โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ประพันธ์” เจาะลึกตลาด “LiVEx” ทางรอดธุรกิจ SE สู่การระดมทุนง่ายขึ้น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 10.21 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายประพันธ์ เจริญประวัติผู้ช่วยผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา “สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานรากสู่ความยั่งยืน ปีที่ 2”(The 2nd Multilateral Collaboration for Sustainability: Continuing the Impact) ในหัวข้อ “บทบาทของตลาดทุนกับการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคม” ว่า ปัจจุบันบทบาทของตลาดทุนไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระดมทุนสำหรับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ให้สามารถเติบโต ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

โดยหนึ่งในความเข้าใจผิดที่สำคัญคือการมองว่า “การทำเพื่อสังคมเป็นภาระ”ทั้งที่แท้จริงแล้ว คนไทยจำนวนมากมีความตั้งใจจะทำสิ่งดี ๆ เพียงแต่ยังขาด “จุดเริ่มต้น” และโมเดลที่สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ในฐานะ “แพลตฟอร์มกลาง” จึงมีหน้าที่สำคัญในการเชื่อมโยงทุน องค์ความรู้ และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อทำให้โมเดล “การทำดี” นั้นเวิร์กในเชิงธุรกิจและสังคมไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ตลท.ได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนที่ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ Education Platform ระบบเรียนรู้ฟรีออนไลน์ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็สามารถเข้าถึงความรู้ด้านธุรกิจตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงการเตรียมตัวเข้าตลาดทุน รวมกว่า 1,000 คอร์ส, Scaling Platform สำหรับประเมินศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจในด้านการเงิน การควบคุมภายใน และการจัดการความเสี่ยง รวมถึง Legal Tools อาทิ สัญญามาตรฐานที่สามารถดาวน์โหลดและใช้งานฟรีโดยไม่ต้องจ้างทนายความ ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดให้ทั้งผู้ประกอบการทั่วไปและ SE ใช้งานได้จริง

นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับตลาด LiVE Exchange ซึ่งเปิดตัวเมื่อ 3 ปีก่อน ถือเป็นการปฏิวัติโครงสร้างตลาดทุนไทย โดยเปิดโอกาสให้บริษัทที่ยังไม่มีกำไรก็สามารถเข้าจดทะเบียนและระดมทุนได้ ด้วยเกณฑ์ที่ผ่อนคลาย ค่าใช้จ่ายต่ำ และใช้ระยะเวลาดำเนินการสั้น ปัจจุบันมี 8 บริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการนวัตกรรม แต่การเฟ้นหาธุรกิจที่เหมาะสมยังเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในกลุ่ม SE ที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้านและโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

พร้อมย้ำอีกว่า SE ไม่ควรมุ่งเพียงสร้าง “ภาพลักษณ์ดี” หรือการทำเพื่อสังคมที่เป็นเพียงกิจกรรม แต่ต้องสร้างสินค้าและบริการที่ “ตอบโจทย์ตลาด” อย่างแท้จริง โดยต้องเริ่มจากการมี Product หรือ Service ที่มีคุณภาพ จากนั้นจึงใช้การตลาด (Marketing) เชื่อมโยงสู่ตลาด และสุดท้ายคือการขยายด้วยการระดมทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์พร้อมสนับสนุนในทุกขั้นตอนผ่านเครื่องมือที่พัฒนาไว้แล้ว

นอกจากนี้ นายประพันธ์ ยังยกตัวอย่างกรณีของบริษัทในตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) แห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจ Call Center โดยใช้แรงงานจากผู้ต้องขังกว่า 160 คน คิดเป็น 48% ของพนักงานทั้งหมด ถือเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างโอกาสและคุณค่าให้กลุ่มเปราะบาง และยังเตรียมแยกกิจการนี้เป็นบริษัทใหม่ในรูปแบบ SE เพื่อต่อยอดความยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับมุมมองด้านสังคม นายประพันธ์กล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของปัญหาระดับประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งหากสามารถพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสุขภาพของประชาชน

นายประพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความรู้” คือรากฐานสำคัญในการสร้าง SE ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาคสังคมเข้าร่วมสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดทุนที่ไม่ใช่แค่เพื่อผลกำไร แต่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...