อว่าการยกเลิกเลยคงไม่เกิด ในตอนนี้อาจเป็นเพียงชะลอการก่อสร้างโครงการเพื่อทำการตรวจสอบมากกว่า อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะหักจริงก็อาจเป็นแบบรายสัญญามากกว่าจะเหมารวมตัดออกทุกสัญญา
ทั้งนี้ มองว่าอุบัติเหตุการก่อสร้างของ ITD ที่นำไปสู่ประเด็นการยกเลิกสัญญาอาจยังไม่น่ากังวลใจเท่า ผลกระทบเชิงลบอาจไปตกที่กลุ่มแบงก์ผู้ให้สินเชื่อมากกว่า แต่เชื่อว่ากลุ่มแบงก์มีการตั้งสำรองเผื่อในส่วนนี้ไปหมดแล้ว
และอีกส่วนที่ต้องจับตา คือ ตราสารหนี้ เพราะหากว่าโครงการถูกยกเลิกไปก็อาจสะเทือนถึงสภาพคล่องของบริษัท ลดความสามารถในการชำระหนี้ออกไปอีก
แบงก์ตั้งสำรองดักความเสี่ยง ITD
นักวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่ม เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 (เปิดตลาดหุ้นแบงก์ใหญ่ เคลื่อนไหวทางลบ และมีไล่กลับระหว่างวัน) ซึ่งอยู่ในสัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และ กุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.4 กม. มูลค่างาน 9.8 พันล้านบาท (ความคืบหน้าของงาน 25 พ.ย. 68 อยู่ที่ 99.45%)
หลังจากนั้น 15 ม.ค. 69 เกิดเหตุเครนถล่มที่โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (ยกระดับพระราม 2) ระยะที่ 2 ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว มูลค่างาน 1.9 พันล้านบาท (ความคืบหน้าของงาน 18 ก.ย. 68 อยู่ที่ 85.82%) ทั้ง 2 เหตุการณ์มี ITD เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยสาเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ภายหลังเกิด 2 เหตุการณ์ติดกัน ทางนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งคมนาคม บอกเลิกสัญญา 2 สัญญา ข้างต้น และตรวจสอบงานระหว่างก่อสร้างของ ITD โดยรวมผลน่าจะยังจำกัดอยู่ที่ 2 โครงการข้างต้น ในขณะที่การประมูลงานใหม่ๆ ของ ITD ในอนาคตยังต้องติดตามต่อไป
สำหรับผลต่อกลุ่มแบงก์ใหญ่ ในกรณีที่มีการยกเลิกสัญญาตามข่าว อิงตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างข้างต้น มองว่าภาระหนี้ที่เป็นเงินสดของ 2 โครงการข้างต้น ลดลงไปมากแล้ว (ค่างานโอนเข้าแบงก์โดยตรง และหักชำระหนี้ทันที)
ในส่วนของหนังสือ ค้ำประกันโครงการ (LG Performance bond) ของงานภาครัฐ โดยทั่วไปอยู่ที่ 5% (สูงสุดไม่เกิน 10%) ของมูลค่าโครงการ ทางฝ่ายวิจัยจึงประเมินผลจาก LG โครงการ รถไฟความเร็วสูงจะอยู่ที่ 490 ล้านบาท และ M82 ที่ 95 ล้านบาท
ขณะที่ภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ย (รวมทรัสต์รีซีท) ของ ITD ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 2.4 หมื่น ล้านบาท ต่ำลงจาก 3.2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 (ตามการส่งมอบงาน) ซึ่งเป็นช่วง เริ่มต้นของการเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้
โดยในช่วงไตรมาส 4/2566 ทางกลุ่มแบงก์ใหญ่ได้มีการตั้งสำรองครอบคลุมและจัดชั้นเป็น NPL หรือ Stage 2 แล้ว (KTB เคยเปิดเผยว่า ตั้งสำรองก่อนหักหลักประกันครบแล้ว ในการประชุมนักวิเคราะห์รอบปี 2566)
ภาพรวมประเมินว่าผลต่อประมาณการ จากการตั้งสำรองเพิ่มให้กับลูกหนี้รายดังกล่าว น่าจะเหลือไม่มาก โดย BBL และ KTB ที่ Coverage ratio 294% และ 202% ผลทางพื้นฐานมีแนวโน้มจำกัดกว่า KBANK และ SCB ซึ่งอยู่ที่ 155% และ 153%
ในด้านผลต่อเงินปันผลต่อหุ้น เนื่องด้วย KTB, BBL และ KBANK ระดับนโยบายปันผล (DPR) ยังไมเกิน 50% จึงคาดfมี Downside risk น้อยกว่า SCB (DPR ราว 80%)
ราคาหุ้นแบงก์ใหญ่ที่ขึ้นมาก่อนหน้า อาจเห็น Sector rotation ได้ โดยในเชิงกลยุทธ์ แนะนำหากราคาอยู่ในจุดที่ Div Yield งวดครึ่งหลังปี 2568 จูงใจ พิจารณารับได้ คงชอบ KTB, BBL และ KBANK ในขณะที่ TISCO กับ KKP ราคาอาจเคลื่อนไหวได้ดีกว่าแบงก์ใหญ่