โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อุบัติเหตุก่อสร้าง ITD เสี่ยงถูกเลิกสัญญา โบรกคาดสะเทือนหุ้นแบงก์-หุ้นกู้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD กำลังอยู่ในช่วงเผชิญแรงกดดันสูงสุดรอบหลายปี จากเหตุอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ควบคู่กับภาระหนี้หุ้นกู้จำนวนมาก ผลประกอบการที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน และความเสี่ยงด้านเครดิตที่ถูกปรับลด ส่งผลให้สถานะทางการเงินและความเชื่อมั่นของบริษัทกำลังถูกตั้งคำถาม และถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากเหตุอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงการที่ ITD เป็นผู้รับผิดชอบ ส่งผลกดดันให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง

อีกทั้งจากการที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งคมนาคม บอกเลิกสัญญา 2 สัญญา ข้างต้น และตรวจสอบงานระหว่างก่อสร้างของ ITD ยิ่งทำให้ตลาดกังวลใจต่อผลกระทบทางการเงินและสภาพคล่องหลังจากนี้หากว่าสัญญาถูกยกเลิกเป็นจริง

ส่วนตัวมองว่าราคาหุ้น ITD ปรับตัวลดลงไม่น่าแปลกใจ เพราะเดิมทีหุ้นกลุ่มก่อสร้างก็ยังไม่ได้มีความน่าสนใจนัก ผลการดำเนินงานก็ยังไม่ฟื้นตัวเท่าไหร่ ยิ่งในช่วงสูญญากาศเลือกตั้ง โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ ของภาครัฐถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ส่วนประเด็นการยกเลิกสัญญาของภาครัฐนั้น ส่วนตัวมองว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื่อว่าการยกเลิกเลยคงไม่เกิด ในตอนนี้อาจเป็นเพียงชะลอการก่อสร้างโครงการเพื่อทำการตรวจสอบมากกว่า อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะหักจริงก็อาจเป็นแบบรายสัญญามากกว่าจะเหมารวมตัดออกทุกสัญญา

ทั้งนี้ มองว่าอุบัติเหตุการก่อสร้างของ ITD ที่นำไปสู่ประเด็นการยกเลิกสัญญาอาจยังไม่น่ากังวลใจเท่า ผลกระทบเชิงลบอาจไปตกที่กลุ่มแบงก์ผู้ให้สินเชื่อมากกว่า แต่เชื่อว่ากลุ่มแบงก์มีการตั้งสำรองเผื่อในส่วนนี้ไปหมดแล้ว

และอีกส่วนที่ต้องจับตา คือ ตราสารหนี้ เพราะหากว่าโครงการถูกยกเลิกไปก็อาจสะเทือนถึงสภาพคล่องของบริษัท ลดความสามารถในการชำระหนี้ออกไปอีก

แบงก์ตั้งสำรองดักความเสี่ยง ITD

นักวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่ม เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 (เปิดตลาดหุ้นแบงก์ใหญ่ เคลื่อนไหวทางลบ และมีไล่กลับระหว่างวัน) ซึ่งอยู่ในสัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และ กุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.4 กม. มูลค่างาน 9.8 พันล้านบาท (ความคืบหน้าของงาน 25 พ.ย. 68 อยู่ที่ 99.45%)

หลังจากนั้น 15 ม.ค. 69 เกิดเหตุเครนถล่มที่โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (ยกระดับพระราม 2) ระยะที่ 2 ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว มูลค่างาน 1.9 พันล้านบาท (ความคืบหน้าของงาน 18 ก.ย. 68 อยู่ที่ 85.82%) ทั้ง 2 เหตุการณ์มี ITD เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยสาเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ภายหลังเกิด 2 เหตุการณ์ติดกัน ทางนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งคมนาคม บอกเลิกสัญญา 2 สัญญา ข้างต้น และตรวจสอบงานระหว่างก่อสร้างของ ITD โดยรวมผลน่าจะยังจำกัดอยู่ที่ 2 โครงการข้างต้น ในขณะที่การประมูลงานใหม่ๆ ของ ITD ในอนาคตยังต้องติดตามต่อไป

สำหรับผลต่อกลุ่มแบงก์ใหญ่ ในกรณีที่มีการยกเลิกสัญญาตามข่าว อิงตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างข้างต้น มองว่าภาระหนี้ที่เป็นเงินสดของ 2 โครงการข้างต้น ลดลงไปมากแล้ว (ค่างานโอนเข้าแบงก์โดยตรง และหักชำระหนี้ทันที)

ในส่วนของหนังสือ ค้ำประกันโครงการ (LG Performance bond) ของงานภาครัฐ โดยทั่วไปอยู่ที่ 5% (สูงสุดไม่เกิน 10%) ของมูลค่าโครงการ ทางฝ่ายวิจัยจึงประเมินผลจาก LG โครงการ รถไฟความเร็วสูงจะอยู่ที่ 490 ล้านบาท และ M82 ที่ 95 ล้านบาท

ขณะที่ภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ย (รวมทรัสต์รีซีท) ของ ITD ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 2.4 หมื่น ล้านบาท ต่ำลงจาก 3.2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 (ตามการส่งมอบงาน) ซึ่งเป็นช่วง เริ่มต้นของการเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้

โดยในช่วงไตรมาส 4/2566 ทางกลุ่มแบงก์ใหญ่ได้มีการตั้งสำรองครอบคลุมและจัดชั้นเป็น NPL หรือ Stage 2 แล้ว (KTB เคยเปิดเผยว่า ตั้งสำรองก่อนหักหลักประกันครบแล้ว ในการประชุมนักวิเคราะห์รอบปี 2566)

ภาพรวมประเมินว่าผลต่อประมาณการ จากการตั้งสำรองเพิ่มให้กับลูกหนี้รายดังกล่าว น่าจะเหลือไม่มาก โดย BBL และ KTB ที่ Coverage ratio 294% และ 202% ผลทางพื้นฐานมีแนวโน้มจำกัดกว่า KBANK และ SCB ซึ่งอยู่ที่ 155% และ 153%

ในด้านผลต่อเงินปันผลต่อหุ้น เนื่องด้วย KTB, BBL และ KBANK ระดับนโยบายปันผล (DPR) ยังไมเกิน 50% จึงคาดfมี Downside risk น้อยกว่า SCB (DPR ราว 80%)

ราคาหุ้นแบงก์ใหญ่ที่ขึ้นมาก่อนหน้า อาจเห็น Sector rotation ได้ โดยในเชิงกลยุทธ์ แนะนำหากราคาอยู่ในจุดที่ Div Yield งวดครึ่งหลังปี 2568 จูงใจ พิจารณารับได้ คงชอบ KTB, BBL และ KBANK ในขณะที่ TISCO กับ KKP ราคาอาจเคลื่อนไหวได้ดีกว่าแบงก์ใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...