World Coin โปรเจ็กต์สุดทะเยอทะยานของผู้สร้าง ChatGPT
ชวนรู้จัก คริปโตโทเค็น World Coin ของผู้สร้าง ChatGPT สแกนม่านตามนุษย์แลกเหรียญหวังนำข้อมูลไปจำแนกมนุษย์ออกจากเอไอในอนาคต
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกคริปโตเคอร์เรนซีเกิดเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อ “แซม เอาท์แมน” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิดสุดล้ำอย่าง ChatGPT ได้ออกมาเปิดตัว World Orb อุปกรณ์ทรงกลมที่กระจายไปตามจุดสำคัญทั่วโลกกว่า 1,500 แห่ง เพื่อให้บริการ “สแกนม่านตา” ของผู้เข้าร่วมโครงการ World Coin
เมื่อสแกนม่านตาผ่านอุปกรณ์นี้จะได้รับรหัสเพื่ออ้างสิทธิ์รับเหรียญคริปโต WLD (World Coin) 25WLD มูลค่าซื้อ-ขายปัจจุบัน 2 เหรียญสหรัฐ/WLD (Binance 6 ส.ค. 2566)
ข้อมูลชีวภาพที่ได้จะถูกเก็บในคริปโตวอลเลต เพื่อใช้พัฒนาฐานข้อมูลสำหรับจำแนกคนและเอไอในอนาคต ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความห่วงกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลชีวภาพ/ส่วนบุคคลของมนุษย์แลกกับเงินที่น้อยนิดในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในประเทศโลกที่สามเงินจำนวนดังกล่าวถือว่ามากพอสมควร
รู้จักโปรเจ็กต์ World ID ทะเบียนมนุษย์ป้องกันเอไอสวมรอย
Worldcoin บริษัทลูกของ Tools for Humanity ก่อตั้งโดย “อเล็กซ์ บาเรีย” และ
“แซม เอาท์แมน” ผู้ก่อตั้ง OpenAI
“เอาท์แมน” เปิดเผยถึงเป้าหมายของการพัฒนา Worldcoin ว่าจากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด หรือ Generative AI ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะความสามารถในการเลียนแบบมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การใช้ภาษา เสียง และการแสดงภาพ รวมถึงการสร้างอวตารหรือบัญชีที่ปลอมเป็นมนุษย์เพื่อใช้สำหรับเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ก่อนที่มนุษยจริงจะใช้ ซึ่งต่อไปเอไอเหล่านี้จะท้าทายระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมอย่างมาก
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างเทคโนโลยีสำหรับใช้ระบุตัวตน เพื่อแยกแยะความต่างระหว่างมนุษย์และเอไอ โดยเฉพาะเวลาทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งหากสำเร็จก็จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจได้อีกมาก
กลไกการพิสูจน์ตัวตนเรียกว่า Proof of Personhood โดยพยายามเก็บข้อมูลทางชีวภาพของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งทางผู้พัฒนาเลือกใช้ข้อมูลม่านตา เนื่องจากข้อมูลอื่น ๆ อย่างเช่นลายนิ้วมือนั้นเปลี่ยนแปลงได้
โดยมีการสร้างวัตถุทรงกลมที่เรียกว่า The Orb ซึ่ง Worldcoin ระบุว่าข้อมูลม่านตาของบุคคลที่ได้รับการสแกน (IrisCode) จะอยู่ใน การรักษาความปลอดภัยผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง Zero-knowledge proofs และอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งฐานข้อมูลเป็นการกระจายศูนย์ไปยังพื้นที่ 30 ประเทศทั่วโลกตามลักษณะของบล็อกเชน
ผู้สแกนจะต้องมีแอป World ซึ่งเปรียบเสมือนคริปโตวอลเลตที่ใชเก็บรหัสความปลอดภัยและการเข้าถึงข้อมูลของ World เมื่อสแกนม่านตาแล้วจะได้ World ID ที่เปรียบเสมือนรหัสพิสูจน์ตัวตนว่าคุณคือมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางโลกของเอไอ
นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง World Coin ออกมาเป็นค่าตอบแทนผู้สแกนม่านตาจำนวน 25 WLD ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยว่าเหรียญคริปโตดังกล่าวเอาไปใช้ทำอะไร และมีจำนวนเท่าไหร่ มีนโยบายแจกจ่ายควบคุมอย่างไร (Tokenomics) แต่ทันทีที่มีการฃซื้อขายบนกระดานเทรด Binance ราคาวิ่งขึ้นไป 5 เหรียญสหรัฐในวันแรก (24 ก.ค. 2566) ก่อนทรงตัวมาที่ 2 เหรียญสหรัฐ โดยมีผู้อ้างสิทธิใน WLD แล้ว 18,696,714 โทเค็น ณ ขณะเขียนรายงาน
แซม เอาท์แมน ให้ความเห็นว่า กระบวนการแจกจ่ายโทเค็นดังกล่าวเป็นการทดสอบถึงสิ่งที่บล็อกเชน และคริปโตสามารถสร้าง UBI (Universal Basic Income) หรือสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชากรโลกได้ จากการระดมทุนผ่านเอไอ แต่ยังไม่มีรายละเอียดของวิธีการหารายได้ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามนี้ถือเป็นอีกหนึ่งในโปรเจ็กต์ “คริปโตยูโทเปีย” ที่แสนทะเยอทะยาน
ข้อโต้แย้ง กับหลักการเรื่องความปลอดภัยในข้อมูล
ระหว่างที่มีการดำเนินการเก็บข้อมูลม่านตาทั่วโลก ภาพที่ประชาชนในประเทศโลกที่สามเข้าคิวรอสแกนและรับเงิน 25WLD ถูกเผยแพร่ไปทั่ว ทำให้คำถามเรื่องความปลอดภัยและการ “เสก” เงินจากอากาศเพื่อซื้อ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของมนุษย์ถาโถมใส่ทีมพัฒนา Wolrd Coin
ในตัวหลักการ การเก็บข้อมูลม่านตาถือเป็นเรื่องเปราะบางอยู่แล้ว แม้ Worldcoin อ้างว่ามีการป้องกันอย่างดี แต่ไม่มีอะไรรับประกัน เพราะตัวบริษัทเองยังไม่จัดตั้งเพื่อดำเนินการในสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย
World coin ก่อตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร เช่นเดียวกับตอนที่ OpenAI ก่อเกิดขึ้น ซึ่งมีกองทุน VC จำนวนมากอยู่เบื้องหลัง และหนึ่งในนั้งคือกองทุนของนายแซม แบงก์แมน ฟรายด์ อดีตซีอีโอ FTX ที่โดนคดีฉ้อโกงและล้มละลายไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพของความเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรไม่ชัดเจนนัก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาแฝงอยู่มากมาย เมื่อ World coin มีกองทุนหนุนหลัง ข้อมูลที่ได้ถูกรวมศูนย์และนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือที่ก่อประโยชน์และกำไรแก่กองทุน
ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากประเทศที่มีกฏหมายคุ้ทครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น European Union’s General Data Protection Regulations (GDPR) ในยุโรป หรือการคุ้มครองพลเมืองอเมริกัน ของสหรัฐก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่การสแกนม่านตาผู้คนทำได้ง่ายในประเทศกำลังพัฒนาที่อาจจะไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลบุคคล
นอกจากนี้ “เงินฟรี” ที่ World Coin แจกจ่ายหลังสแกนม่านตา แม้จะไม่ได้เยอะมากในประเทศรายได้สูง แต่กับประเทศที่กำลังพัฒนาถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้ไม่สง่างามเท่าไหร่นัก
แต่ถึงกระนั้น The Orb จำนวน 1,500 ลูกที่กระจายไปทั่วโลก มีผู้ที่เข้าร่วมสแกนม่านตาแล้ว กว่า 2 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในยุโรป อินเดีย และแอฟริกาใต้
ล่าสุด ประเทศเคนย่า สั่งระงับไม่ให้ประชาชนเข้าไปสแกนม่านตากับ World Coin เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย
แม้จะโดนข้อวิพากษ์วิจารย์มากมาย “แซม เอาท์แมน” กล่าวว่า เขารับคำวิจารณ์ และยอมรับว่าโครงการนี้มีความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง ซึ่งมันอาจจะได้ผลหรือไม่ก็ได้ แต่การทดลองทำเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าขึ้น