โตนอกกรอบสไตล์ซีอีโอเจน Z แห่ง 'LA GLACE' ปั้นธุรกิจ 8 ปีทะยานพันล้าน
จากความชอบใช้ใจและพลังความมุ่งมั่นเกินล้าน นำพาแบรนด์ก้าวสู่อันดับต้นๆ ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ใช้เวลาเพียง 8 ปี ก้าวสู่ซีอีโอสร้างยอดขายระดับ 400 ล้านบาท และกำลังทะยานถึง 1,000 ล้านบาทในปี 2568
เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ทิวาทัพพ์ ธรารักษ์อนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ความงาม ลา-กลาส (LA GLACE) กล่าวว่า แบรนด์ก่อตั้งมาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว สามารถสร้างผลประกอบการเติบโตรวดเร็ว 1,000% ในปี 2566 และเติบโตต่อเนื่องในปี 2567 ด้วยรายได้ 420 ล้านบาท สร้างกำไรสุทธิรวม 37.7 ล้านบาท ท่ามกลางตลาดความงามของไทยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ที่มีการแข่งขันรุนแรง หรือ เรดโอเชียน มาโดยตลอด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มาจากการวางตำแหน่งแบรนด์ ลา-กลาส (LA GLACE) ให้เป็น Underground beauty makeup หรือ ความสวยแบบที่ไม่มีกรอบ! หรือ การแต่งหน้าแบบเฉพาะกลุ่มในสไตล์ตัวเอง กลายเป็นแบรนด์แมส (Mass) จากที่เคยเป็น นิช มาร์เก็ต (Niche Market) พร้อมมุ่งนำเสนอภาพลักษณ์ของแบรนด์เจาะกลุ่มเป้าหมาย เจน Z ให้เกิดพลังความมั่นใจ และสร้างวัฒนธรรมการดูแลผิว การแต่งหน้า เพื่อร่วมเป็นผู้นำเทรนด์ (Trendsetter) ในตลาดความงามของไทย
“แบรนด์เคยสะดุดในช่วง 3 ปีแรก ช่วงเวลาธุรกิจกำลังไปได้ดี มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเราเก่งที่สุดในโลก แต่เกิดปัญหาสินค้าลิปสติกผลิตไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการและแพ็กเกจจิ้งเกิดปัญหา ทำให้ล็อตที่ลงทุนผลิตมูลค่าร่วม 20 ล้านบาท ขาดทุนทันที ต่อมาถูกดรามาในโซเชียลว่าสินค้าแพง ทั้งที่กลุ่มลูกค้าหลัก คือ นักศึกษา จึงเกิดความคิดอยากล้มเลิก เราบินอย่างราชา ล้มอย่างหมา เรามาชำแหละตัวเอง มองทุกความผิดพลาดมีโอกาสใหม่เสมอ ให้เราเรียนรู้และพัฒนาได้ ทำอย่างละเอียดและค่อยๆ แก้ไข”
พร้อมกันนี้ได้มุ่งทำการตลาดในรูปแบบดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เป็นเครื่องหลักในการนำเสนอสินค้ากลุ่มใหม่สู่กลุ่มเป้าหมาย เจน Z พร้อมการใช้ระบบ ไลฟ์ (Live) ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะ ติ๊กต๊อก (TikTok) และการทำAffiliate Marketingที่มีตัวแทนร่วมทำตลาดจำนวนถึง 1.4 แสนคนทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันบริษัทมุ่งเน้นการใช้ระบบเทคโนโลยีหลังบ้านที่วางระบบไว้ให้มีความแข็งแกร่ง ทั้งการนำดาต้าและจับกระแสต่างๆ มาร่วมนำเสนอสินค้า จึงทำตลาดได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าต่างๆ สร้างกระแสไวรัลและปิดยอดขายได้ในระดับสูง
อีกปัจจัยสำคัญคือ ทีมงานที่มีอยู่กว่า 60 คน อายุเฉลี่ย 24-25 ปี ถึง 90% โดยบริษัทเน้นคัดเลือกพนักงานที่มีความใจรักในการทำงาน และมีพลังในการร่วมมือผลักดันแบรนด์ให้เติบโต
“ที่ผ่านมา เจน Z ถูกดรามา เป็นเด็กดื้อและไม่อดทนในการทำงาน แต่บริษัทเน้นค้นหา สแกนในกลุ่มเด็กดื้อ มุ่งเลือกคนบ้าๆ คนดิบๆ และ เถื่อนๆ เข้ามา เพราะเป็นกลุ่มที่มีพลังไดร์ฟมหาศาล เนื่องจากถือเป็นแบรนด์ใหม่ ต้องใช้แรงใจมหาศาล อีกทั้งคนรุ่นใหม่ยังสามารถนำเสนอไอเดียใหม่ อะไรที่ดีสำหรับบริษัทและมุ่งเน้นไปในทางนั้น”
สำหรับผลิตภัณฑ์ฮีโร่โปรดักส์ บลัชดำ ได้มีการขยายไปสู่สินค้าใหม่ โทนเนอร์ แพด แผ่นบำรุงผิวหน้าก่อนแต่งหน้า สร้างกระแสฟีเวอร์จากการไลฟ์ครั้งแรก 4 ชั่วโมง สร้างยอดขายกว่า 31 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีสินค้ารวม 80 รายการ จาก 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เมคอัพ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (สกินแคร์) และมาร์คชีส (Mask sheet) คาดว่าในสิ้นปีนี้จะเพิ่มสินค้าใหม่อีก 20 รายการ อีกทั้งวางแผนนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามในทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายขยายให้ครอบคลุม 1,000 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 150 แห่ง เนื่องจากบริษัทได้รับการติดต่อจากร้านค้าปลีกต่างๆ ให้นำสินค้าเข้าไปทำตลาดจำนวนมาก
ทั้งนี้ บริษัทวางแผนไว้ว่าจากการทำตลาดและขยายแบรนด์ รวมถึงเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า จะทำให้ผลประกอบการในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท พร้อมสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBIDA) 10% โดยประเมินผลประกอบการจะขยายตัวถึงระดับ 2,000 ล้านบาท ในปี 2571 และนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมระบบโครงสร้างภายในให้มีความแข็งแกร่ง และการเตรียมความพร้อมขยายธุรกิจเครื่องสำอางสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงการขยายธุรกิจด้วยรูปแบบการเข้าไปซื้อบริษัทเครื่องสำอาง หรือลงทุนสร้างโรงงาน ไปจนถึงการเป็นพาร์ทเนอร์ของโรงงานผลิตเครื่องสำอาง
“การเป็นซีอีโอ เจน Z มีความยากที่ชั่วโมงบินและประสบการณ์ ทำให้เราทั้งสองคน ศึกษาหาความรู้ อ่านหนังสือ ลงคอร์สต่างๆ เยอะมาก มีเมนเทอร์เยอะมาก เพราะการที่มีอายุ 28 ปี ต้องการมีทางลัด ให้ความรู้สึกเหมือนปู่ฤๅษี ที่มีความรู้ระดับ 100 ปี เพราะอยากให้บริษัทโตที่มาจากความพยายามและวิชั่นของผู้นำ”
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปัจจุบันบริษัทมีการว่าจ้างโรงงานในไทยให้ผลิตสินค้ารวม 5 แห่งทั้งใน กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และ นครปฐม ส่วนยอดผู้ติดตามผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ของบริษัทจำนวนกว่า 1.5 ล้านคน