โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

BTS ตัดบ่วงขาดทุนขาย KEX-มหากาพย์หนี้ “สายสีเขียว” จบสวย กทม.จ่ายก้อนแรก 2.3 หมื่นล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 12 เม.ย. 2567 เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือ BTS และบริษัท วีจีไอ จำกัด(มหาชน) หรือ VGI เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ KEX โดยในปี2566 BTS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ3 ของKEX ถือหุ้นจำนวน88,100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน5.06% ขณะที่VGI เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ2 ถือหุ้นจำนวน269,230,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน15.45% สำหรับเหตุผลในการเข้าถือหุ้นKEX ของกลุ่มบีทีเอสนั้นเนื่องจากบริษัทฯ เล็งเห็นถึงกระแสการเติบโตที่ดีในธุรกิจโลจิสติกส์ และอี-คอมเมิร์ซ ในอนาคต

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลังจากกลุ่มBTS ได้เข้าไปถือหุ้นKEX ผลประกอบการของKEX ก็ถือว่าไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยในปี2563 รายได้ของKEX ปรับตัวลดลง4.40% แตะ18,917 ล้านบาท หลังบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ลดค่าส่งสินค้าเพื่อตีตลาดขนส่งแบบราคาประหยัด เพราะการแข่งขันในอุตสาหกรรมขนส่งที่รุนแรง

ต่อมาในปี2564 กำไรของKEX เริ่มหดตัว ซึ่งกำไรในไตรมาส1/2564 ลดลงเหลือ302 ล้านบาท หดตัว18.70% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวล โดยผลจากการลดราคาค่าส่งสินค้าเริ่มชัดเจนในไตรมาส3/2564 แม้ปริมาณการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้น46% และทำรายได้เพิ่มขึ้น18.80% แต่กำไรกลับปรับตัวลงอย่างหนัก95.61% จากปีก่อนหน้า เหลือเพียง12.84 ล้านบาท สอดคล้องกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าที่รุนแรงจากการหั่นราคาขนส่ง

สำหรับปี2565 ต้นทุนการขนส่งของKEX ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยจากต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ในปี2565 KEX มีผลขาดทุนหนักถึง2,829 ล้านบาท มีรายได้รวม17,145.04 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานปี2566 ขาดทุนสุทธิ3,880.64 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง37.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ2,829.84 ล้านบาท สาเหตุหลักของการขาดทุนมาจากปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ลดลงจากช่องทางแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ ไปสู่การซื้อตามหน้าร้านค้า(Physical offline shopping) หลังการเปิดประเทศ

ขณะเดียวกันราคาหุ้นของKEX ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังคงอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหากมองย้อนกลับไปในช่วงแรกที่KEX เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่24 ธ.ค. 2563 โดยทันทีที่เปิดตลาดพบว่าราคาหุ้นขึ้นไปอยู่ที่ระดับ65.00 บาท มีราคาสูงสุดอยู่ที่73 บาท และราคาต่ำสุดอยู่ที่46.00 บาท แต่ปัจจุบันเมื่อวันที่(10 เมษายน2567) ราคาหุ้นKEX ได้ปรับตัวลงมาปิดอยู่ที่4.78 บาท

อย่างไรก็ตามจากผลประกอบการของKEX ที่มีผลขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มBTS ด้วยเช่นกัน โดยผลการดำเนินงานงวด9 เดือนแรกปี2566/67 ขาดทุนสุทธิ5,277 ล้านบาทสาเหตุหลักของขาดทุนในครั้งนี้มาจากผลกระทบจากการรับรู้รายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวของผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในKEX

ขณะที่งบไตรมาส3 ปี2566/67 (ตุลาคม-ธันวาคม2566) ของVGI ขาดทุน3,339 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ102 ล้านบาท ส่งผลให้งวด9 เดือนแรกของปี2566/67 (เมษายน-ธันวาคม2566) พลิกมาขาดทุนสุทธิ3,539 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ195 ล้านบาท โดยมีนัยสำคัญซึ่งมีสาเหตุจากการขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในKEX

ต่อมาเมื่อวันที่26 มีนาคม2567 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) รายงานแบบรายงานการจำหน่ายหุ้นของบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือKEX โดย2 บริษัท ซึ่งเป็นการขายหุ้นตามคำเสนอซื้อหลักทรัพย์(Tender Offer) ของบริษัท เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด ราคาหุ้นละ5.50 บาท มีรายละเอียดดังนี้

ด้านBTS ได้ดำเนินการขายหุ้นKEX ออกไปเมื่อวันที่22 มีนาคม2567 รวมจำนวน47,356,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน2.7176% ส่งผลให้BTS เหลือหุ้นถือครองหลังวันทำรายการ51,561,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน2.9589%

เช่นเดียวกับVGI ได้ดำเนินการขายหุ้นKEX ออกไปเมื่อวันที่22 มีนาคม2567 รวมจำนวน269,230,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน15.4501% ซึ่งเป็นการขายออกไปเกลี้ยงพอร์ต ส่งผลให้VGI ไม่เหลือหุ้นถือครองหลังวันทำรายการ แล้วจะได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ประมาณ1,480 ล้านบาท

สำหรับเหตุผลในการขายหุ้นKEX ของกลุ่มBTS นั้น นายกวิน กาญจนพาสน์ กรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BTS และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร VGI เปิดเผยว่า ราคา5.50 บาทต่อหุ้น เป็นราคาที่ดี ตามที่ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ(IFA) แนะนำไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่VGI ได้ตั้งด้อยค่าผลขาดทุนจากเงินลงทุนในเคอรี่ไปหมดแล้ว นอกจากนี้ยังมองว่าKEX จะยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็วๆ นี้ ซึ่งบริษัทฯ ก็ไม่ต้องการรออีกต่อไป

ทั้งนี้ การตัดสินใจขายหุ้นKEX ในครั้งนี้จะทำให้BTS และVGI ไม่ต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจากKEX อีก ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของBTS และVGI ในอนาคตมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น

ส่วนมหากาพย์ปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ได้ปิดฉากลงเมื่อวันที่12 มีนาคม2567 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ2567 จำนวน23,488,692,200 บาท เพื่อใช้จ่ายหนี้ให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือBTSC ผู้รับสัมปทานและให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายที่2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต

นับเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นปิดฉากมหากาพย์หนี้สิน“รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน โดยมีมูลค่าหนี้สินสูงระดับแสนล้านบาท ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในปี2559 สมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่มีนโยบายรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทุกช่วงให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการเดินทางอย่างไร้รอยต่อของประชาชน พร้อมมีมติเห็นชอบให้กรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถส่วนต่อขยายที่2 ก่อนจะมีลงนามสัญญาจ้างBTSC เข้ามาดำเนินการ

โดยหนี้สินกว่า2.3 หมื่นล้านบาท เกิดขึ้นจากการจ้างงานระบบการเดินรถ(ไฟฟ้าและเครื่องกล) (ELECTRICAL AND MECHANICAL : E&M) ประกอบด้วย งานระบบจัดเก็บตั๋ว งานระบบอาณัติสัญญาณ งานระบบสื่อสาร งานระบบจ่ายไฟ งานระบบศูนย์ควบคุมและสั่งการ งานระบบความปลอดภัย รวมถึงระบบอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ในช่วง4 ปีที่ผ่านมา บีทีเอสมีความพยายามทวงถามการชำระค่าติดตั้งงานE&M มาอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ระบุว่า การที่BTS ขายหุ้นKEX ออกไปบางส่วนที่2.76% และเหลือถือไว้2.96% แม้จะเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก แต่ก็จะทำให้ผลประกอบการของBTS ผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจากKEX และไม่ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากKEX เป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยเชื่อว่าผลการดำเนินงานปกติปี2567/68 ของBTS จะดีขึ้นแน่อย่างนอน

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส(ประเทศไทย) จำกัด ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า คาดการณ์ว่าจะเห็นแนวโน้มผลกำไรของBTS ในปี2568 แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารสายสีเหลือง และสายสีชมพูเพิ่มขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งรายได้จากVGI ที่สูงขึ้นหลังจากการขายหุ้นในKEX ออกไปทั้งหมดแล้ว

นอกจากนั้นBTS ยังมีปัจจัยบวกอื่นๆ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาทิ การชำระหนี้จากกรุงเทพมหานคร(กทม.) โดยนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจMOVE BTS เปิดเผยว่า เมื่อวันที่2 เม.ย. 67 BTS ได้รับเงินจากกทม. แล้ว เพื่อชำระหนี้ระบบการเดินรถ(ไฟฟ้าและเครื่องกล) หรืองานE&M โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย2 (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) วงเงิน23,488.69 ล้านบาท

สำหรับแผนการใช้เงินดังกล่าวส่วนใหญ่จะนำไปชำระหนี้ทั้งจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน การออกหุ้นกู้ และจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ของBTS ดีขึ้นอย่างมากส่งผลให้BTS มีเครดิตดีขึ้นหากต้องมีการกู้ยืมเพื่อลงทุนโครงการใหม่ๆ ในอนาคต รวมทั้งมีกระแสเงินสดที่ดีขึ้น โดยประเมินว่าผลประกอบการปี2567/68 (เมษายน2567-มีนาคม2568) จะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า

ด้านนักวิเคราะห์ บล.ยูบีเอส(ประเทศไทย) มองว่ากรณีBTS ได้รับการชำระหนี้ด้านไฟฟ้าและเครื่องกล(E&M) จากสีเขียวส่วนต่อขยาย จากกทม.มูลค่า2.3 หมื่นล้านบาท เป็นผลบวกต่อBTS แม้ว่าตลาดจะมีความกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจลดอำนาจการต่อรองของบริษัทฯ ในการเจรจาสัมปทานค่าโดยสารเส้นทางหลักสายสีเขียวที่จะหมดอายุในปี72 โดยเชื่อว่ากระแสเงินสดที่เข้ามาจะช่วยให้นักลงทุนคลายกังวลD/E ของBTS ที่สูงถึง1.63 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...