“Soft Power ต้องไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือทิศทางของประเทศ” คุยกับ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ว่าด้วยกลยุทธ์ ความเข้าใจ และอนาคตของ Soft Power ไทย
เมื่อ Soft Power กลายเป็นวาระแห่งชาติ หลายคนอาจยังสับสนหรือคลางแคลงใจว่ามันคืออะไร ใช้อย่างไร และดีจริงหรือไม่ ในบทสัมภาษณ์นี้ “คิด” Creative Thailand ชวนไปพูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่มีบทบาทสำคัญทั้งในภาควิชาการและภาคปฏิบัติ ทั้งยังเป็นประธานคณะดำเนินงานหลักสูตร “SoftEx หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์” รุ่นแรกของไทย ที่มุ่งสร้างคนขับเคลื่อนประเทศด้วย “พลังสร้างสรรค์” และเพื่อทำความเข้าใจว่า Soft Power ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป แต่คือโครงสร้างของโอกาสที่ต้องอาศัยความเข้าใจลึก ความกล้าที่จะปรับตัว และการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย
ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Creative Thailand: หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง Soft Power พออะไรดังขึ้นมาก็จะบอกว่า “นี่แหละ Soft Power” อาจารย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์มองว่า Soft Power จริง ๆ แล้วมีบทบาทอย่างไรในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ?
ดร.เอกก์: ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจของประเทศไทย เรารู้ดีว่า Hard Power เราสู้ไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีทางเลือกมากนัก Hard Power มีสองเรื่องคือหนึ่ง เงินลงทุนที่มากพอ กับสอง ใช้อาวุธบังคับ ประเทศไทยไม่มีทั้งสองอย่าง เราเลยต้องใช้สิ่งที่เรามีและเราก็ทำได้ดีด้วย นั่นก็คือ Soft Power
การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องมือที่ไม่ใช่อาวุธหรือเงินลงทุนมหาศาลนั้น มีแกนกลางร่วมกันที่เมื่อมาเสริมกันจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวก การทำ Soft Power อย่างเดียวอาจไปถึงเรื่องธุรกิจหรือเศรษฐกิจได้ยาก แต่มีประโยชน์ในเชิงนโยบายระดับประเทศ ในขณะที่การมุ่งเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวอาจขาดมิติในการใช้ประโยชน์จากต้นทุนทางวัฒนธรรม
ถ้ามองว่าโลกเขารู้จักประเทศไทยเรื่องอะไรบ้าง เขาก็รู้จักประเทศไทยไม่กี่เรื่อง ก็คืออาหารไทย มวยไทย การท่องเที่ยว มองไปอีกที เอ๊ะ! เขารู้จัก Thailand เรื่องอะไรอีก เขาก็รู้จักเรื่อง Thais คือคนไทย หรือ Thai smile รอยยิ้มของคนไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็น Soft Power ดังนั้นการที่คนชอบบอกว่าอะไร ๆ ก็ Soft Power ผมมองว่า เราก็แค่ “บังเอิญเก่งเรื่องนี้” และยิ่งไปกว่านั้นคือเราไม่มีทางเลือกมากนักอย่างที่บอกไป ดังนั้นถ้าเราอยากจะโดดเด่น เราไปนั่งสร้างเงินลงทุนกับอาวุธยุทโธปกรณ์ เราคงไม่ไหว เราก็ต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ดีกว่า แล้วเราก็ต่อยอดจากเรื่องนั้น ๆ ซึ่งประเด็นสำคัญคือเราต้องมองว่ามันเป็นการบริหารจัดการ โดยที่เราเป็นองค์กรในไทยใช่ไหม ถ้าใช่ มันก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่ชื่อว่า Soft Power นี่แหละที่จะช่วยให้เราบริหารจัดการองค์กรหรือบริหารจัดการประเทศได้
เรายังต้องเข้าใจด้วยว่า บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราโดน Soft Power ของคนอื่นเข้าแล้ว เช่น เวลาเราเข้าร้าน 7-11 ออกมากิน KFC ดื่ม Starbucks หรือกินโดนัทที่ Dunkin' ในขณะเดียวกัน เราก็ฟังเพลงของ Taylor Swift ไปด้วย ทั้งหมดนี้คือ Soft Power ของสหรัฐอเมริกาที่เรากำลังจ่ายเงินสนับสนุนเขาอยู่โดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน ถ้าเราทำให้ต่างชาติคิดถึงอาหารไทย อยากมาเที่ยวไทย ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรเสียหายเลยกับการที่เราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง Soft Power ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะมันคือพลังมหาศาล และถึงแม้ GDP ไทยจะอยู่ในลำดับเกือบจะที่ 50 ของโลก แต่ในด้าน Soft Power ไทยอยู่อันดับประมาณ 30 นะครับ แปลว่าจริง ๆ แล้ว เราใช้ของที่มีได้อย่างคุ้มค่ามากเลย และควรตระหนักในจุดแข็งนี้ให้มากขึ้น เห็นประโยชน์ของมัน แล้วก็นำมาให้ดีมาก ๆ ขึ้นครับ
Creative Thailand: อีกมุมมองที่ว่า Soft Power ไทยมีภาพลักษณ์เชิงลบซ่อนอยู่ เช่น ความไม่เป๊ะหรือความหยวน ๆ แบบไทย ๆ อันนี้เราควรจะนำมาใช้เป็น Soft Power ได้ไหม หรือควรระมัดระวังอย่างไร?
ดร.เอกก์: ในความคิดผมคือทุกอย่างมี Shadow ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม การมีอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศก็มีข้อดีและข้อเสียครับ การมีเงินลงทุนมากเกินไปในประเทศ ก็มีข้อดีและข้อเสีย Soft Power ต่าง ๆ ก็มีข้อดีและก็ข้อเสียเช่นเดียวกัน แต่ว่าประเด็นเรื่องของการที่เรามีนิสัยใจคอยังไง ไม่ได้เป็น Soft Power มากนักตามหลัก ด้วยตัว Soft Power หลักการของมันเองคือหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องของวัฒนธรรม สอง Soft Power จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทูตหรือ Public Diplomacy แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการค้าการขาย เรื่องของแบรนดิง เพราะฉะนั้นการที่มีแบรนด์ไทยออกไป แบรนด์อเมริกันเอาเข้ามา แบรนด์เกาหลีเข้ามา พวกนี้คือ Soft Power แต่คนมักเข้าใจผิดว่า Soft Power คือไลฟ์สไตล์ ซึ่งมันเป็นส่วนเล็ก ๆ ของวัฒนธรรมเท่านั้นเอง
ย้อนกลับไปประเด็นเรื่องของ ‘ความสบาย ๆ’ ที่ฝรั่งชอบใช้คำนี้ เพราะไม่มีที่ไหนเป็นแบบนี้เลย มีอยู่ประเทศเดียวนี่แหละที่มีความสบาย ๆ ซึ่งดู Irony มาก (หัวเราะ) ผมกลับมองว่า มันมีข้อดีและข้อเสีย เราจะเห็นว่าในแง่ของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ชีวิตเขาตึงมากเลย พอมาอยู่เมืองไทยแล้วเขารู้สึกว่ามันรีแล็กซ์ เพราะบางประเทศ ขนาดเคี้ยวหมากฝรั่งยังเครียดเลย ดื่มอันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ปิด แต่เมืองไทยมีร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง เดินไปเดินมา ก็คุยทักทายกับผู้คนได้ไม่น่ากลัว คือทำไมเขาคุยกับคนง่ายจังเลย มันเลยกลายเป็นบวกได้เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือเราจำเป็นต้องรู้ เพื่อจะได้ตระหนักถึงด้านไม่ดี และจะต้องสามารถ Empower หรือเสริมด้านที่ดี ๆ ได้ ทั้งในการที่เราจะต้องสื่อสาร นำมาใช้ แล้วก็ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผมว่า Soft Power มีข้อดีนะครับ ตรงที่ว่าบางทีมันเป็นคุณค่าที่เราส่งต่อในเชิงวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้ คือให้ลูกหลานเราเป็นคนแข็งกระด้างกับคนที่ยืดหยุ่น เผลอ ๆ คนที่อยู่ในโลกอนาคตได้ดี จะกลายเป็นคนที่ยืดหยุ่นและสบาย ๆ มากขึ้นก็ได้ มันก็มีมุมดีของมันอยู่ครับ
Creative Thailand: แล้วในมุมการเรียนรู้ Soft Power คนไทยยังขาดอะไร และควรพัฒนาอย่างไร?
ดร.เอกก์: ตอนนี้สิ่งสำคัญคือบทสนทนาในไทยยังติดอยู่กับคำถามว่า Soft Power คืออะไร และดีจริงไหม ในขณะที่ประเทศอื่นเขาผ่านบทสนทนาเหล่านี้กันไปแล้ว เขากำลังคุยกันว่า “จะทำยังไงต่อ?” และ “จะใช้ยังไงให้ชนะ?” เราเองก็ต้องรีบตามให้ทันครับ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องอาศัยเรื่องของทักษะ เรื่องของความรู้และการมีกลยุทธ์ในการที่จะหยิบใช้ Soft Power แต่ละตัวมาสร้างให้เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ ขับเคลื่อนประเทศต่อไป
เพราะจริง ๆ แล้ว Soft Power เป็นทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ Joseph Nye พูดเอาไว้ ฉะนั้นเมื่อมันเป็นทฤษฎี ก็แปลว่ามันจับต้องได้ และมีความชัดอยู่ว่าจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง ซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาเรียนรู้กันจริงจัง ไม่ไปมัวถามเรื่อง What หรือว่ามันคืออะไรกันอยู่ แล้วก็ถามเรื่อง Why ว่าใช้ดีไหม ใช้ทำไม หรือมันจะดีจริงเหรอ ผมว่าเราไม่ควรไปเสียเวลากับบทสนทนาเดิม ๆ อีกแล้ว ในเมื่อมันมีข้อดีข้อเสียเป็นปกติ แล้วข้อดีก็มีเยอะ ดังนั้นเราควรจะไปดูว่าจะทำยังไงกันดีกับประเทศเรา คือ How สองคือทำยังไงต่อ (What’s next?) เพื่อให้เราโดดเด่น แตกต่าง แล้วก็ชนะประเทศอื่น ๆ ได้ แล้วก็คู่แข่งในองค์กร ในแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ครับ แล้วเรื่องนี้ เรียนไม่ยาก เพราะมีผู้รู้อยู่แล้วในตลาดครับ
Creative Thailand: วิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับบริบทไทยควรเป็นอย่างไร?
ดร.เอกก์: ต้องผสมกันครับ เราเรียนรู้จากต้นแบบหรือคนที่ทำได้ดีอยู่แล้ว (Good Practice) อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกาได้ แต่เขาก็อยู่คนละตลาดกับเรา ดังนั้นต้องเอามาประยุกต์กับบริบทไทย โดยใช้ผู้รู้ทั้งในและนอกประเทศมาทำงานร่วมกัน จะได้ไม่หลงทาง และสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอย่างมีประสิทธิภาพ
การผสมผสานที่ดี คือต้องเอา Good Practice ที่เขาล้มลุกคลุกคลานจนรู้แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิดมาพอสมควร แล้วก็ต้องมาเรียนจากผู้รู้ในประเทศซึ่งเข้าใจสภาพแวดล้อมในประเทศดี ก่อนจะนำมาประกอบกันเพื่อปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของประเทศเรา ผมยกตัวอย่างว่าถ้าจะเรียนรู้เรื่องนี้จากสักที่หนึ่ง นอกจากผู้รู้จากฝั่งอเมริกาแล้ว ‘อังกฤษ’ ก็มีความสำคัญมาก เช่น พูดถึงอังกฤษ เรานึกถึง Oxford นึกถึง Cambridge คิดถึง Buckingham นึกถึง London คิดถึง Bus สีแดง ทำไมมันถึงลอยขึ้นมาได้ทันทีขนาดนี้ ก็เพราะว่า Soft Power ของอังกฤษไม่ธรรมดา แม้แต่ภาษาหรือฟุตบอลอังกฤษ พวกนี้เป็น Soft Power ที่ควรศึกษาทั้งสิ้นครับ
Creative Thailand: แล้วถ้าให้เลือกอุตสาหกรรมที่ควรผลักดันเป็น Flagship ของ Soft Power ไทยคืออะไร?
ดร.เอกก์: จริง ๆ เรามีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 11 สาขาบวก ๆ ซึ่งมีนโยบายของภาครัฐสนับสนุนอยู่ก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าต้องเลือกขึ้นมาที่โดดเด่นชัดเจน ผมคิดว่า ‘อาหาร’ กับ ‘การท่องเที่ยว’ ครับ อาหารไทยมีการรับรู้สูงมากอยู่แล้ว แค่เติมงบอีกนิด ก็พุ่งทันที ส่วนการท่องเที่ยวไทยก็อยู่ในระดับโลกมานาน และก็ยังต่อยอดไปได้อีก
การมีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลายสาขาบางทีมันกว้างครับ งบประมาณเราอาจจะมีไม่พอ ดังนั้นถ้าต้องใช้เวลาใช้งบกับใช้คนให้มีประสิทธิภาพนี่ อาจจะต้องโฟกัส เช่น เราบอกว่า ‘ศิลปะ’ สำคัญในเรื่องของ Soft Power แต่เมืองไทยอาจจะเป็น Culinary Arts ที่โดดเด่นในระดับโลก แม้ว่าศิลปหัตถกรรมหรือจิตรกรรมไทยจะประณีต งดงาม และสวยงามไม่แพ้ใคร แต่ว่าคนทั่วไปอาจยังไม่ได้รู้จักมากขนาดนั้น แต่พอเป็น ‘อาหารไทย’ มันมีคนรู้จักไปเยอะมากแล้ว ดังนั้นจุดเริ่มต้น มันต้องทำอะไรที่จุดปั้ปแล้วได้ประโยชน์ก่อนทันที แล้วค่อยเอาประโยชน์ที่ได้มาไปใช้ในด้านอื่น ๆ ต่อ
ส่วนด้านที่เป็น Tourism ประเทศไทยเราติดอันดับการท่องเที่ยวระดับโลกมายาวนาน ถ้าไม่นับสองประเทศคือ ฝรั่งเศสกับสเปน ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว เวลาเราไปต่างประเทศแล้วบริษัทเอกชนที่เป็นเอเจนซีท่องเที่ยวขึ้นโฆษณา เขายังใช้ภาพภูเก็ตหรือกรุงเทพฯ ไปขึ้นป้ายใน Time Square คือประเทศในโลกนี้มันมีสองร้อยกว่าประเทศ มีเมืองอยู่อีกกี่ไม่รู้กี่แสนเมือง แต่เขาเลือก Phuket เลือก Bangkok ไปอยู่ที่ Time Square เพื่อจะขายทัวร์ของเขา แปลว่าเรามี Soft Power บางอย่างที่เราเองก็อาจจะไม่รู้ว่าสามารถต่อยอดอะไรไปได้อีกเยอะมาก
Creative Thailand: แล้วถ้าจะวางกลุ่มเป้าหมายให้ Soft Power ไทย ดร.แนะนำว่าควรเริ่มจากกลุ่มไหน?
ดร.เอกก์: ผมคิดว่าการวางทาร์เก็ตมีความสำคัญ แต่อาจจะไม่มองเป็นรายประเทศ แต่อาจจะเป็นการทาร์เก็ตในมุมอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะมองกลุ่มเป้าหมายในเรื่องของการเปิดรับ (Open-minded) ของเจเนอเรชัน โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Alpha เพราะเป็นกลุ่มที่เปิดใจและส่งต่อได้เร็ว เหมือนที่ญี่ปุ่นเลือกใช้มังงะ วัฒนธรรมอเมริกาวิ่งเข้าไปด้วย MTV หรือเกาหลีใช้ K-pop เข้าไปมัดใจกลุ่มเด็กก่อน แล้วพวกเขาก็จะเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมประเทศเหล่านั้น พร้อมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าไทยก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อคนอื่นเขาเล่นเรื่องการ์ตูน เรื่องเต้น เรื่องเพลง เราก็อาจจะส่งเรื่องอาหารเข้าไปหากลุ่มนี้ หรือคอนเทนต์อย่างซีรีส์ BL/GL ของไทยที่ดังมากในจีนและลาตินอเมริกา ก็เป็นเครื่องมือส่ง Soft Power ก็ได้ เพราะคอนเทนต์มันสามารถพูดถึงอาหาร สถานที่ คนไทย และความเปิดกว้างได้อย่างกลมกลืน เหมือนที่ก่อนหน้านั้นเราก็เห็นว่าอเมริกาหรือฮอลลีวูดใช้ Disney ในการดัน Soft Power ของเขา หรือในยุคหนึ่งฮ่องกงเองก็เคยใช้ Soft Power ดันมาด้วยหนังฮ่องกงหรือซีรีส์แบบที่สมัยก่อนเราติดกันในยุคหนึ่ง ส่วนปัจจุบันเราก็จะเห็นว่าเราก็ติดซีรีส์เกาหลีได้ พวกนี้ทำให้เราได้เห็น Best practices และเมืองไทยเองก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
Creative Thailand: ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่จำเป็นในการสร้าง Soft Power ให้ประสบความสำเร็จ เราควรมีอะไร?
ดร.เอกก์: เราจำเป็นต้องมีทั้ง Skillset และ Mindset ครับ Skillset คือความรู้เชิงเทคนิค เช่น อยากจะเก่งเรื่องการทหาร ซึ่งเป็น Hard Power ก็ต้องมี Skillset แบบต้องยิงปืนแม่นนะครับ ถ้าเราจะใช้เงินลงทุนที่เป็น Hard Power อีกอย่าง คือเอาเงินไปซื้อไปลงทุนเลย เขาก็ต้องเข้าใจทักษะด้านการเงินการลงทุน ต้องเป็นพ่อมดทางการเงินในการที่จะไปเล่นงาน โดยใช้ Hard Power กับประเทศต่าง ๆ แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ Mindset โดยเฉพาะการ ‘Empathy’ หรือความเข้าใจผู้รับสาร และกล้าที่จะปรับประยุกต์ ไม่ยึดติดว่า ‘ต้องไทยแท้ 100%’ เท่านั้นถึงจะดี เพราะการยืดหยุ่นและสนุกได้ เป็นพลังที่ทำให้ Soft Power ขยับได้จริง
เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเรียนรู้เรื่อง Soft Power เราจะไม่เรียนด้วยทฤษฎีอย่างเดียว เพราะมันได้แค่ Skillset แต่ว่ามันต้องมาแชร์กัน มาคุยกัน มา Networking กันเยอะ ๆ เพื่อให้ได้เห็นว่ามันต้องคิดถึงเขาในรูปแบบไหนบ้าง เราต้องมีความเอื้ออาทรในรูปแบบไหนบ้าง พลังของ Soft Power ถึงจะเรียนยากกว่า แต่ก็ลอกยากกว่า คือมันเรียนด้านเดียวไม่ได้ต้องเรียนสองด้าน และคนไทยเรามี Mindset พิเศษ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น การจะลอกเลียน Mindset ของคนไทยก็ยากครับ
Creative Thailand: ในฐานะประธานหลักสูตร SoftEx ที่เป็นหลักสูตรพัฒนาร่วมกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และจุฬาฯ ดร. มองจุดเด่นของหลักสูตรนี้คืออะไร?
ดร.เอกก์: ผมมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานระดับประเทศด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้มาร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้ด้านการวางแผนธุรกิจและแบรนดิง การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องมือที่ไม่ใช่อาวุธหรือเงินลงทุนมหาศาลนั้น มีแกนกลางร่วมกันที่เมื่อมาเสริมกันจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวก การทำ Soft Power อย่างเดียวอาจไปถึงเรื่องธุรกิจหรือเศรษฐกิจได้ยาก แต่มีประโยชน์ในเชิงนโยบายระดับประเทศ ในขณะที่การมุ่งเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวอาจขาดมิติในการใช้ประโยชน์จากต้นทุนทางวัฒนธรรม
ความร่วมมือระหว่าง CEA ซึ่งขับเคลื่อนประเด็นด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาโดยตลอด กับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยภาควิชาการตลาด และ School of Hospitality Chulalongkorn University ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ที่จุฬาฯ ถือเป็นการผนึกกำลังที่สมบูรณ์ CEA นอกจากจะเป็นผู้ขับเคลื่อน Creative Economy แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเลขานุการดูแลคณะอนุกรรมการและกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศด้วย นี่จึงเป็นการรวมพลังระหว่างภาคนโยบายที่เฉพาะเจาะจงกับโลกวิชาการ ทำให้เรามีศักยภาพในการดึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมได้อย่างครอบคลุม
หลักสูตรของเรารวมผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไว้ด้วยกัน เราได้ผู้รู้จริงระดับนานาชาติอย่าง Brand Finance เข้ามาร่วมด้วย เราได้ผู้บริหารระดับสูงที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Soft Power อย่างอดีต GM คนแรกของ Starbucks มาถ่ายทอดประสบการณ์ เราได้ผู้บริหารที่ทำให้ Au Bon Pain ประสบความสำเร็จในตลาดไทย และผู้บริหารที่สร้าง Greyhound ให้กลายเป็น Soft Power ของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Soft Power มากมาย รวมถึงผู้ที่ขับเคลื่อนย่านสร้างสรรค์และสร้างแบรนด์ให้จังหวัดต่างๆ ตลอดจนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งสร้างแบรนด์ Amazing Thailand นอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ผู้เรียนจะได้ลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาการทำงานของพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น Pakk Taii Design Week และเรียนรู้จากองค์กรที่ใช้ Soft Power อย่างแท้จริง ได้เห็นวิธีคิดเบื้องหลังและการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า
หลักสูตร SoftEx จึงเป็น One Stop Service ที่ตอบโจทย์ผู้ที่อยากเข้าใจความสำคัญของ Soft Power และนำไปปฏิบัติได้จริง ผู้เรียนจะได้ใช้เวลา 48 ชั่วโมงร่วมกันเพื่อเปิดรับความรู้ กรอบความคิด และสร้างเครือข่ายที่มีคุณค่า ผมขอเชิญชวนทุกท่านให้รีบสมัครกันครับ เนื่องจากเราตั้งใจจำกัดขนาดหลักสูตรเพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบ Hands-on ที่ทั่วถึง ท่านจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร หลายคนผ่านการเรียน Executive Program มามาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ AI ซึ่งล้วนเป็น Hard Side ผมอยากเชิญชวนให้มาเติมเต็ม Soft Side เพื่อให้ความรู้และทักษะของท่านสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นครับ
Creative Thailand: ผลลัพธ์หรือ Impact ที่คาดหวังจากหลักสูตรนี้คืออะไร?
ดร.เอกก์: เราไม่ได้แค่ต้องการสร้างคนที่ขับเคลื่อนองค์กร แต่ต้องการคนที่ขับเคลื่อนสังคมครับ ในขาหนึ่ง เราอยากให้องค์กรของท่านโดดเด่น แต่ว่าถ้าเราได้มีโอกาสพูดคุยกัน เราอยากเลือกคนที่สามารถขับเคลื่อนประเทศนี้ไปได้ อยากให้ทุกคนที่จบไปจาก SoftEx เป็นผู้นำทางความคิด มีทั้งพลัง ความเข้าใจ และเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังของ Soft Power อย่างแท้จริง