โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Meta พิจารณายุติโอเพนซอร์ส หันพัฒนา AI ระบบปิด หลังหารือแล็บ Superintelligence

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 22.19 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 05.19 น.

Meta บริษัทแม่ของ Facebook กำลังทบทวนนโยบายสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หลังจากที่ใช้แนวทางโอเพนซอร์สมาโดยตลอด โดยมีรายงานว่าแล็บ Meta Superintelligence ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นไม่นานนี้ ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการหันไปพัฒนาเอไอแบบปิด (Closed model) ที่ไม่เปิดเผยซอร์สโค้ดต่อสาธารณะ

Behemoth สะดุด Meta ชะลอการเปิดตัว

The New York Times อ้างอิงแหล่งข่าวจากบุคคลใกล้ชิดการประชุมระดับผู้บริหารของ Meta ระบุว่า โมเดลเอไอตัวล่าสุดที่ชื่อ “Behemoth” ซึ่งบริษัทได้พัฒนาและฝึกสอนข้อมูลจนแล้วเสร็จ กำลังถูกชะลอการเปิดตัว หลังจากประสิทธิภาพภายในไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันทีมวิจัยที่เคยดูแล Behemoth ได้หยุดการทดสอบเพิ่มเติม นับตั้งแต่มีการจัดตั้งแล็บ Superintelligence เมื่อเดือนมิถุนายน

เดิมที Behemoth เคยวางแผนจะเปิดเป็นโอเพนซอร์สให้สาธารณะเข้าถึงได้ แต่เนื่องจากปัญหาประสิทธิภาพภายใน จึงยังไม่สามารถเปิดตัวต่อสาธารณะได้ และขณะนี้ทิศทางใหม่ที่กำลังถูกร่างขึ้นในห้องประชุม กลับชี้ไปในทางพัฒนาโมเดลแบบปิดที่ไม่เปิดเผยข้อมูลเบื้องหลัง

Behemoth เป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับ Frontier model หรือ “โมเดลแนวหน้า” ซึ่งหมายถึงระบบเอไอที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ล้ำหน้าที่สุด และทรงพลังที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง โดยออกแบบมาให้สามารถรองรับงานที่ซับซ้อนระดับสูง

เช่น การวิเคราะห์เชิงเหตุผล การเขียนโค้ด การสนทนาแบบมนุษย์ หรือแม้แต่การวางแผนในระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งโมเดลกลุ่มนี้มักเป็นตัวแทนการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มุ่งสร้างเอไอที่เข้าใกล้ระดับ Superintelligence มากที่สุด

ดังนั้น Behemoth จึงไม่ใช่เพียงโมเดลเอไอทั่วไป แต่เป็นความพยายามในการก้าวขึ้นมาเทียบชั้นกับโมเดลอย่าง GPT-4 ของ OpenAI, Gemini ของ Google หรือ Claude ของ Anthropic แต่การชะลอการเปิดตัว Behemoth อาจสะท้อนถึงความท้าทายเชิงเทคนิคหรือความไม่พร้อมด้านกลยุทธ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ Meta เอง

เปลี่ยนโครงสร้าง เดินหน้า Superintelligence

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายบทบาทของ อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Scale ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายเอไอคนใหม่ของ Meta หลังจากบริษัทลงทุนกว่า 14.3 พันล้านดอลลาร์ เข้าถือหุ้น 49% ใน Scale และดึงทีมงานระดับสูงจากบริษัทดังกล่าวเข้าร่วมในแล็บใหม่

Meta Superintelligence Labs ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาเอไอที่สามารถทำงานได้เหนือความสามารถของสมองมนุษย์ หรือที่เรียกว่า Superintelligence ซึ่งถือเป็นเป้าหมายระยะยาวของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กซีอีโอของ Meta

หวัง ได้จัดตั้งทีมวิจัยขนาดเล็กที่ประกอบด้วยนักวิจัยชั้นนำและอดีตผู้บริหารจาก GitHub โดยมีสำนักงานอยู่ใกล้กับห้องทำงานของซักเคอร์เบิร์กที่สำนักงานใหญ่ใน Menlo Park พื้นที่ของทีมหวังอยู่แยกจากโครงสร้างเดิม และใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุด ซึ่งแยกออกจากทีมพัฒนาเอไอหลักของ Meta อย่างชัดเจน และดำเนินงานภายใต้ความลับขั้นสูง

สัญญาณแรงกระเพื่อมภายในองค์กร

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หวัง ได้จัดประชุมกับพนักงานเอไอของ Meta ราว 2,000 คน โดยระบุว่าทีมงานของเขาจะดำเนินการอย่างเป็นอิสระและมุ่งพัฒนาเอไอขั้นสูงเป็นหลัก แม้ยังไม่ให้คำตอบชัดเจนว่า Meta จะเดินหน้ากับโมเดลแบบปิดเต็มรูปแบบหรือไม่

นอกจากนี้แล้ว มีรายงานว่า หลังช่วง Vesting ในเดือนสิงหาคม อาจมีพนักงานบางส่วนทยอยลาออก หลังไม่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ทีมใหม่ของหวัง ก่อนหน้านี้ Meta ประสบความท้าทายหลายด้านในสายงานเอไอทั้งการบริหารภายใน ความไม่ต่อเนื่องของทีม และผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด

เอไอกลายเป็นสินทรัพย์ทางอำนาจ ไม่ใช่สาธารณะสมบัติ

แนวทางโอเพนซอร์สที่ Meta เคยใช้มาโดยตลอด ทำให้โมเดลเอไอของบริษัทมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีเอไอทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีทรัพยากรมหาศาล เช่น บริษัทจีนอย่างDeepSeek ซึ่งสามารถพัฒนาแชตบอตขั้นสูงโดยใช้โค้ดจาก Meta เป็นฐาน

แม้ Meta ยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะละทิ้งโมเดลแบบเปิดทั้งหมดหรือไม่ แต่การเปลี่ยนทิศทางดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เคยอิงอยู่บนฐานความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ สู่แนวทางที่มุ่งรักษาอำนาจและทรัพยากรไว้ในมือของบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่แห่ง

หาก Meta ตัดสินใจเปลี่ยนจากแนวทางโอเพนซอร์สไปสู่โคลสซอร์ส จะถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงปรัชญาและยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่เอไอกลายเป็นเครื่องมือหลักในแผนธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก การควบคุมทรัพยากร ข้อมูล และการเข้าถึงจึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ไม่ต่างจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจในอดีต

Meta เป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งที่เคยสนับสนุนการพัฒนาเอไอแบบเปิด โดยอียาน เลอเกิง นักวิจัยเอไอระดับโลกของบริษัทเคยกล่าวไว้ว่า “แพลตฟอร์มที่ชนะในระยะยาวคือแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง”

ซักเคอร์เบิร์กเองก็เคยแสดงจุดยืนว่า Meta จะไม่เปิดเผยทุกอย่างเสมอไป โดยกล่าวไว้ในพอดแคสต์เมื่อปี 2024 ว่า “เราสนับสนุนโอเพนซอร์สอย่างชัดเจน แต่ผมไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะเปิดทุกสิ่งที่เราทำ”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแนวยุทธศาสตร์ยังอยู่ในขั้นหารือภายใน ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือประกาศอย่างเป็นทางการ

อ้างอิง: The new york times

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...