โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SOCIETY: สำรวจ 4 ประเด็น จากคดีธำรงวินัย ‘นตท.เมย-ภคพงศ์’ แม้คำพิพากษาจากศาลทหารจะถึงที่สุด แต่ความยุติธรรมยังต้องไปต่อ?

BrandThink

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 11.08 น.

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี ได้มีนัดอ่านคำพิพากษาชั้นศาลฎีกาในคดีการเสียชีวิตของ ‘เมย-ภคพงศ์ ตัญกาญจน์’ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 จากการถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ในโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2560

ศาลทหารสูงสุด มีคำพิพากษาชั้นฎีกาลงโทษจำคุกรุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหาร 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท ในฐานทำร้ายร่างกาย และลงโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโรงเรียนเตรียมทหาร แต่ลงอาญาไว้ 2 ปี โดยศาลเห็นว่า “เนื่องจากจำเลยอายุยังน้อย ยังไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้โอกาสปรับปรุงตนรับราชการและรับใช้ชาติต่อไป”

ถือเป็นอันสิ้นสุดในแง่ของคดีความที่ทางครอบครัวพยายามต่อสู้มาโดยตลอด แม้จะต้องเผชิญความยากลำบากนานัปการตลอดระยะเวลา 8 ปี ดังที่ทางครอบครัวได้บอกกล่าวผ่านสื่อต่างๆ

แต่เสียงอึงอลต่อคำพิพากษาที่เกิดขึ้น ดังเป็นเสียงที่ย้ำเตือนและไถ่ถามต่อประเด็นต่างๆ ที่สืบเนื่องคดีดังกล่าว แม้ขณะนี้อาจจะหายไปชั่วขณะหลังสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ประเด็นเหล่านี้ล้วนยังจำเป็นต้องกล่าวถึงจนกว่าสังคมจะได้รับความกระจ่าง เพราะนี่คือบรรทัดฐานด้านความยุติธรรมของสังคมไทยและการใช้อำนาจของหน่วยงานด้านความมั่นคงนับจากนี้

[ข้อกังขาต่ออำนาจ การพิจารณาคดี และกระบวนการยุติธรรมของ ‘ศาลทหาร’]

สิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือสัดส่วนโทษที่รุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหารได้รับ เพราะความเข้าใจของปุถุชนทั่วไปย่อมเห็นว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวจนมีผู้ถึงแก่ความตายควรได้รับการลงโทษมากกว่านี้ หากเปรียบเทียบกับกฎหมายอาญา มิหนำซ้ำศาลยังให้โอกาสรุ่นพี่เตรียมทหารรับราชการต่อไป

ทำให้สังคมมีการตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่การอำนวยความยุติธรรมของฝ่ายตุลาการในคดีนี้ นั่นคือ ‘ศาลทหาร’

เหตุที่ศาลทหารสามารถเข้ามาทำหน้าที่ตัดสินในคดีดังกล่าวได้ เนื่องจาก ‘พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498’ ระบุเอาไว้ในมาตรา 13 ว่า “ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา ในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด” ซึ่ง ‘นักเรียนเตรียมทหาร’ คือบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา 16 (4)

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมหรือโครงสร้างอำนาจของศาลตามกฎหมายดังกล่าวก็มีข้อกังขาอยู่หลายประการ เช่น ตามมาตรา 54 วรรคสอง ระบุว่า‘จำเลย’ สามารถแต่งตั้งทนายได้ ขณะที่ฝ่ายโจทก์ หากไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามกฎหมาย มาตรา 49 ระบุว่า “ต้องมอบคดีให้อัยการทหารเป็นโจทก์” ในการฟ้อง อีกทั้งยังพบว่าตุลาการของศาลทหารบางส่วนยังไม่จำเป็นต้องจบนิติศาสตร์ เพียงแค่มียศชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น เป็นต้น

ทั้งนี้ล่าสุด ศาลทหารได้มีเอกสารชี้แจงในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ระบุว่า “มารดาของผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลย ข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295

“พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 12 ได้ฟ้องจำเลยตามความเห็นของพนักงานสอบสวน”

มาตรา 295 ตามประมวลกฎหมายอาญา ระบุอัตราโทษว่า “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ต่างจากอัตราโทษตามมาตรา 290 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

แต่การร้องทุกข์ตามมาตรา 295 เป็นการร้องทุกข์จากกรณีการธำรงวินัยที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ไม่ใช่การธำรงวินัยที่เป็นเหตุให้นำไปสู่การเสียชีวิตในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 จึงไม่ใช่การดำเนินคดีตามมาตรา 290 แต่เป็นการดำเนินคดีตามมาตรา 295 ตามการชี้แจงของเอกสารดังกล่าว

ส่วนสำหรับฐานความผิดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 290 เอกสารดังกล่าวระบุว่า “ปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องร้องคดีต่อศาลทหาร”

ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีการฟ้องตามมาตรา 290 จากเหตุที่เกิดในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ในระยะเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา

[วัฒนธรรมธำรงวินัย-ปกป้องพวกพ้อง-ลอยนวลพ้นผิด]

“มันมีคำถามเล็กๆ ว่า ศาลบอกจำเลยมีโอกาสทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้ แล้วถ้าลูกพี่มีชีวิตอยู่ล่ะ เขาสามารถทำประโยชน์ให้กับชาติได้ไหม?…แต่ลูกพี่ไม่ได้มีโอกาส” นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้เป็นแม่ ‘สุกัญญา ตัญกาญจน์’ ภายหลังรับฟังคำตัดสินของศาล

จึงเกิดเสียงสะท้อนต่อศาลที่มีทหารเป็นตุลาการว่าเหตุใดจึงยังปล่อยให้รุ่นพี่ เตรียมทหารในวันนั้นยังคงสามารถรับราชการในวันนี้ได้

เช่น วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า “กองทัพจะให้คนที่ลุแก่อำนาจทำร้ายเพื่อนทหารร่วมชาติจนถึงแก่ความตาย เป็นทหารต่อไปจริงๆ หรือครับ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นพฤติกรรมโจร การเอาโจรมาเป็นทหารไม่มีทางทำให้กองทัพเป็นกองทัพที่ดีได้”

แต่นี่ก็ไม่ใช่เพียงกรณีเดียวที่มีการตั้งคำถามต่อศาลทหารในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ที่ปล่อยให้ ‘วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด’ และ ‘การปกป้องพวกพ้อง’ ยังคงดำรงอยู่

เช่น ในกรณีนายทหารยศร้อยตรีรายหนึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามฆ่า จากการทำร้ายร่างกายภรรยาที่เป็นพนักงานข้าราชการประจำค่ายแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2559 โดยสื่อหลายแห่งรายงานอาการของเธอโดยใช้คำเดียวกันว่า ‘บาดเจ็บสาหัสปางตาย’

แต่คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงประกาศใช้กฎอัยการศึก คดีจึงเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลทหาร

โดยศาลมณฑลทหารบกที่ 15 อ่านคำพิพากษาในปี 2564 ตัดสินให้นายทหารรายดังกล่าวได้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่านายทหารรายดังกล่าวไม่มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหาย แต่เป็นการทำร้ายร่างกายเนื่องจากบันดาลโทสะ ทั้งนี้ศาลยังระบุว่า “จำเลยไม่เคยกระทำความผิดและถูกลงโทษ ให้รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 12,500 บาท”

ในขณะผู้เสียหายต้องใช้เวลารักษาตัวอยู่นานถึง 3 เดือนเต็ม เพราะมีอาการทางสมอง พูดช้า คิดช้าลง และต้องเดินทางไปศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี เนื่องจากใบหน้าเสียโฉม

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านอกจากการกล่าวถึงในแง่กฎหมายแล้ว จำเป็นที่จะต้องพูดถึง ‘วัฒนธรรม’ ที่ฝังอยู่ในกองทัพที่อนุญาตให้ใช้ความรุนแรงและสร้างความไม่ปลอดภัยต่อประชาชนหรือกระทั่งคนภายในองค์กรด้วยกันเอง

เพราะภายหลังจากกรณีของ นตท.ภคพงศ์ แม้ว่าบริบทของสังคมจะเปลี่ยน เช่น ประเทศมีการบังคับใช้ ‘พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565’ และยกเลิก ‘ศูนย์ธำรงวินัย’ ในทุกมณฑลทหารบก แต่กรณีการทำร้ายร่างกายในนามของการซ่อมวินัยจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตก็ยังคงปรากฏให้เห็น

[แพทย์และอวัยวะที่หายไป?]

สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวยังคาใจ นั่นคืออวัยวะภายในที่หายไปของภคพงศ์ หลังครอบครัวได้รับร่างแล้วนำไปชันสูตรรอบที่ 2 จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (นิติเวช) โรงพยาบาลธรรมศาสตร์

แม้ภายหลังแพทย์จากศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าจะออกมาระบุว่าทางสถาบันเป็นผ่าผู้เก็บไว้เพื่อตรวจชันสูตร และพนักงานสอบสวนได้นำอวัยวะที่หายไปมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

แต่ผลปรากฏว่าเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 สมณ์ พรหมรส ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ออกมาเปิดเผยว่า ผลตรวจ DNA ของอวัยวะจากคณะแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี “พบว่าเนื้อเยื่อจากอวัยวะต่างๆ มีสารพันธุกรรมในปริมาณและคุณภาพที่ไม่เหมาะสมในการตรวจวิเคราะห์ ทำให้ไม่สามารถระบุรูปแบบสารพันธุกรรม เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าเป็นของบุคคลใดได้”

เนื่องจากอวัยวะหลายส่วนที่ถูกส่งมาได้ผ่านการดองน้ำยาฟอร์มาลีนจนเสื่อมสลาย จนไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าอวัยวะดังกล่าวใช่ของภัคพงศ์หรือไม่ และส่งผลต่อการที่ไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงได้ แม้ว่าจะมีผลการชันสูตรร่างกายที่พบว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงการตั้งข้อสังเกตของครอบครัวว่า เพราะเหตุใดตำรวจออกหมายเรียกนายแพทย์คนแรกที่ผ่าตัดภายหลังครอบครัวแจ้งความถึงสองครั้ง แต่กลับไม่ยอมออกหมายจับ ทั้งที่นายแพทย์คนนี้ไม่ไปพบพนักงานสอบสวน แต่ภายหลังมีข้อมูลว่าแพทย์รายดังกล่าวเพิ่งไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเมื่อไม่นานมานี้

[สำนวนตำรวจพลิก?]

อีกหนึ่งสถาบันที่ต้องกล่าวถึงนอกจากสถาบันทหารแล้ว ยังจำเป็นต้องกล่าวถึงสถาบันตำรวจ ผู้มีหน้าที่ในการ ‘สอบสวน’ และทำความเห็นพร้อมสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

โดยคดีดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 สำนวน สำนวนแรกเป็นเรื่องการธำรงวินัยในเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรบ้านนา จังหวัดนครนายก

ส่วนอีกสำนวนเป็นเรื่องการชันสูตรพลิกศพ อยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

ในสำนวนแรกพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องเมื่อปี 2561 ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีตามมาตรา 295 ของประมวลกฎหมายอาญาและมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม

แต่สำนวนที่ 2 เพิ่งมีรายงานภายหลังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม โดยการให้สัมภาษณ์ของครอบครัว สุกัญญาผู้เป็นแม่เล่าว่ามีการเรียกครอบครัวไปฟังผลการชันสูตรร่างกายของทางสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก โดยไปพบ นพ.สุรณรงค์ ศรีสุวรรณ ผู้อำนวยการกองนิติวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และทราบว่าการเสียชีวิตเป็นอย่างไร

สุกัญญาเล่าทั้งน้ำตาด้วยความอัดอั้นว่า “แต่สุดท้ายสำนวนกลับพลิก รู้ไหมว่าตำรวจเจ้าของสำนวนมาพูดกับพี่ว่าไง…คุณแม่เข้าใจผมนะ ลูกผมยังเล็ก ผมยังไม่อยากตาย”

หากสิ่งที่ผู้เป็นแม่สะท้อนออกมาเป็นเรื่องจริง ย่อมต้องตั้งคำถามไปยังกระบวนการทำสำนวนของตำรวจว่ามีผู้ใดแทรกแซงจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และทำให้ยังไม่ปรากฏการดำเนินคดีตามมาตรา 290 ของประมวลกฎหมายอาญา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...