‘ชาญชัย’ งัดหลักฐานเด็ดยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาล รธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ลับ ถือเป็นโมฆะ?
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.30 น. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.จังหวัดนครนายก และทนายความ เดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี กกต.พิมพ์บาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ด ลงบนบัตรเลือกตั้ง เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ทำให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่เป็นความลับหรือไม่ ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาคาร C ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
‘ชาญชัย’ งัดหลักฐานเด็ดยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ‘ลับ-ไม่ลับ’ ถือเป็นโมฆะหรือไม่ ภายใน 60 วัน หากไม่ดำเนินการเล็งยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.30 น. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.จังหวัดนครนายก และทนายความ เดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี กกต.พิมพ์บาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ด ลงบนบัตรเลือกตั้ง เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ทำให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่เป็นความลับหรือไม่ ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาคาร C ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
นายชาญชัย กล่าวว่า วันนี้ตนได้มายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ถูกละเมิดสิทธิ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิมพ์บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด ลงบนบัตรเลือกตั้งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ….” และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 84 ที่ระบุว่า “การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำได้โดยวิธีการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีการอื่นได้ หากการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีนั้นสามารถป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวกกว่าการออกเสียงลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง และมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า และวิธีการนั้นเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” รวมทั้ง มาตรา 96 แห่ง พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ฯที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง” ทำให้ผลการเลือกตั้งไม่สุจริตยุติธรรม และไม่โปร่งใส ถือเป็นโมฆะหรือไม่?
“วันนี้ตนจึงมายื่นคำร้องพร้อมหลักฐานส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาดำเนินการรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากภายใน 60 วัน ผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่ดำเนินการ ประชาชนก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ตรง” นายชาญชัย กล่าว
โดยนายชาญชัย ได้นำหลักฐานบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเมื่อปี 2554 ซึ่งได้มาโดยคำสั่งศาลในคดีที่ตนเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กตต. มาเปรียบเทียบกับบัตรเลือกตั้งปี 2569 จะเห็นว่าบัตรเลือกตั้งปี 2554 จะไม่ได้พิมพ์บาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ดลงบนบัตร ส่วนบัตรเลือกตั้งในปี 2569 จะมีการพิมพ์บาร์โค้ด ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร สส.รายใด ทั้งๆที่ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ส่งให้ประชาชน ตามหนังสือแจ้งเจ้าบ้านให้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่มีบาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ด แต่บัตรเลือกตั้งจริงกลับมีบาร์โค้ด ตรงนี้จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ สำหรับหลักฐานตนที่นำมาส่งให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนจะนำข้อมูลชุดใหญ่มาเปิดเผยในครั้งถัดไป
นายชาญชัย กล่าวต่อว่า จากคำแถลงของสำนักงาน กกต.ได้ยอมรับว่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละรายลงคะแนนเลือกผู้สมัคร หรือ พรรคการเมืองใด และได้อธิบายว่า ยากที่จะทำเช่นนั้น และหากบุคคลใดทำ ก็ย่อมผิดกฎหมาย ตรงนี้จึงถือเป็นการยอมรับว่า สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ส่วนกรณีที่ กกต.กล่าวอ้างว่ามีสิทธิทำได้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง เชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับการมีมาตราการวิธีการป้องกันการปลอมแปลง แต่จะต้องไม่ขัดต่อหลักการตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น อาจกำหนดเป็นสัญลักษณ์ลายน้ำ หรือ กำหนดสัญลักษณ์อย่างอื่นที่ไม่สามารถเชื่อมข้อมูลกับต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งได้ เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกลับไม่พบว่ามีการพิมพ์บาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ด ลงบนบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย้อนแย้งกับคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง
นายชาญชัย กล่าวว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ “การออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ซึ่งคำว่า “ลับ” ในทางรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้มีความหมายเพียงการเข้าคูหาโดยลำพังเท่านั้น แต่หมายถึง “กระบวนการที่ไม่สามารถสืบทราบได้ ทั้งในระหว่างและหลังการลงคะแนน” ว่าผู้สิทธิเลือกตั้งเลือกใคร ดังนั้น การมีบาร์โค้ดที่สามารถสืบค้นระบุตัวตนได้จึงเป็นการทำลายหลักการความลับโดยสภาพ ซึ่งตามหลักการ “Secrecy of the Ballot” ในระดับสากลตามหลักวิชาการทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ บัตรเลือกตั้งต้องมีลักษณะเป็น “บัตรมาตรฐานที่ไม่มีตำหนิ หรือ เครื่องหมายใดที่ทำให้จำแนกได้” (Anonymous Ballot) การใส่รหัสเฉพาะถือเป็นเครื่องมือในการคุกคามทางอ้อม (Voter Intimidation) ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจโดยอิสระของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากมีความกังวลว่า อาจถูกตรวจสอบ หรือกลั่นแกล้งในภายหลัง และที่สำคัญจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่ซื้อเสียงจะใช้หลักการสืบย้อนไปยังต้นขั้ว ทำให้ทราบถึงรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และอาจถูกข่มขู่ จูงใจ คุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องทำตามที่ได้ตกลงกันในการซื้อสิทธิขายเสียง ดังนั้น ข้อมูลการลงคะแนนเสียงที่ไม่เป็นความลับจะเป็นข้อผูกมัดที่สำคัญให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องทำตามข้อตกลงที่ซื้อเสียงไว้ ข้อเท็จจริงเช่นนี้จะเป็นกระบวนการที่ทำลายระบบประชาธิปไตยอย่างไม่มีชิ้นดี การทุจริตในการเลือกตั้งก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และการที่มีบุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้งได้เพียงฝ่ายเดียวผ่านเทคโนโลยีบาร์โค้ด ทำให้หลักการตรวจสอบถ่วงดุลเสียไป ซึ่งการจัดพิมพ์บัตรที่มีลักษณะ “ระบุตัวตนได้” จึงเป็นการกระทำที่ไร้ผลบังคับทางกฎหมาย กระทบต่อเจตนารมณ์ประชาธิปไตย หากประชาชนเกิดความหวาดระแวงว่าความลับถูกเปิดเผย การเลือกตั้งนั้นย่อมไม่ใช่การแสดงเจตจำนงที่แท้จริง แต่เป็นการแสดงออกภายใต้ความกดดัน
“ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการบางท่าน บอกว่า การที่จะทราบข้อมูลดังกล่าวได้ ต้องรอให้ศาลมีคำสั่ง แต่จริง ๆแล้วไม่ใช่แค่ศาลสั่งเท่านั้น แม้แต่ กกต.เองก็รู้ข้อมูลไม่ได้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้ใคร เนื่องจากกฎหมายห้ามทำ สมมติว่า ถ้าเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาล แล้วศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารมาดู ทำให้รู้ว่าข้อมูลการลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดเลย เหตุก็เพราะ กตต.ไปทำสัญลักษณ์เอาไว้ วันนี้ผมจึงต้องมายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และขอให้พิจารณาโดยเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ” นายชาญชัย กล่าว