โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“Soft Power ต้องไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือทิศทางของประเทศ” คุยกับ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ว่าด้วยกลยุทธ์ ความเข้าใจ และอนาคตของ Soft Power ไทย

นิตยสารคิด

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 23.13 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 23.13 น.
cea-softx-cover

เมื่อ Soft Power กลายเป็นวาระแห่งชาติ หลายคนอาจยังสับสนหรือคลางแคลงใจว่ามันคืออะไร ใช้อย่างไร และดีจริงหรือไม่ ในบทสัมภาษณ์นี้ “คิด” Creative Thailand ชวนไปพูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่มีบทบาทสำคัญทั้งในภาควิชาการและภาคปฏิบัติ ทั้งยังเป็นประธานคณะดำเนินงานหลักสูตร “SoftEx หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์” รุ่นแรกของไทย ที่มุ่งสร้างคนขับเคลื่อนประเทศด้วย “พลังสร้างสรรค์” และเพื่อทำความเข้าใจว่า Soft Power ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป แต่คือโครงสร้างของโอกาสที่ต้องอาศัยความเข้าใจลึก ความกล้าที่จะปรับตัว และการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Creative Thailand: หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง Soft Power พออะไรดังขึ้นมาก็จะบอกว่า “นี่แหละ Soft Power” อาจารย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์มองว่า Soft Power จริง ๆ แล้วมีบทบาทอย่างไรในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ?
ดร.เอกก์: ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจของประเทศไทย เรารู้ดีว่า Hard Power เราสู้ไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีทางเลือกมากนัก Hard Power มีสองเรื่องคือหนึ่ง เงินลงทุนที่มากพอ กับสอง ใช้อาวุธบังคับ ประเทศไทยไม่มีทั้งสองอย่าง เราเลยต้องใช้สิ่งที่เรามีและเราก็ทำได้ดีด้วย นั่นก็คือ Soft Power

การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องมือที่ไม่ใช่อาวุธหรือเงินลงทุนมหาศาลนั้น มีแกนกลางร่วมกันที่เมื่อมาเสริมกันจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวก การทำ Soft Power อย่างเดียวอาจไปถึงเรื่องธุรกิจหรือเศรษฐกิจได้ยาก แต่มีประโยชน์ในเชิงนโยบายระดับประเทศ ในขณะที่การมุ่งเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวอาจขาดมิติในการใช้ประโยชน์จากต้นทุนทางวัฒนธรรม

ถ้ามองว่าโลกเขารู้จักประเทศไทยเรื่องอะไรบ้าง เขาก็รู้จักประเทศไทยไม่กี่เรื่อง ก็คืออาหารไทย มวยไทย การท่องเที่ยว มองไปอีกที เอ๊ะ! เขารู้จัก Thailand เรื่องอะไรอีก เขาก็รู้จักเรื่อง Thais คือคนไทย หรือ Thai smile รอยยิ้มของคนไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็น Soft Power ดังนั้นการที่คนชอบบอกว่าอะไร ๆ ก็ Soft Power ผมมองว่า เราก็แค่ “บังเอิญเก่งเรื่องนี้” และยิ่งไปกว่านั้นคือเราไม่มีทางเลือกมากนักอย่างที่บอกไป ดังนั้นถ้าเราอยากจะโดดเด่น เราไปนั่งสร้างเงินลงทุนกับอาวุธยุทโธปกรณ์ เราคงไม่ไหว เราก็ต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ดีกว่า แล้วเราก็ต่อยอดจากเรื่องนั้น ๆ ซึ่งประเด็นสำคัญคือเราต้องมองว่ามันเป็นการบริหารจัดการ โดยที่เราเป็นองค์กรในไทยใช่ไหม ถ้าใช่ มันก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่ชื่อว่า Soft Power นี่แหละที่จะช่วยให้เราบริหารจัดการองค์กรหรือบริหารจัดการประเทศได้

เรายังต้องเข้าใจด้วยว่า บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราโดน Soft Power ของคนอื่นเข้าแล้ว เช่น เวลาเราเข้าร้าน 7-11 ออกมากิน KFC ดื่ม Starbucks หรือกินโดนัทที่ Dunkin' ในขณะเดียวกัน เราก็ฟังเพลงของ Taylor Swift ไปด้วย ทั้งหมดนี้คือ Soft Power ของสหรัฐอเมริกาที่เรากำลังจ่ายเงินสนับสนุนเขาอยู่โดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน ถ้าเราทำให้ต่างชาติคิดถึงอาหารไทย อยากมาเที่ยวไทย ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรเสียหายเลยกับการที่เราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง Soft Power ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะมันคือพลังมหาศาล และถึงแม้ GDP ไทยจะอยู่ในลำดับเกือบจะที่ 50 ของโลก แต่ในด้าน Soft Power ไทยอยู่อันดับประมาณ 30 นะครับ แปลว่าจริง ๆ แล้ว เราใช้ของที่มีได้อย่างคุ้มค่ามากเลย และควรตระหนักในจุดแข็งนี้ให้มากขึ้น เห็นประโยชน์ของมัน แล้วก็นำมาให้ดีมาก ๆ ขึ้นครับ

Creative Thailand: อีกมุมมองที่ว่า Soft Power ไทยมีภาพลักษณ์เชิงลบซ่อนอยู่ เช่น ความไม่เป๊ะหรือความหยวน ๆ แบบไทย ๆ อันนี้เราควรจะนำมาใช้เป็น Soft Power ได้ไหม หรือควรระมัดระวังอย่างไร?
ดร.เอกก์: ในความคิดผมคือทุกอย่างมี Shadow ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม การมีอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศก็มีข้อดีและข้อเสียครับ การมีเงินลงทุนมากเกินไปในประเทศ ก็มีข้อดีและข้อเสีย Soft Power ต่าง ๆ ก็มีข้อดีและก็ข้อเสียเช่นเดียวกัน แต่ว่าประเด็นเรื่องของการที่เรามีนิสัยใจคอยังไง ไม่ได้เป็น Soft Power มากนักตามหลัก ด้วยตัว Soft Power หลักการของมันเองคือหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องของวัฒนธรรม สอง Soft Power จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทูตหรือ Public Diplomacy แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการค้าการขาย เรื่องของแบรนดิง เพราะฉะนั้นการที่มีแบรนด์ไทยออกไป แบรนด์อเมริกันเอาเข้ามา แบรนด์เกาหลีเข้ามา พวกนี้คือ Soft Power แต่คนมักเข้าใจผิดว่า Soft Power คือไลฟ์สไตล์ ซึ่งมันเป็นส่วนเล็ก ๆ ของวัฒนธรรมเท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปประเด็นเรื่องของ ‘ความสบาย ๆ’ ที่ฝรั่งชอบใช้คำนี้ เพราะไม่มีที่ไหนเป็นแบบนี้เลย มีอยู่ประเทศเดียวนี่แหละที่มีความสบาย ๆ ซึ่งดู Irony มาก (หัวเราะ) ผมกลับมองว่า มันมีข้อดีและข้อเสีย เราจะเห็นว่าในแง่ของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ชีวิตเขาตึงมากเลย พอมาอยู่เมืองไทยแล้วเขารู้สึกว่ามันรีแล็กซ์ เพราะบางประเทศ ขนาดเคี้ยวหมากฝรั่งยังเครียดเลย ดื่มอันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ปิด แต่เมืองไทยมีร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง เดินไปเดินมา ก็คุยทักทายกับผู้คนได้ไม่น่ากลัว คือทำไมเขาคุยกับคนง่ายจังเลย มันเลยกลายเป็นบวกได้เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือเราจำเป็นต้องรู้ เพื่อจะได้ตระหนักถึงด้านไม่ดี และจะต้องสามารถ Empower หรือเสริมด้านที่ดี ๆ ได้ ทั้งในการที่เราจะต้องสื่อสาร นำมาใช้ แล้วก็ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผมว่า Soft Power มีข้อดีนะครับ ตรงที่ว่าบางทีมันเป็นคุณค่าที่เราส่งต่อในเชิงวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้ คือให้ลูกหลานเราเป็นคนแข็งกระด้างกับคนที่ยืดหยุ่น เผลอ ๆ คนที่อยู่ในโลกอนาคตได้ดี จะกลายเป็นคนที่ยืดหยุ่นและสบาย ๆ มากขึ้นก็ได้ มันก็มีมุมดีของมันอยู่ครับ

Creative Thailand: แล้วในมุมการเรียนรู้ Soft Power คนไทยยังขาดอะไร และควรพัฒนาอย่างไร?
ดร.เอกก์: ตอนนี้สิ่งสำคัญคือบทสนทนาในไทยยังติดอยู่กับคำถามว่า Soft Power คืออะไร และดีจริงไหม ในขณะที่ประเทศอื่นเขาผ่านบทสนทนาเหล่านี้กันไปแล้ว เขากำลังคุยกันว่า “จะทำยังไงต่อ?” และ “จะใช้ยังไงให้ชนะ?” เราเองก็ต้องรีบตามให้ทันครับ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องอาศัยเรื่องของทักษะ เรื่องของความรู้และการมีกลยุทธ์ในการที่จะหยิบใช้ Soft Power แต่ละตัวมาสร้างให้เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ ขับเคลื่อนประเทศต่อไป

เพราะจริง ๆ แล้ว Soft Power เป็นทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ Joseph Nye พูดเอาไว้ ฉะนั้นเมื่อมันเป็นทฤษฎี ก็แปลว่ามันจับต้องได้ และมีความชัดอยู่ว่าจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง ซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาเรียนรู้กันจริงจัง ไม่ไปมัวถามเรื่อง What หรือว่ามันคืออะไรกันอยู่ แล้วก็ถามเรื่อง Why ว่าใช้ดีไหม ใช้ทำไม หรือมันจะดีจริงเหรอ ผมว่าเราไม่ควรไปเสียเวลากับบทสนทนาเดิม ๆ อีกแล้ว ในเมื่อมันมีข้อดีข้อเสียเป็นปกติ แล้วข้อดีก็มีเยอะ ดังนั้นเราควรจะไปดูว่าจะทำยังไงกันดีกับประเทศเรา คือ How สองคือทำยังไงต่อ (What’s next?) เพื่อให้เราโดดเด่น แตกต่าง แล้วก็ชนะประเทศอื่น ๆ ได้ แล้วก็คู่แข่งในองค์กร ในแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ครับ แล้วเรื่องนี้ เรียนไม่ยาก เพราะมีผู้รู้อยู่แล้วในตลาดครับ

Creative Thailand: วิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับบริบทไทยควรเป็นอย่างไร?
ดร.เอกก์: ต้องผสมกันครับ เราเรียนรู้จากต้นแบบหรือคนที่ทำได้ดีอยู่แล้ว (Good Practice) อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกาได้ แต่เขาก็อยู่คนละตลาดกับเรา ดังนั้นต้องเอามาประยุกต์กับบริบทไทย โดยใช้ผู้รู้ทั้งในและนอกประเทศมาทำงานร่วมกัน จะได้ไม่หลงทาง และสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอย่างมีประสิทธิภาพ

การผสมผสานที่ดี คือต้องเอา Good Practice ที่เขาล้มลุกคลุกคลานจนรู้แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิดมาพอสมควร แล้วก็ต้องมาเรียนจากผู้รู้ในประเทศซึ่งเข้าใจสภาพแวดล้อมในประเทศดี ก่อนจะนำมาประกอบกันเพื่อปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของประเทศเรา ผมยกตัวอย่างว่าถ้าจะเรียนรู้เรื่องนี้จากสักที่หนึ่ง นอกจากผู้รู้จากฝั่งอเมริกาแล้ว ‘อังกฤษ’ ก็มีความสำคัญมาก เช่น พูดถึงอังกฤษ เรานึกถึง Oxford นึกถึง Cambridge คิดถึง Buckingham นึกถึง London คิดถึง Bus สีแดง ทำไมมันถึงลอยขึ้นมาได้ทันทีขนาดนี้ ก็เพราะว่า Soft Power ของอังกฤษไม่ธรรมดา แม้แต่ภาษาหรือฟุตบอลอังกฤษ พวกนี้เป็น Soft Power ที่ควรศึกษาทั้งสิ้นครับ

Creative Thailand: แล้วถ้าให้เลือกอุตสาหกรรมที่ควรผลักดันเป็น Flagship ของ Soft Power ไทยคืออะไร?
ดร.เอกก์: จริง ๆ เรามีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 11 สาขาบวก ๆ ซึ่งมีนโยบายของภาครัฐสนับสนุนอยู่ก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าต้องเลือกขึ้นมาที่โดดเด่นชัดเจน ผมคิดว่า ‘อาหาร’ กับ ‘การท่องเที่ยว’ ครับ อาหารไทยมีการรับรู้สูงมากอยู่แล้ว แค่เติมงบอีกนิด ก็พุ่งทันที ส่วนการท่องเที่ยวไทยก็อยู่ในระดับโลกมานาน และก็ยังต่อยอดไปได้อีก

การมีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลายสาขาบางทีมันกว้างครับ งบประมาณเราอาจจะมีไม่พอ ดังนั้นถ้าต้องใช้เวลาใช้งบกับใช้คนให้มีประสิทธิภาพนี่ อาจจะต้องโฟกัส เช่น เราบอกว่า ‘ศิลปะ’ สำคัญในเรื่องของ Soft Power แต่เมืองไทยอาจจะเป็น Culinary Arts ที่โดดเด่นในระดับโลก แม้ว่าศิลปหัตถกรรมหรือจิตรกรรมไทยจะประณีต งดงาม และสวยงามไม่แพ้ใคร แต่ว่าคนทั่วไปอาจยังไม่ได้รู้จักมากขนาดนั้น แต่พอเป็น ‘อาหารไทย’ มันมีคนรู้จักไปเยอะมากแล้ว ดังนั้นจุดเริ่มต้น มันต้องทำอะไรที่จุดปั้ปแล้วได้ประโยชน์ก่อนทันที แล้วค่อยเอาประโยชน์ที่ได้มาไปใช้ในด้านอื่น ๆ ต่อ

ส่วนด้านที่เป็น Tourism ประเทศไทยเราติดอันดับการท่องเที่ยวระดับโลกมายาวนาน ถ้าไม่นับสองประเทศคือ ฝรั่งเศสกับสเปน ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว เวลาเราไปต่างประเทศแล้วบริษัทเอกชนที่เป็นเอเจนซีท่องเที่ยวขึ้นโฆษณา เขายังใช้ภาพภูเก็ตหรือกรุงเทพฯ ไปขึ้นป้ายใน Time Square คือประเทศในโลกนี้มันมีสองร้อยกว่าประเทศ มีเมืองอยู่อีกกี่ไม่รู้กี่แสนเมือง แต่เขาเลือก Phuket เลือก Bangkok ไปอยู่ที่ Time Square เพื่อจะขายทัวร์ของเขา แปลว่าเรามี Soft Power บางอย่างที่เราเองก็อาจจะไม่รู้ว่าสามารถต่อยอดอะไรไปได้อีกเยอะมาก

Creative Thailand: แล้วถ้าจะวางกลุ่มเป้าหมายให้ Soft Power ไทย ดร.แนะนำว่าควรเริ่มจากกลุ่มไหน?
ดร.เอกก์: ผมคิดว่าการวางทาร์เก็ตมีความสำคัญ แต่อาจจะไม่มองเป็นรายประเทศ แต่อาจจะเป็นการทาร์เก็ตในมุมอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะมองกลุ่มเป้าหมายในเรื่องของการเปิดรับ (Open-minded) ของเจเนอเรชัน โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Alpha เพราะเป็นกลุ่มที่เปิดใจและส่งต่อได้เร็ว เหมือนที่ญี่ปุ่นเลือกใช้มังงะ วัฒนธรรมอเมริกาวิ่งเข้าไปด้วย MTV หรือเกาหลีใช้ K-pop เข้าไปมัดใจกลุ่มเด็กก่อน แล้วพวกเขาก็จะเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมประเทศเหล่านั้น พร้อมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าไทยก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อคนอื่นเขาเล่นเรื่องการ์ตูน เรื่องเต้น เรื่องเพลง เราก็อาจจะส่งเรื่องอาหารเข้าไปหากลุ่มนี้ หรือคอนเทนต์อย่างซีรีส์ BL/GL ของไทยที่ดังมากในจีนและลาตินอเมริกา ก็เป็นเครื่องมือส่ง Soft Power ก็ได้ เพราะคอนเทนต์มันสามารถพูดถึงอาหาร สถานที่ คนไทย และความเปิดกว้างได้อย่างกลมกลืน เหมือนที่ก่อนหน้านั้นเราก็เห็นว่าอเมริกาหรือฮอลลีวูดใช้ Disney ในการดัน Soft Power ของเขา หรือในยุคหนึ่งฮ่องกงเองก็เคยใช้ Soft Power ดันมาด้วยหนังฮ่องกงหรือซีรีส์แบบที่สมัยก่อนเราติดกันในยุคหนึ่ง ส่วนปัจจุบันเราก็จะเห็นว่าเราก็ติดซีรีส์เกาหลีได้ พวกนี้ทำให้เราได้เห็น Best practices และเมืองไทยเองก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้

Creative Thailand: ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่จำเป็นในการสร้าง Soft Power ให้ประสบความสำเร็จ เราควรมีอะไร?
ดร.เอกก์:
เราจำเป็นต้องมีทั้ง Skillset และ Mindset ครับ Skillset คือความรู้เชิงเทคนิค เช่น อยากจะเก่งเรื่องการทหาร ซึ่งเป็น Hard Power ก็ต้องมี Skillset แบบต้องยิงปืนแม่นนะครับ ถ้าเราจะใช้เงินลงทุนที่เป็น Hard Power อีกอย่าง คือเอาเงินไปซื้อไปลงทุนเลย เขาก็ต้องเข้าใจทักษะด้านการเงินการลงทุน ต้องเป็นพ่อมดทางการเงินในการที่จะไปเล่นงาน โดยใช้ Hard Power กับประเทศต่าง ๆ แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ Mindset โดยเฉพาะการ ‘Empathy’ หรือความเข้าใจผู้รับสาร และกล้าที่จะปรับประยุกต์ ไม่ยึดติดว่า ‘ต้องไทยแท้ 100%’ เท่านั้นถึงจะดี เพราะการยืดหยุ่นและสนุกได้ เป็นพลังที่ทำให้ Soft Power ขยับได้จริง

เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเรียนรู้เรื่อง Soft Power เราจะไม่เรียนด้วยทฤษฎีอย่างเดียว เพราะมันได้แค่ Skillset แต่ว่ามันต้องมาแชร์กัน มาคุยกัน มา Networking กันเยอะ ๆ เพื่อให้ได้เห็นว่ามันต้องคิดถึงเขาในรูปแบบไหนบ้าง เราต้องมีความเอื้ออาทรในรูปแบบไหนบ้าง พลังของ Soft Power ถึงจะเรียนยากกว่า แต่ก็ลอกยากกว่า คือมันเรียนด้านเดียวไม่ได้ต้องเรียนสองด้าน และคนไทยเรามี Mindset พิเศษ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น การจะลอกเลียน Mindset ของคนไทยก็ยากครับ

Creative Thailand: ในฐานะประธานหลักสูตร SoftEx ที่เป็นหลักสูตรพัฒนาร่วมกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และจุฬาฯ ดร. มองจุดเด่นของหลักสูตรนี้คืออะไร?
ดร.เอกก์: ผมมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานระดับประเทศด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้มาร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้ด้านการวางแผนธุรกิจและแบรนดิง การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องมือที่ไม่ใช่อาวุธหรือเงินลงทุนมหาศาลนั้น มีแกนกลางร่วมกันที่เมื่อมาเสริมกันจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวก การทำ Soft Power อย่างเดียวอาจไปถึงเรื่องธุรกิจหรือเศรษฐกิจได้ยาก แต่มีประโยชน์ในเชิงนโยบายระดับประเทศ ในขณะที่การมุ่งเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวอาจขาดมิติในการใช้ประโยชน์จากต้นทุนทางวัฒนธรรม

ความร่วมมือระหว่าง CEA ซึ่งขับเคลื่อนประเด็นด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาโดยตลอด กับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยภาควิชาการตลาด และ School of Hospitality Chulalongkorn University ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ที่จุฬาฯ ถือเป็นการผนึกกำลังที่สมบูรณ์ CEA นอกจากจะเป็นผู้ขับเคลื่อน Creative Economy แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเลขานุการดูแลคณะอนุกรรมการและกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศด้วย นี่จึงเป็นการรวมพลังระหว่างภาคนโยบายที่เฉพาะเจาะจงกับโลกวิชาการ ทำให้เรามีศักยภาพในการดึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมได้อย่างครอบคลุม

หลักสูตรของเรารวมผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไว้ด้วยกัน เราได้ผู้รู้จริงระดับนานาชาติอย่าง Brand Finance เข้ามาร่วมด้วย เราได้ผู้บริหารระดับสูงที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Soft Power อย่างอดีต GM คนแรกของ Starbucks มาถ่ายทอดประสบการณ์ เราได้ผู้บริหารที่ทำให้ Au Bon Pain ประสบความสำเร็จในตลาดไทย และผู้บริหารที่สร้าง Greyhound ให้กลายเป็น Soft Power ของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Soft Power มากมาย รวมถึงผู้ที่ขับเคลื่อนย่านสร้างสรรค์และสร้างแบรนด์ให้จังหวัดต่างๆ ตลอดจนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งสร้างแบรนด์ Amazing Thailand นอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ผู้เรียนจะได้ลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาการทำงานของพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น Pakk Taii Design Week และเรียนรู้จากองค์กรที่ใช้ Soft Power อย่างแท้จริง ได้เห็นวิธีคิดเบื้องหลังและการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า

หลักสูตร SoftEx จึงเป็น One Stop Service ที่ตอบโจทย์ผู้ที่อยากเข้าใจความสำคัญของ Soft Power และนำไปปฏิบัติได้จริง ผู้เรียนจะได้ใช้เวลา 48 ชั่วโมงร่วมกันเพื่อเปิดรับความรู้ กรอบความคิด และสร้างเครือข่ายที่มีคุณค่า ผมขอเชิญชวนทุกท่านให้รีบสมัครกันครับ เนื่องจากเราตั้งใจจำกัดขนาดหลักสูตรเพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบ Hands-on ที่ทั่วถึง ท่านจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร หลายคนผ่านการเรียน Executive Program มามาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ AI ซึ่งล้วนเป็น Hard Side ผมอยากเชิญชวนให้มาเติมเต็ม Soft Side เพื่อให้ความรู้และทักษะของท่านสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นครับ

Creative Thailand: ผลลัพธ์หรือ Impact ที่คาดหวังจากหลักสูตรนี้คืออะไร?
ดร.เอกก์: เราไม่ได้แค่ต้องการสร้างคนที่ขับเคลื่อนองค์กร แต่ต้องการคนที่ขับเคลื่อนสังคมครับ ในขาหนึ่ง เราอยากให้องค์กรของท่านโดดเด่น แต่ว่าถ้าเราได้มีโอกาสพูดคุยกัน เราอยากเลือกคนที่สามารถขับเคลื่อนประเทศนี้ไปได้ อยากให้ทุกคนที่จบไปจาก SoftEx เป็นผู้นำทางความคิด มีทั้งพลัง ความเข้าใจ และเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังของ Soft Power อย่างแท้จริง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

นรกมีจริงแต่เมสซี่ไม่ไป! ทัพฟ้าขาวพลิกสถานการณ์โกงความตายแซงดับมัมมี่สุดระทึก 3-2 ทะลุ 8 ทีมบอลโลก

THE ROOM 44 CHANNEL

รฟม. แจ้งปิดเบี่ยงการจราจรเพิ่มเติมบนถนนราชปรารภ บริเวณร้านวัสดุก่อสร้างง่วนเฮงหลี ถึงบริเวณซอยรางน้ำ

สวพ.FM91

รทสช. สั่งฟัน! ตั้งกรรมการสอบจริยธรรม ‘แม็ค ชณทัต’ ปมคลิปฉาวแอบอ้างทำร้ายสื่อ

The Bangkok Insight

นายกฯ เปิดงาน THAIDEF-EX 2026 ย้ำรัฐหนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

The Better

กทม.ทำความสะอาดถนน ถนนพหลโยธิน ขาเข้า บริเวณบีทีเอส สะพานใหม่

สวพ.FM91

สวิตเซอร์แลนด์ ดวลเป้าดับ โคลอมเบีย 4-3 ลิ่ว 8 ทีมบอลโลกหนแรกในรอบ 72 ปี

Nation Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...