จุดเปลี่ยนเหล็กไทย! กมอ. จ่อเคาะมาตรฐานใหม่ ยกระดับความปลอดภัย ขีดเส้นตายเลิกเตาหลอม IF
อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ภายหลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น 30 วัน ก่อนประกาศใช้เป็นกฎข้อบังคับอย่างเป็นทางการ โดยมีสาระสำคัญ ให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.) 24 เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทำจากกรรมวิธี BO (basic oxygen) และ EF (electric arc furnace) เท่านั้น ยกเลิกการผลิตจากเตาหลอมประเภท IF (Induction Furnace)
เป้าหมายสูงสุด คือ การผลักดันคุณภาพเหล็กไทยขึ้นชั้นระดับสากล ความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างตามเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่และการรองรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเหล็กเส้นไทยในระยะยาว มิใช่การเอื้อเฟื้อประโยชน์แก่ผู้ใด
บัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นับจาก ปี 2543 หรือกว่า 25 ปี มอก.เหล็กเส้นไทยไม่ได้พัฒนายกระดับใดๆที่ตอบสนองกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีเพียงการการปรับมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ปี 2564 ในปี 2559 ที่ให้ มอก. เหล็กเส้น เพิ่มกรรมวิธี IF เข้ามาเท่านั้น
ขณะที่ มอก. 24 เหล็กเส้นข้ออ้อยที่ร่างใหม่จะยกระดับเหล็กเส้นไทยสู่มาตรฐานสากล อ้างอิงมาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่น JIS G 3112-2520 และจีน GB/T 1499.2-2018 รวมทั้ง ISO ซึ่งคุณสมบัติหลักของเหล็กเส้นเทียบเท่ามาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่น JIS เช่น เพิ่มคุณสมบัติต้านทานแรงกระทำแบบซ้ำ เช่น แผ่นดินไหว ด้วยการควบคุม ‘อัตราส่วนคราก’ คือ แม้เหล็กได้รับแรงเกิน “จุดคราก” จนเสียรูปถาวร เหล็กจะยังคงมีความเหนียวและความแข็งแรงพอที่จะรับแรงกระทำได้อีกมากก่อนเสียรูปอย่างถาวร หรือ ขาดออกจากกัน
หรือหากดูการผลิตตามมาตรฐานเหล็กเส้นของจีน เช่น กำหนดให้เหล็กเส้นต้องผลิตด้วยกรรมวิธี basic oxygen หรือ electric arc furnace เท่านั้น ส่วนเหล็กเกรดแผ่นดินไหว ต้องผ่าน external refining เทียบเท่าการกำหนดให้ผ่านเตาปรุงนั่นเอง ซึ่งมาตรฐานจีน GB/T 1499.2-2018 ออกมาบังคับใช้ 1 ปีหลังยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ทั้งหมดเมื่อปี 2560 เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขจัดกำลังการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและลดปัญหามลภาวะ
หากถามว่า มีประเทศไหนยกเลิกเตา IF และประเทศไทยควรยกเลิกหรือไม่!!
จริงๆแล้ว เทคโนโลยี IF ไม่ใช่ปัญหา ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในงานหล่อโลหะ งานเหล็กหล่อ งานเหล็กพิเศษ เช่น สเตนเลสสตีลที่มีการควบคุมส่วนผสมและคุณภาพเศษเหล็กอย่างเข้มงวด แต่คุณภาพของเหล็กขึ้นอยู่กับคุณภาพเศษเหล็ก
ประเด็น คือ ประเทศไทยขาดแคลนเศษเหล็กคุณภาพดี เพราะเทคโนโลยี IF ไม่มีกระบวนการทำให้เหล็กบริสุทธิ์หลัก (primary refining) ในเตาด้วยออกซิเจน แบบที่มีใน basic oxygen (BF) หรือ electric arc furnace (EAF) ซึ่ง มอก.ใหม่ต้องการก้าวข้ามปัญหาเศษเหล็กไร้คุณภาพ โดยยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นไทยเทียบเท่าประเทศชั้นนำเช่น ญี่ปุ่น จีน จึงต้องการเนื้อเหล็กที่สะอาด 100% ในเตาปรุง (secondary refining)
ขณะเดียวกัน หากย้อน ณ จุดเริ่มต้นของ มอก.ใหม่นี้ ยกร่างกันตั้งแต่ปี 2567 โดยมีตัวแทนทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนผู้ใช้ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคเอกชน ผู้ผลิตทั้ง EAF และ IF ร่วมกันยกร่าง เพื่อยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นไทยสูงขึ้นระดับประเทศชั้นนำ โดยญี่ปุ่นไม่มีการผลิตเหล็กเส้นด้วย IF แล้วและมาตรฐานจีนไม่รองรับการผลิตเหล็กเส้นด้วยเตา IF ด้วย
นอกจากนี้ มอก.ใหม่ยกระดับความแข็งแรงขึ้น 60% ลดธาตุเจือปนลง 30% ควบคุมอัตราส่วนครากที่ 80% ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง EAF และ IF ต่างต้องพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับมาตรฐานการผลิต ไม่ได้เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ควบคู่กับมาตรฐานกระบวนการเพื่อความปลอดภัย ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์วิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวปฏิบัติปกติ เช่น ล้อรถไฟตามมาตรฐาน EN 13262 กำหนดให้ผลิตจากกระบวนการ degassing กำจัดก๊าซที่ละลายในเหล็ก ต้องตีและรีดขึ้นรูป (forging and rolling) หรือ มาตรฐาน ASME สำหรับเหล็กใช้งานภาชนะแรงดันสูงที่เข้มงวด กำหนดให้ต้องผ่านกรรมวิธี Open-hearth, basic oxygen หรือ electric arc ควบคู่กับ vacuum degassing ซึ่งเป็นการกำหนดกระบวนการต้นทาง อันเป็นเหตุผลสำคัญที่กำหนดในมาตรฐานเหล็กคุณภาพสูงทั่วโลก เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกลที่เหมาะสม สม่ำเสมอ ควบคู่กับการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ปลายทาง”นายบัณฑูรย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในแง่ความพร้อมของโรงงานเหล็กในไทยย่อมแตกต่างกัน ขึ้นกับความเป็นมาของแต่ละโรงงาน โรงที่ไม่มีเตาปรุง ต้องเพิ่มเตาปรุง ซึ่งถือว่าลงทุนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าโรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งมีทั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้การผลิตเหล็กแท่ง และเครื่องรีดเหล็กเส้น ตลอดจนระบบสนับสนุนการผลิตทั้งหมดซึ่งมีการลงทุนอยู่แล้ว
บางโรงงาน ทั้งโรงงาน EAF และ IF ยังไม่มีความพร้อมตาม มอก.ฉบับใหม่ แต่มีทางเลือกในการนำเข้าบิลเล็ตคุณภาพสูง ซึ่งมีอยู่มากเพียงพอจากสภาพกำลังการผลิตส่วนเกินในภูมิภาคมารีดต่อเป็นเหล็กเส้น ถือเป็นโมเดลธุรกิจปกติที่ยังคงทำให้โรงงานเหล็กเส้นมีโอกาสแข่งขันและประกอบธุรกิจได้ภายใต้ มอก.ใหม่
นายบัณฑูรย์ยังกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องราคาเหล็กเส้นในประเทศจะปรับสูงขึ้นทันทีจากมาตรฐาน มอก.24 ว่า ราคาเหล็ก ขึ้นอยู่กับราคาเศษเหล็กเป็นลำดับแรกและราคาพลังงานเป็นลำดับที่สอง มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมเนื่องจากอุปสงค์น้อยกว่าอุปทานมาก จึงไม่เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่บางฝ่ายหยิบยกปัญหาราคาเหล็กจะเพิ่ม 3-4 บาทต่อกิโลกรัม เพราะเหล็กเส้นกลมที่ชั้นคุณภาพเดิม ยังจะมีทั้ง EAF และ IF แข่งขันกันอยู่ เหล็กข้ออ้อยเกรดเดิมราคาน่าจะใกล้เคียงสภาวะปัจจุบัน
ส่วนเหล็กข้ออ้อยเกรดสูงขึ้นจะมีต้นทุนค่าโลหะอัลลอยที่ใช้ปรับปรุงเพิ่มความแข็งแรงและต้นทุนที่จะต้องลดฟอสฟอรัส กำมะถัน และ สารมลทิน (inclusions) สูงขึ้น ในเกรดใหม่ที่มีความแข็งแรงสูง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เหล็กเส้นเป็นสินค้าควบคุมภายใต้ประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ย่อมไม่สามารถปรับขึ้นตามอำเภอใจได้ ต้องคำนวณต้นทุนชัดเจนก่อน
“มูลค่าเหล็กเส้นโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8% ของมูลค่าก่อสร้าง การใช้เหล็กคุณภาพดี ความแข็งแรงสูง อาจลดน้ำหนักเหล็กลงได้ด้วย ถ้าต้นทุนของเหล็กเพิ่มขึ้นบ้าง แม้ประเมินว่าอยู่ที่ 8-10% ของมูลค่าก่อสร้าง แต่จะทำให้มั่นใจได้ว่ามูลค่าของสิ่งก่อสร้างอีก 90% จะตั้งอยู่บนโครงสร้างที่ทนทานตลอดอายุการใช้งาน”
ทิ้งท้ายกับคำถามสำคัญว่า เหล็กไทยจะก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญได้หรือไม่
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ย้ำว่า อยากให้สังคมทราบเนื้อหาความเข้มงวดและระดับของมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นฉบับใหม่ของไทย ตามมติของคณะ กมอ. จะมีการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของภัยธรรมชาติในปัจจุบัน เมื่อองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว ด้านโลหวิทยา และการก่อสร้างก้าวหน้ามากขึ้น เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะเป็นพื้นฐาน
แน่นอนว่า มอก.ควรได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นตามพัฒนาการของอุตสาหกรรมก่อสร้างและตามหลักวิชา ซึ่งเหล็กเส้น ประเทศไทยเคยยกเลิก มอก. 211-2527 เหล็กรีดซ้ำ ในปี 2543 มาแล้ว เนื่องจากความไม่สม่ำเสมอของวัตถุดิบที่ส่งผลต่อความไม่สม่ำเสมอของเหล็กเส้น
ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นของประเทศไทยสูงขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ทั้งในแง่อุตสาหกรรมระยะยาว ในแง่สิ่งก่อสร้างของประเทศ และในแง่การใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย เป็นธรรมต่อประชาชนด้วย