ยุทธจักรเทพยุทธ์
ข้อมูลเบื้องต้น
อาณาจักรจิ่วโจวที่ประกอบด้วยหลายแคว้นมีดินแดนอันไกลโพ้นแห่งหนึ่ง
เป็นที่รวมกันของจ้าวยุทธผู้มีพรสวรรค์และความสามารถ
ณ ที่แห่งนั้นมีภูเขาร้างที่เต็มไปด้วยอสุรกายมากมาย
.
.
ข้างๆภูเขาลูกนั้นมีเมืองเล็กๆที่ชื่อว่าเมืองสือเฉิง
ที่นั่นเป็นสถานที่ของบุรุษผู้หนึ่งที่มีพลังในการพลิกลิขิตแห่งสวรรค์
สร้างชะตาชีวิตด้วยตัวเอง
╔═══════════════════════════════════════════╗นิยายยุทธจักรเทพยุทธ์
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :逐浪(Zhulang)
ประพันธ์โดย :禹枫(Yu Feng) l แปลภาษาไทยโดย : หมุยอิม(Mui Im)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย: Glory Forever Co.,LTD(Kawebook)
╚═══════════════════════════════════════════╝
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
เล่มที่ 1 ตอนที่ 1 คุณชายน้อยจอมทึ่ม
“นานทีมีหน ในที่สุดบ้านสกุลตู้ก็รับสมัครองครักษ์แล้ว”
“ขณะนี้บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์จากภายนอกยี่สิบกว่าคน คุณสมบัติคือต้องมีอายุสิบหกปีบริบูรณ์ขึ้นไป ร่างกายแข็งแรงกำยำ”
“องครักษ์ของบ้านสกุลตู้ได้รับเงินค่าจ้างสิบเสวียน1 ทุกเดือน หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ห้าสิบเสวียน สวัสดิการถือว่าดีกว่าบ้านสกุลอื่นมาก”
“บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์ นับเป็นโอกาสที่ดี หากได้เข้าไปเป็นองครักษ์ในบ้านสกุลตู้ ไม่แน่อาจได้ฝึกวิทยายุทธของบ้านสกุลตู้ด้วย พอถึงตอนนั้นถึงเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆ อย่างแท้จริง บ้านสกุลตู้ไม่ค่อยรับสมัครองครักษ์ นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก”
ในเมืองสือเฉิง ถนนหนทางมีผู้คนคึกคัก เหล่าบุรุษร่างกายกำยำสวมชุดจอมยุทธท่าทางแกร่งกล้า ออกมาติดประกาศสีแดงบนกำแพง ทันใดก็มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามารุมล้อมหน้ากำแพงทั่วสารทิศ กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่
เหล่าบุรุษร่างใหญ่ผู้แกร่งกล้าเหล่านั้น นำด้วยชายรูปร่างกำยำล่ำสันที่ขี่ม้าพันธุ์ดีแข็งแรงรูปร่างงามสง่า บนหัวม้ามีนอคู่ ทั้งลำตัวเป็นสีแดงเข้ม บุรุษผู้นี้ดูมีอำนาจบารมีที่ทำให้คนอื่นรู้สึกกดดันอย่างไร้สาเหตุ เขามองไปทางบรรดาฝูงชนที่เข้ามารุมล้อมและกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าบ้านสกุลตู้จะเปิดรับสมัครองครักษ์จากภายนอก ขอเพียงสามารถดวลสามกระบวนท่ากับลูกหลานของบ้านสกุลตู้ข้าแล้วชนะได้ ก็จะสามารถเป็นองครักษ์ สามารถโจมตีหรือดวลเสมอกับทายาทวัยเยาว์ของบ้านสกุลตู้คนใดคนหนึ่งได้ ก็สามารถกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ จำนวนที่รับยี่สิบคน มาก่อนได้โอกาสก่อน”
ความภาคภูมิใจและหยิ่งทะนงเผยออกมาจากแววตาที่เฉียบคมของบุรุษร่างใหญ่ที่อยู่บนยอดม้า สถานะของบ้านสกุลตู้ในเมืองสือเฉิงไม่ใช่เล่นๆ การได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านสกุลตู้ ก็ต้องรู้สึกภาคภูมิใจกว่าคนทั่วไปเป็นธรรมดา
พอพูดจบ บุรุษร่างกายกำยำเหล่านั้นก็หันหลังกระโดดขึ้นหลังม้า โดยมีผู้นำขี่นำข้างหน้าและคนอื่นๆ เรียงแถวด้านหลัง จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ จากนั้นก็เคลื่อนตัวจากไปทันที สร้างความเอิกเกริกให้แก่บริเวณนั้น
“คนที่ขี่ม้าเหงื่อโลหิตที่อยู่ข้างหน้าคือรองแม่ทัพของบ้านสกุลตู้ ตู้ฉี ลือกันว่าเขาฝึกฌานได้ถึงขั้นเบิกนภาแล้วด้วย”
“หากข้าฝึกถึงขั้นเบิกนภาได้ก็คงดี จะได้ใช้ชีวิตในเมืองสือเฉิง อยากทำอะไรก็ทำได้ไม่มีปัญหา ดูสิต่อไปจะยังมีใครกล้ามาแหย็มกับข้าอีก”
“เจ้าไปไหว้พระเจ้าไหว้เจ้าขอพรเยอะๆ ก่อนเลย ขอให้เจ้าผ่านการทดสอบของวันพรุ่งนี้ได้เป็นองครักษ์บ้านสกุลตู้ ลูกหลานของบ้านสกุลตู้แม้อายุไม่มากนัก ทว่าแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งสุดๆ เกรงว่าคนที่รับสามกระบวนท่าของเขามีไม่เยอะหรอก ขั้นเบิกนภาหรือ เจ้ากลับไปนอนฝันก่อนไป ขั้นสูงขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าใครอยากฝึกก็สำเร็จได้หรอก”
“เหอะๆ พรุ่งนี้ข้าต้องกลายเป็นองครักษ์บ้านสกุลตู้ให้จงได้”
ในกลุ่มฝูงชนที่รุมล้อม มีบุรุษตัวกำยำสูงใหญ่ หนวดเฟิ้มรกรุงรังเต็มใบหน้า สีผิวดำคล้ำ ส่งรอยยิ้มน่าฉงนให้คน รอบข้างคนอื่นๆ พูดด้วยเสียงต่ำว่า “ข้าแอบบอกอะไรพวกเจ้า หากได้เป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ จะสามารถฝึกวิทยายุทธกระบวนท่าของบ้านสกุลตู้ อาจมีโอกาสแม้กระทั่งได้เป็นคนของบ้านสกุลตู้เลยด้วยซ้ำ”
“นี่เจ้าดำ คงไม่ได้หลอกพวกเราหรอกนะ หัวหน้ากลุ่มองครักษ์มีสิทธิ์ฝึกวรยุทธกระบวนท่าของบ้านสกุลตู้ด้วยหรือ” ทันใดนั้น ผู้คนรอบข้างต่างก็ประหลาดใจกันใหญ่ พร้อมกับแสดงแววตาที่เปี่ยมล้นด้วยความอิจฉา
ชายผิวดำคนนั้นทุบหน้าอกและพูดยืนยันว่า “ข้าคือญาติที่มาจากดินแดนที่ห่างไกลของบ้านสกุลตู้ ข้ายังต้องหลอกพวกเจ้าด้วยหรือ”
“โหเจ้า มีญาติของบ้านสกุลตู้มาด้วย งั้นการทดสอบพรุ่งนี้ต้องผ่านแน่ๆ” ผู้คนรอบข้างที่ได้ยิน ต่างแสดงท่าทีอิจฉาชายผิวดำนั่นยกใหญ่
ข่าวการรับสมัครองครักษ์ของบ้านสกุลตู้แพร่กระจายออกไป ชั่วพริบตาเดียวก็เป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน เป็นบ้านสกุลใหญ่ที่เพิ่งรุ่งเรืองได้ไม่นานในเมืองสือเฉิง แต่หลายปีมานี้มีอิทธิพลอำนาจแข็งแกร่งมาก เบียดคว้าตำแหน่งสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองสือเฉิงไปได้ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อีก ดังนั้นทุกการกระทำต้องถูกจับตามองจากผู้คนทั้งเมืองเป็นเรื่องธรรมดา
ยามโพล้เพล้ เมฆและหมอกก่อตัวหนาปกคลุมทั่วท้องฟ้าของเมืองสือเฉิง ดวงอาทิตย์ใกล้จะแตะเส้นขอบฟ้าดุจดั่งลูกไฟที่ใกล้จะมอดดับ แสงสีแดงอ่อนสอดแทรกซอกกลีบเมฆและหมอกผ่านออกมาเป็นเส้นๆ
เมืองสือเฉิงตั้งอยู่ใกล้เทือกเขาอสุรกายในเขตพรมแดนของแคว้น มักพบอสูรออกมาป้วนเปี้ยนอยู่บ่อยครั้ง คนหลากลัทธิหลากอาชีพอยู่ร่วมปะปนกัน สภาพแวดล้อมของเมืองสือเฉิงนี่เองที่เป็นปัจจัยให้ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับวิชาการต่อสู้ ทั้งยังแข็งแกร่งกันสุดๆ ยิ่งกว่านั้นสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ถือเป็นตระกูลแห่งการฝึกฝนวิชายุทธเลยทีเดียว
“กรับๆ!”
มีฝูงยอดม้าวิ่งฉิวมาอย่างไว จนฝุ่นบนถนนลอยตลบอบอวล เป็นการเปิดตัวที่อลังการมาก ตู้ฉี ผู้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพหน่วยองครักษ์ของบ้านสกุลตู้เป็นผู้ขี่ม้าเหงื่อโลหิตนำอยู่ข้างหน้า
ด้านหลังตู้ฉี มีบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งเงยหน้ามองบนท้องฟ้า จากนั้นยิ้มให้กับกลุ่มบุรุษที่อยู่บนม้าข้างๆ เขากล่าวว่า “มาพนันกันไหมว่า วันที่สิบสามเจ้าทึ่มนั่นจะยังอยู่ไหม เงินพนันคนละห้าเสวียนเป็นไง?”
“เจ้าทึ่มนั่นเหมือนว่าจะยิ่งทึ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ คิดว่าก็ยังอยู่นั่นแหละ ข้าพนันว่าเขายังอยู่”
“วันที่สิบสามแล้ว เจ้าทึ่มนั่นน่าจะไม่อยู่แล้วนะ ดูสถิติจากเมื่อก่อนอยู่ได้เพียงสิบวันเอง ข้าพนันว่าไม่อยู่แล้ว”
เงินห้าเสวียนเป็นจำนวนค่าจ้างครึ่งเดือนขององครักษ์ทั่วไป บรรดาบุรุษร่างใหญ่เหล่านี้ต่างรู้สึกสนใจกันมาก ราวกับว่าการพนันแบบนี้ไม่ใช่เกิดเป็นครั้งแรก ต่างล้วงเงินห้าเสวียนออกมาใส่ในมือชายร่างใหญ่คนแรก
“พวกเจ้าทั้งหลายระวังด้วย แม้เขาไม่ใช่คนหลักที่สำคัญของสกุล แถมพฤติกรรมก็ค่อนข้างแปลก แต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนพวกเจ้าล่ะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นนายน้อยของบ้านสกุลตู้ และก็เป็นนายของพวกเจ้า หากวันใดพวกเจ้าโดนลงโทษเพราะเรื่องนี้ ข้าก็คุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้”
ตู้ฉีที่นั่งอยู่บนม้าเหงื่อโลหิต จ้องเหล่าชายร่างใหญ่ตาเขม็งด้วยสีหน้าเข้มงวด
ชายร่างใหญ่ที่เมื่อสักครู่เป็นผู้เริ่มรู้สึกกลัวเล็กน้อย เมื่อรับแรงกดดันจากสายตาอันเคร่งเครียดของตู้ฉี สายตาของเขาเลิ่กลั่ก และยิ้มเจื่อนๆ พร้อมเอ่ยเสียงเบาว่า “รองแม่ทัพ ตอนนี้ทั้งบ้านสกุลตู้ รวมถึงแม้กระทั่งผู้คนในเมืองสือเฉิงเรียกเขาลับหลังกันว่าเจ้าทึ่มทั้งนั้น ยิ่งกว่านั้นเขาก็เป็นคนที่ทั้งไม่ได้ความและก็ทึ่มอยู่แล้ว พวกเราแอบเรียกกันส่วนตัว คงไม่เป็นไรหรอก”
“แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่นายยังไงก็คือนาย ต่อให้เขาไม่ได้ความหรือจะทึ่มอย่างไร เขาก็เป็นผู้มีสายเลือดของบ้านสกุลตู้ พวกเจ้าต้องรู้จักดูสถานะของตัวเองเสียบ้าง มิเช่นนั้นต่อไปอาจต้องซวยเอา” ตู้ฉีจ้องเขม็งใส่พวกชายร่างใหญ่เหล่านั้น
“รับทราบแล้วขอรับ ท่านรองแม่ทัพ”
พวกชายร่างใหญ่ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนกัน ต่างคนต่างพยักหน้า ที่รองแม่ทัพพูดมีเหตุผล พวกเขาต่างก็เข้าใจกันดี
ตู้ฉีเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้น สีหน้าที่เคร่งเครียดก็คลายลง เขาหันหน้าไปข้างๆ ตะโกนหยอกล้อว่า “ห้าเสวียนใช่ไหม งั้นข้าลงด้วยห้าเสวียน ข้าพนันว่าท่านนั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น”
“ฮ่าๆ ท่านรองแม่ทัพก็วางเงินเดิมพันด้วย”
พอท่าทีรองแม่ทัพเป็นเช่นนั้น เหล่าชายร่างใหญ่เหล่านั้น ก็รู้สึกผ่อนคลายจากบรรยากาศตึงเครียดเมื่อสักครู่ พวกเขาเร่งม้ากันอย่างไว เพื่อไปดูให้รู้ว่าท่านนั้นของบ้านสกุลตู้ยังอยู่หรือไม่
จวนของสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองสือเฉิง ล้วนก่อสร้างอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ทว่าบริเวณข้างหน้าของด้านข้างประตูใหญ่บ้านสกุลตู้ที่โอ่อ่าหรูหรามีภูเขาร้างอยู่ ทำให้ยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษจนเป็นที่จับจ้องของผู้คน
ภูเขาร้างตรงนั้นจะว่าไปก็แปลก แม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น นกก็ไม่บินผ่าน จะงู หนู มดหรือพวกแมลงอะไรก็ไม่เข้าใกล้ตลอดทั้งปี ราวกับเป็นสถานที่ต้องสาป แม้กระทั่งคนในบ้านสกุลตู้ก็มองว่าเป็นสถานที่อัปมงคลสมควรหลีกเลี่ยง
ว่ากันว่าทีแรกประตูหน้าของบ้านสกุลตู้หันหน้าเข้าใกล้เนินภูเขาลูกนั้นมาก แต่เพราะมีสถานที่อัปมงคลนั่นอยู่ คนของบ้านสกุลตู้จึงคะยั้นคะยอให้เปลี่ยนทิศประตูหลักไปข้างหน้ามาสิบปีกว่าแล้ว
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บ้านสกุลตู้ที่แต่เดิมเป็นเพียงสกุลสายสามก็เริ่มผงาดขึ้นมามีอิทธิพลในเมืองสือเฉิง เรื่องนี้ทำให้ผู้คนยิ่งเชื่อว่าภูเขาร้างลูกนั้นเป็นสถานที่อัปมงคล ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้มันยิ่งขึ้นไปอีก
ภูเขาร้างดั่งสถานที่แห่งความตาย ไร้หญ้าสีเขียว สายน้ำแห้งเหือด บนพื้นมีแค่หินและทราย
บนภูเขาร้างกลับมีแท่นศิลาครึ่งแท่นตั้งตระหง่านอยู่ แท่นศิลาครึ่งที่เหลือก็น่าจะถูกฝังอยู่ในภูเขาร้าง
แท่นศิลาครึ่งแท่นตั้งเด่นอยู่บนภูเขาร้างมีขนาดใหญ่มโหฬาร น่าจะสูงถึงสามจั้ง2 เลยทีเดียว ทั้งแท่นมีรอยด่าง ไม่รู้ว่าสร้างมานานกี่ปีแล้ว ที่แน่ๆ คือบ้านสกุลตู้ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าแท่นศิลานี้มีมานานแค่ไหนแล้ว แต่เล่าลือกันว่า แท่นศิลานั้นมีมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลแล้ว
อาจเพราะแท่นศิลาถูกสร้างมานานหลายปีแล้ว พื้นผิวบนแท่นศิลาจึงมีรอยแตกขูดขีดกระจายอยู่ทั่ว
คนในบ้านสกุลตู้ไม่ได้สนใจแท่นศิลานั้นอีก และยิ่งกว่านั้นแท่นศิลาก็อยู่บนภูเขาร้างอัปมงคลนั่นอีก ดังนั้นแทบจะไม่มีผู้ใดไปสนใจมัน
ได้ยินว่าเคยมีผู้แกร่งกล้าเข้าไปตรวจสอบแท่นศิลานั้นแล้ว พบว่าเป็นแท่นศิลาที่แสนจะธรรมดา ไม่มีความพิเศษใดๆ เลยสักนิด
ทว่าแท่นศิลาก็มีเรื่องพิเศษอยู่นิดหน่อย เมื่อครั้นที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองครั้งนั้นที่ผ่านมายังไม่เกินสิบปี ตู้เซ่าฝู่ คุณชายน้อยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากบ้านสกุลตู้ ขณะที่เขายืนเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าแท่นศิลานั้น ก็มีสายฟ้าผ่าลงมาที่แท่นศิลา ปรากฏว่าแท่นศิลาไม่เป็นอะไร ตู้เซ่าฝู่ที่ยืนอยู่หน้าแท่นศิลากลับสลบเหมือดเพราะฟ้าผ่าถึงสามวันสามคืนจึงฟื้น
“โธ่ เจ้าทึ่ม…ท่านผู้นั้นยังอยู่อีกหรือ นี่ก็วันที่สิบสามแล้วนะ”
“ค่าจ้างครึ่งเดือนต้องเสียให้กับเงินพนันไปเสียแล้ว วันที่เหลือของเดือนนี้คงใช้ชีวิตลำบากแล้วสิทีนี้ พอถึงตอนนั้นต้องให้ข้ายืมเงินไปใช้ดำรงชีพยามฉุกเฉินด้วยล่ะ”
ถึงเวลาอาทิตย์อัสดง ขณะเดียวกันที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านสกุลตู้ กลุ่มบุรุษกำยำล่ำสันจ้องมองเงาเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่อยู่หน้าแท่นศิลาบนภูเขาร้างจากที่ไกลๆ ด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ บ้างก็สีหน้าดีใจ บ้างก็สีหน้าผิดหวัง
คนที่พนันชนะก็ดีใจ คนที่แพ้ก็ต้องเสียเงินห้าเสวียน จะเซ็งก็เป็นเรื่องปกติ
ใครจะรู้ว่าคนที่ทั้งบ้านสกุลตู้มองว่าเป็นจอมทึ่ม คราวนี้กลับทำลายสถิติเดิมได้ เขายืนอยู่หน้าแท่นศิลานั้นไม่หลับไม่นอนตั้งสิบสามวัน
“ไปเถิด ฟ้าจะมืดแล้ว พรุ่งนี้นายน้อยกับคุณหนูหลายท่านต้องไปร่วมการทดสอบในงานรับสมัครองครักษ์อีก จะให้เกิดข้อบกพร่องใดๆ ไม่ได้”
ตู้ฉีเบนสายตาออกมาจากแท่นศิลา แอบถอนหายใจเบาๆ พรุ่งนี้รับสมัครองครักษ์ จุดประสงค์จริงๆ เพื่อฝึกฝีมือลูกหลานของบ้านสกุลตู้ด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพียงแต่ท่านนั้นที่อยู่บนภูเขาร้าง แม้ว่าเขาก็เป็นคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้ แต่การฝึกฝีมือพรุ่งนี้ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย และเกรงว่าจะไม่เกี่ยวตลอดไป แม้มีศักดิ์เป็นถึงคุณชายน้อย แต่ก็แตกต่างกับคุณชายน้อยและคุณหนูคนอื่นโดยสิ้นเชิง
“เจ้าทึ่มนั่นยังยืนอยู่ตรงนั้นอยู่เลย วันที่สิบสามแล้วนี่ นับวันยิ่งทึ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“ได้ยินมาว่าเชิญหมอชื่อดังมารักษาตั้งหลายท่านแล้ว กลับไม่ได้ผลเลยสักนิด คงรักษาไม่ได้แล้วล่ะ”
นอกบ้านสกุลตู้ พวกบ่าวและสาวใช้ผ่านไปผ่านมาแหงนมองไปที่ภูเขาร้างอยู่บ่อยๆ ต่างถอนหายใจแสดงสีหน้าว่ารู้สึกเสียดาย ได้เกิดมาเป็นคุณชายน้อยทั้งที ควรได้มีชีวิตหรูหราสุขสบาย แต่กลับต้องมาเป็นจอมทึ่มเช่นนี้
ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ ค่อยๆ เลยเวลาโพล้เพล้ไป ยังเห็นสีแดงระเรื่อจางๆ ที่พระอาทิตย์อัสดงทิ้งเอาไว้ เป็นแสงจางๆ สุดท้ายก่อนดับหายไป จากนั้นผืนฟ้าและแผ่นดินก็มืดมิดลง
ข้างหน้าแท่นศิลา มีบุรุษหนุ่มสวมชุดสีม่วงดูมีสง่าราศีนั่งขัดสมาธิอยู่ ดูแล้วอายุน่าจะประมาณสิบห้าสิบหกปี มีใบหน้าละอ่อน คิ้วดกหนาคมเข้ม ดูแล้วมีความอดทนและตั้งมั่นมากกว่าคนอายุเท่ากัน ตาสองข้างของเขาปิดอยู่
ชายหนุ่มคนนี้ชื่อตู้เซ่าฝู่ หน้าตากิริยาดูไม่เลว หากไม่ใช่คนในเมืองสือเฉิง คงจินตนาการไม่ออกว่าเหตุใดจึงถูกคนอื่นเรียกว่าเจ้าทึ่ม
บนท้องฟ้าสีครามในยามรัตติกาล เหล่าดวงดาราค่อยๆ ปรากฏพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวซ่อนอยู่บนท้องนภา ดูคล้ายมีดโค้งคมกริบที่สะท้อนใบมีดสีขาวอันบริสุทธิ์
ยามราตรีมีแค่ความเงียบสงัด ทุกคนในบ้านสกุลตู้ต่างกำลังหลับสนิท ไม่มีผู้ใดสนใจชายหนุ่มที่อยู่บนภูเขาร้างต้องสาปนั่นแล้ว
แท่นศิลาโบราณตั้งตระหง่านอยู่ในห้วงแสงจันทร์ ดูแล้วน่าพิศวงอย่างมาก
“โครม!”
ทันใดนั้น รอยแตกขูดขีดบนแท่นศิลาโบราณเริ่มมีแสงเปล่งออกมา รอยแตกแยกออกจากกันขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภูเขาร้างสั่นเบาๆ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ใดเห็น หากเห็นก็คงตะลึงอ้าปากค้างกันแน่
“ครืนๆ”
ในที่สุด แท่นศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านมาหลายปีมีรอยแตกร้าวเป็นทางขึ้นเรื่อยๆ แสงที่ลอดออกมาจากรอยแตกสว่างจ้ายิ่งขึ้น กลายเป็นแสงม่านโอบล้อมกายตู้เซ่าฝู่ จากนั้นแท่นศิลาทั้งแท่นล้มครืนชั่วพริบตา กลายเป็นกองเศษหินบนภูเขา
“ฉึกๆ!”
จากนั้นแสงก็หายไป ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ข้างหน้าแท่นศิลาลืมตาพรึ่บ มีรังสีแผ่ออกมาจากตาทั้งสองรอบทิศทาง เป็นดั่งแสงฟ้าแลบท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลมปราณที่สั่งสมมาจากโบราณพุ่งกระจายมาจากหนุ่มร่างผอมบาง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปสู่บริเวณรอบๆ
“ฟู่!”
พลังปราณมืดพ่นออกมาจากทางปาก ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเล็กๆ อย่างพึงพอใจ เขาค่อยๆ ถอนหายใจยาวออกมา แล้วพูดว่า “ผ่านมาสิบปี ในที่สุดก็ข้าเข้าใจกระบวนวิชาแรกแล้ว!”
******************
1 เสวียน = สกุลเงิน
2 1 จั้ง = 333.33 ซม.
-----------------------------
"รวดเร็วก่อนใคร อ่านตอนใหม่ได้ทันที"
กด 'ติดตาม' ได้ที่นี่ _
พิเศษ !! หากมีผู้ติดตามถึง 5,000 คน
จะมีการแจกตอนฟรีเพิ่มวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 3 วัน
เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ติดตามทุกคน ได้อ่านกันเต็มอิ่มจุใจไปเลย >/\<
เล่มที่ 1 ตอนที่ 2 ท้าประลอง
แสงขาวนวลยามราตรีค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแสด อาทิตย์ทอแสงอุทัยทั่วท้องฟ้าสาดส่องมายังเมืองสือเฉิง
หน้าประตูบ้านสกุลตู้ มีฝูงชนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันอย่างหนาแน่น มีเสียงพูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าวเป็นเสียงพื้นหลัง วันนี้เป็นวันที่บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์ คนที่ต้องการเข้าร่วมเข้าแถวรออยู่หน้าเวทีประลองนานแล้ว แต่ละคนต่างเปี่ยมด้วยความฮึกเหิม ท่าทางกระตือรือร้นอยากเข้าประลอง
ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วม ก็ถือโอกาสมามุงดูเหตุการณ์ เปิดหูเปิดตา เพราะงานที่คึกคักเช่นนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยสักเท่าไร
ณ บ้านสกุลตู้ คนของบ้านสกุลตู้พากันออกมาจากประตูใหญ่ มีองครักษ์จำนวนมากยืนประจำอยู่รอบๆ แม้จะเป็นที่ผู้คนมาชุมนุมกันอย่างคึกคัก ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าก่อเรื่อง
“นั่นมันนายน้อยจอมทึ่มประจำบ้านสกุลตู้คนนั้นนี่ ไปยืนบ้าอยู่บนภูเขาร้างอีกแล้ว”
“แท่นศิลาตรงนั้นหายไปแล้ว แปลกจัง”
ด้านนอกบ้านสกุลตู้ถูกรายล้อมจนแน่นขนัด หลายคนเงยศีรษะไปมองภูเขาร้างที่อยู่ด้านหน้าของประตูข้าง เห็นชายหนุ่มสวมชุดอย่างดีสีม่วง กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ ไม่ต้องคาดเดาเลย คนในเมืองสือเฉิงต่างทราบดีว่านอกจากคุณชายน้อยจอมทึ่มของบ้านสกุลตู้แล้ว ก็ไม่น่าจะมีคนอื่นอีกแล้ว
สิบปีมานี้ เรื่องเล่าขานและชื่อเสียงของตู้เซ่าฝู่ คุณชายชายน้อยจอมทึ่ม เป็นที่รู้จักของชาวบ้านทุกคนมานานแล้ว ไม่มีบ้านไหนที่ไม่รู้ เป็นประเด็นที่ผู้คนมักพูดถึงกันยามว่างนั่งจิบน้ำชา
เอ่ยถึงตู้เซ่าฝู่ เป็นคุณชายของบ้านสกุลตู้ ในเมืองสือเฉิงแห่งนี้ ถือว่าได้เกิดมามีชาติตระกูลอยู่อย่างสุขสบาย เพียงแต่เมื่อตู้เซ่าฝู่หกขวบ ได้รับการตรวจชีพจร พบว่าชีพจรที่เป็นแหล่งกำเนิดลมปราณไม่สามารถใช้การได้ จึงมิอาจฝึกวรยุทธได้
ในยุคสมัยที่วิทยายุทธเจริญรุ่งเรือง ยกย่องวรยุทธเป็นสิ่งสำคัญ การที่ไม่สามารถฝึกวรยุทธได้จะทำให้เกิดผลเสียภายหลัง เกิดเป็นคุณชายน้อยในบ้านสกุลตู้ แต่เดิมสามารถใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงและอำนาจของบ้านสกุลตู้ที่มีในเมืองสือเฉิงได้ แต่ต่อให้ไม่สามารถฝึกวรยุทธได้ ไม่มีฐานะอำนาจในตระกูล แต่อย่างน้อยพอดำรงชีวิตอยู่ไปได้
แต่ก็ยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัด วันนั้นที่ตรวจพบว่าชีพจรลมปราณใช้การไม่ได้ คุณชายน้อยบ้านสกุลตู้คนนี้ช่างโชคร้าย ท่ามกลางลมฝนที่กระหน่ำอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงวิ่งไปที่แท่นศิลาของภูเขาร้างต้องคำสาป สายฟ้าฟาดลงมาที่แท่นศิลา แท่นศิลาไม่เป็นอะไร แต่คุณชายน้อยบ้านสกุลตู้
ที่น่าสงสารกลับได้รับเคราะห์ร้ายจากพลังจากธรรมชาติ ถูกฟ้าผ่าใส่ต้องรักษาตัวสามวันจึงฟื้นได้สติ
หลังจากตอนนั้น คุณชายน้อยคนนี้ก็มักชอบเผ่นไปหาแท่นศิลา ตอนแรกยืนอยู่ตรงนั้นไม่กี่ชั่วยาม ภายหลังเวลาที่ยืนก็ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ มักยืนเหม่อลอย ทำท่าทางแปลกๆ บางครั้งถึงกับลงไม้ลงมือกับแท่นศิลานั้นด้วย
ตอนแรกยังพอมีคนของบ้านสกุลตู้ไปรั้งไว้บ้าง และตามหาหมอมาช่วยรักษา แต่กลับไร้ผล พอเวลานานวันเข้า บ้านสกุลตู้เลยปล่อยไม่สนใจแล้ว
ระยะเวลาสิบปี ชื่อเสียงของเจ้าทึ่มคนนี้ก็ค่อยๆ เล็ดลอดออกจากบ้านสกุลตู้จนดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองสือเฉิง ทุกคนต่างรู้จัก ในบรรดาคุณชายน้อยบ้านสกุลตู้ มีคุณชายน้อยจอมทึ่มอยู่คนหนึ่ง
“หากทายาทของบ้านสกุลตู้ต่างเป็นเช่นเขา วันนี้ก็คงง่าย”
บุรุษหนวดเคราเฟิ้ม ผิวพรรณมีสีค่อนข้างคล้ำ ร่างกายกำยำคนหนึ่ง ก็มองไปที่เงาคนบนภูเขาร้าง พูดออกมาเสียงเบาๆ
“บรรดาลูกหลานของบ้านสกุลตู้ออกมากันแล้ว”
“ได้ยินว่าครั้งนี้ ในบรรดาทายาทของบ้านสกุลตู้ ตู้อวี่และตู้เสวี่ยแข็งแกร่งที่สุด มีพรสวรรค์เกิดมาพร้อมกับพลังปราณขั้นห้า พออายุสิบสี่ปีก็ฝึกพลังปราณได้เป็นขั้นที่หก เป็นไปได้ว่าพออายุสิบเจ็ดสิบแปดปีก็สามารถเข้าสู่ขั้นเบิกนภาได้แล้ว ขั้นเบิกนภาตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี มีเพียงหนึ่งในล้านคนเท่านั้น”
ณ ประตูใหญ่บ้านสกุลตู้ มีเหล่าวัยรุ่นท่าทางดูไม่ธรรมดาสิบกว่าคนเดินขึ้นไปที่เวทีประลอง ทุกคนยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แม้อายุยังน้อย กลับมีท่าทางสง่าน่าเกรงขาม จนสามารถทำให้คนที่คุยเจี๊ยวจ๊าวกันหน้าเวทีสงบไปครู่หนึ่ง ทุกสายตาหันมามองเหล่าวัยรุ่นสิบกว่าคนที่อยู่บนเวที
ตู้ฉีก้าวขึ้นไปบนเวทีประลอง พูดกับผู้คนที่รายล้อมรอบๆ เวทีว่า “เริ่มต้นการรับสมัครองครักษ์ ณ บัดนี้ ผู้ที่รับสามกระบวนท่าได้ จะผ่านการทดสอบได้เป็นองครักษ์ของบ้านสกุลตู้”
“แกร๊ง~!”
เสียงทุ้มของระฆังดังก้องกังวาน
เริ่มต้นการรับสมัครองครักษ์อย่างเป็นทางการ บรรดาผู้ร่วมประลองทั้งหลายที่มารอต่อแถวกันแต่เช้าต่างกระโดดขึ้นบนเวที เพื่อประมือกับทายาทชายหญิงแต่ละคน
“แกร๊งๆ!”
“ปึ้งๆ!”
เสียงอาวุธกระทบกัน และเสียงเตะต่อยดังมาจากเวทีประลองไม่ขาดสาย คนที่อยู่รอบๆ โห่ร้องเป็นเสียงประกอบอยู่เรื่อยๆ เกิดเป็นเสียงดังครึกครื้นที่สามารถได้ยินมาแต่ไกล
ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่เวทีประลอง ไม่มีใครสังเกตเงาคนที่อยู่บนภูเขาร้างนั่นอีก
“ทำไมแท่นศิลาจึงแตกล่ะ มีกระบวนวิชาแรกแล้วก็น่าจะมีกระบวนวิชาที่สองสิ”
ณ ภูเขาร้าง ตู้เซ่าฝู่กำลังแหวกหาบางอย่างจากซากศิลาที่แตกเป็นเศษ หยิบชิ้นศิลาที่ยังเป็นก้อนใหญ่ขึ้นมาดูทีละชิ้น ในปากเอาแต่บ่นพึมพำเบาๆ ชุดสีม่วงของเขาที่แต่เดิมดูหรูหราถูกปกคลุมด้วยฝุ่น ใบหน้าเปรอะเปื้อนดูมอมแมม ทำให้ฟันขาวเรียงตัวสวยของเขายิ่งดูขาวโดดเด่นขึ้นไปอีก
“ช่างเถอะ ดูท่าในนี้คงไม่มีกระบวนวิชาที่สองแล้วล่ะ”
ตู้เซ่าฝู่เดินออกมาจากกองเศษศิลา ใช้สองมือตบบนชุดที่สวม จนฝุ่นที่อยู่บนชุดฟุ้งกระจาย สีหน้าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แววตาเป็นประกาย ดูสง่าราวกับมีรัศมีแผ่กระจาย ท่าทางในขณะนั้น ไม่เหมือนกับเป็นเจ้าทึ่มที่เลื่องชื่อประจำเมือง
“ฟู่!”
เขาตั้งฝ่ามือเตรียมกระบวนท่า ในฝ่ามือของตู้เซ่าฝู่ มีปราณสีบุษราคัมแผ่ออกมา ชุดเขาพลิ้วไสวอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศบริเวณโดยรอบหมุนพัดอย่างรวดเร็ว แผดเสียงออกมาราวกับสายพายุซัด พลังรุนแรงที่น่าอัศจรรย์แผ่ออกมาจากผู้ใช้ฝ่ามืออย่างไร้สาเหตุ “ฝึกกระบวนวิชาแรกนี้ได้ ระดับพลังปราณน่าจะเท่ากับประมาณระดับสองของคนอื่นกระมัง”
ครั้นบรรลุกระบวนวิชาแรกจากแท่นศิลาที่ใช้เวลามาสิบปี ในร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง ตู้เซ่าฝู่เผยรอยยิ้มพอใจออกมาจากสีหน้า กระบวนวิชาลับวิชาแรกจากแท่นศิลาราวกับสร้างมาเพื่อผู้ที่ชีพจรลมปราณพัง คิดไม่ถึงว่าจะสามารถฟื้นฟูชีพจรลมปราณได้ ทำให้ผู้ที่ชีพจรลมปราณใช้การไม่ได้สามารถฝึกฌานได้
รอยแตกรอยขีดข่วนที่อยู่บนแท่นศิลาเต็มไปหมด มีผลต่อการฟื้นฟูชีพจรลมปราณ อย่างน้อยๆ เขาก็เกิดมาในตระกูลที่มีชื่อด้านการฝึกวรยุทธ ตู้เซ่าฝู่รู้สึกว่าระดับพลังปราณของเขาน่าจะเท่ากับพลังปราณขั้นสองของคนอื่น
ทว่าตู้เซ่าฝู่พบว่าปราณในตัวของเขามีบางอย่างที่พิเศษ แม้ว่าจะเท่าประมาณพลังปราณขั้นสองของคนอื่น แต่เห็นได้ชัดว่าพลังปราณขั้นสองแบบทั่วไปก็ไม่อาจมาเปรียบเทียบได้
หลังจากฝึกพลังปราณขั้นแรกแล้วก็สามารถฟื้นฟูให้ชีพจรลมปราณเทียบเท่าพอๆ กับพลังปราณขั้นสองของคนอื่น หากต่อไปสามารถหากระบวนวิชาที่สอง กระบวนวิชาที่สามได้ ชีพจรลมปราณก็จะสามารถพัฒนาขึ้นไปได้ ตู้เซ่าฝู่รอคอยอยากให้วันนั้นมาถึงอย่างสุดใจ
“อย่างน้อย ต่อไปก็สามารถฝึกฌานได้แล้ว แต่ว่า ฉายาเจ้าทึ่มนี้ควรหาวิธีลบมันทิ้งไปก่อนจะดีกว่า”
พอตู้เซ่าฝู่เก็บมือ ลมปราณที่ที่แผ่ออกมาหายแว็บไปจากฝ่ามือ สายตาแสดงความปีติออกมาเล็กน้อย หลายปีมานี้ ตัวเขาต้องเป็นเจ้าทึ่มที่มีชื่อแห่งเมืองสือเฉิง จนทุกคนจะคิดว่าเขาเป็นเจ้าทึ่มจริงๆ แล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ตู้เซ่าฝู่ไม่เคยใส่ใจที่ตัวเองมีฉายาเป็นเจ้าทึ่ม แม้กระทั่งรู้สึกดีใจที่คนอื่นคิดว่าเขาเป็นเจ้าทึ่มจริงๆ มีแต่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จึงไม่มีใครมาขัดขวางการบรรลุกระบวนวิชาจากแท่นศิลาของเขา
แต่ขณะนี้เขาสามารถบรรลุไปบ้างแล้ว เส้นทางการฝึกฌานของเจ้าทึ่มคนนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากตระกูล แต่ตอนนี้ทรัพยากรของตระกูลเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นการที่วันๆ ถูกคนเรียกเจ้าทึ่ม ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร ของที่เขาต้องเสียไปสิบปี ตู้เซ่าฝู่คิดว่า ตัวเองควรจะค่อยๆ ทวงคืนกลับมา
“ปึ้งๆ!”
บนเวทีประลองที่หน้าประตูบ้านสกุลตู้ ทายาทชายหญิงอายุสิบสามสิบสี่ปีจำนวนสิบกว่าคนของบ้านสกุลตู้ บ้างก็ใช้มือเปล่า บ้างก็ใช้อาวุธ พวกเขากำลังประมือกับผู้ร่วมประลองสิบกว่าคนอยู่
ทายาทของบ้านสกุลตู้สิบกว่าคนแม้อายุยังน้อย ทว่าระหว่างการปะทะกับเหล่าผู้ร่วมประลองที่กระโดดขึ้นบนเวทีประลอง กลับดูแล้วเหนือกว่า ราวกับว่าใช้กระบวนท่าแค่ท่าสองท่าก็สามารถกำราบกลุ่มผู้ร่วมประลองที่กระโดดขึ้นเวทีประลองขึ้นมากันทีละคนไปได้ ทำให้ผู้คนที่มุงดูตื่นเต้นประหลาดใจ ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกว่าบ้านสกุลตู้น่าเกรงขามขึ้นไปอีก
“ก็แค่รับสามกระบวนท่าไว้ให้ได้ ข้าขอสู้ตาย”
“ครั้งนี้ต้องเป็นองครักษ์ของบ้านสกุลตู้ให้ได้ สู้โว้ย”
ผู้ร่วมประลองแต่ละคนพอเห็นความเก่งกาจของบรรดาทายาทหญิงชายของบ้านสกุลตู้ ก็ยิ่งฮึกเหิมขึ้นเรื่อยๆ หากพวกเขาได้เข้าไปอยู่ในบ้านสกุลตู้ ก็มีโอกาสได้ฝึกอย่างน้อยครึ่งกระบวนวิชาของบ้านสกุลตู้ อย่างนั้นก็สุดยอดไปเลยไม่ใช่หรือ
เพียงแต่เหล่าผู้ร่วมประลองที่กระโจมขึ้นเวทีกันอย่างฮึกเหิม ไม่มีใครที่สามารถรับกระบวนท่าได้เกินสามท่าเลย ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม มีผู้ขึ้นมาประลองบนเวทีถึงสองสามร้อยคน แต่ต่างถูกโจมตีตกเวทีกันทีละคนๆ ทว่าหนุ่มน้อยสาวน้อยสิบกว่าคนนั้น ก็เริ่มเหนื่อยหอบ คาดว่าใช้แรงกันไปพอประมาณแล้ว
ในที่สุดก็มีราวๆ ยี่สิบกว่าคนที่รับได้สามกระบวนท่า บนร่างกายของหลายคนต่างมีบาดแผล แต่ยังคงยืนหยัดอยู่ในเวทีได้ พวกเขาตื่นเต้นฮึกเหิมกันใหญ่
สายตาของทุกคนยังจับจ้องอยู่บนเวทีประลอง ตู้เซ่าฝู่เดินลงมาจากภูเขาร้างแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
ตู้เซ่าฝู่เบียดฝ่าฝูงชนเข้ามาชมการประลองด้วย มองดูกระบวนท่าของลูกพี่ลูกน้องของเขาที่อยู่บนเวทีประลอง บางทีก็ขมวดคิ้ว ราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่ พร้อมกับขยับมือสองข้างที่ซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อยาวไปมาเล็กน้อย
“วิทยายุทธเหล่านี้ของบ้านสกุลตู้ เหตุใดจึงมีช่องโหว่มากมาย หรือว่าข้าคิดมากไปเอง”
ตู้เซ่าฝู่บ่นพึมพำเบาๆ อยู่ท่ามกลางฝูงชน แสดงสีหน้าสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนก็เคยดูคนในตระกูลฝึกวิทยายุทธ ขณะนั้นยังไม่อาจเข้าใจแม้แต่น้อย ต่อมาเมื่อบรรลุกระบวนวิชาบนแท่นศิลาแล้ว รู้สึกว่าเข้าใจวิทยายุทธของบ้านสกุลตู้ขึ้นมาบ้าง
แต่พอมาถึงขณะนี้ ตู้เซ่าฝู่มองดูวิทยายุทธของญาติๆ กลับเห็นช่องโหว่ของมันได้อย่างชัดเจนที่มีอยู่ไม่น้อย มีหลายท่าที่มีจุดอ่อนอยู่มากมาย
“หยุด ครบยี่สิบคนแล้ว การรับสมัครจบลงเพียงเท่านี้”
เมื่อมีผู้ร่วมประลองร่างผอมคนหนึ่งสามารถฝืนรับกระบวนท่าที่สามด้วยสภาพแทบกระอักเลือด ผ่านได้เป็นคนสุดท้าย ตู้ฉีที่ยืนอยู่มุมสนามประลองเดินตรงมาด้านหน้า มองไปที่ชายที่รับสามกระบวนท่าได้คนนั้น แล้วกล่าวว่า “ยินดีกับทุกท่านที่ต่อไปจะเข้าร่วมกลุ่มองครักษ์ของบ้านสกุลตู้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีกสักครู่สามารถเข้ารับการรักษาที่เรือนหมอของบ้านสกุลตู้โดยได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย”
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพ”
ผู้ผ่านการประลองทั้งยี่สิบคนพยักหน้าดีใจ ได้เป็นองครักษ์ของบ้านสกุลตู้ ก็จะได้รับการปฏิบัติที่ดีเยี่ยม
“เฮ้อ จำนวนครบแล้วหรือ วันนี้ข้ามาเก้อเสียแล้ว”
“คนของบ้านสกุลตู้ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน อายุเพียงเท่านี้ก็ฝีมือร้ายกาจขนาดนี้แล้ว”
หลังจากที่ตู้ฉีประกาศจบการประลอง มีผู้สมัครหลายคนที่รอขึ้นเวทีต้องถูกตัดสิทธิ์ไปอย่างน่าเสียดาย หากรู้แต่แรกน่าจะมาต่อแถวเช้ากว่านี้ ฝูงชนที่มามุงดู ก็หยุดถกเถียงกันเรื่องการประลองเตรียมจะแยกตัวกันไป
ทายาทบ้านสกุลตู้สิบกว่าคนก็เตรียมแยกตัวกลับไป สำหรับพวกเขา วันนี้คือการประลองฝีมือครั้งแรก การประลองครั้งนี้ต่างจากปกติที่ประมือกันเองในตระกูลเองอยู่มาก
“ช้าก่อน”
ขณะนั้นเอง มีบุรุษร่างกายกำยำ สีผิวคล้ำเล็กน้อย ใบหน้ามีหนวดเคราเฟิ้มคนหนึ่ง ที่เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ผ่านการคัดเลือกยี่สิบคนที่รับสามกระบวนท่าได้ ก้าวออกมาข้างหน้า มองไปทางตู้ฉี รวบรวมความกล้าพร้อมกล่าวว่า “รองแม่ทัพ หากเอาชนะหรือต่อสู้เสมอกับทายาทคนใดคนหนึ่งของบ้านสกุลตู้ได้ ก็จะได้เป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ใช่หรือไม่?”
-----------------------------
"รวดเร็วก่อนใคร อ่านตอนใหม่ได้ทันที"
กด 'ติดตาม' ได้ที่นี่ _
พิเศษ !! หากมีผู้ติดตามถึง 5,000 คน
จะมีการแจกตอนฟรีเพิ่มวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 3 วัน
เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ติดตามทุกคน ได้อ่านกันเต็มอิ่มจุใจไปเลย >/\<
เล่มที่ 1 ตอนที่ 3 แพ้ราบคาบในกระบวนท่าเดียว
“หา! มีคนอยากท้าประลองชิงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มองครักษ์หรือ ช่างกล้าจริงๆ”
พอผู้มาชมการประลองที่เตรียมจะก้าวเท้ากลับไปได้ยินก็หยุดชะงักทันที ดูท่าจะมีเรื่องน่าสนุกให้ชมอีกแล้ว
เหล่าทายาทบ้านสกุลตู้สิบกว่าคนก็หันกลับมายืนอยู่บนเวทีประลอง แต่ละคนแสดงสีหน้าพอใจ ในเมื่อมีคนอยากรนหาที่เจ็บตัว พวกเขาก็จะลงมืออย่างไม่เกรงใจ
ตู้ฉีก็ประหลาดใจมาก เงยหน้าเล็กน้อยมองไปที่บุรุษผิวคล้ำคนนั้น ฝีมือของเขาตอนที่ประลองเมื่อครู่เขาก็สังเกตอยู่ เขาน่าจะผ่านการฝึกฌานมาอย่างถูกต้อง แต่ฌานยังอยู่ในขั้นสองที่ไม่สูงเท่าไร วรยุทธที่ฝึกก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากเท่าไร ทว่าในเมื่อเปรียบกับบรรดายี่สิบคนที่ผ่านการทดสอบก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าแล้ว
“เจ้าอยากท้าประลองชิงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มองครักษ์จริงหรือ มีจิตใจที่ทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี แต่ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ หรอกนะ”
ตู้ฉีสนใจในตัวเจ้าดำคนนั้น เหล่าทายาทที่อยู่เรือนหน้าที่ฝีมือระดับต่ำที่สุดในขณะนี้ก็อยู่ขั้นสดับเวหาขั้นสี่ใกล้จะห้าแล้ว แม้ว่าเขาจะถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาเหล่าผู้ที่ผ่านการทดสอบ แต่หากคิดจะเอาชนะหรือเสมอกับเหล่าทายาทละก็ คงต้องพึ่งแค่ปาฏิหาริย์แล้ว
เจ้าดำสั่นเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัศมีบารมีของตู้ฉี ไม่กล้าสบตาโดยตรง แต่พอคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ หากได้เป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์แล้ว ทั้งตัวเขาเองก็มีญาติที่อยู่ในบ้านสกุลตู้ จึงไม่เกรงกลัวแม้อาจพูดอะไรล่วงเกินรองแม่ทัพไปบ้าง เขาขบฟันเล็กน้อย จากนั้นพูดกับตู้ฉีอีกครั้งว่า “หรือว่าบ้านสกุลตู้ไร้สัจจะไม่พูดจริงทำจริง อย่างน้อยก็ต้องให้ข้าลองดูหน่อยใช่หรือไม่”
“ท้าประลองหัวหน้ากลุ่มองครักษ์”
“บ้านสกุลตู้คงไม่กลับคำเอาดื้อๆ หรอกใช่หรือไม่”
มีกลุ่มคนในฝูงชนที่ตะโกนโวยวายขึ้นมาอย่างไม่เหมาะสม สำหรับผู้มารอดูเหตุการณ์ กลับชอบใจเข้าไปใหญ่ เพราะมีเรื่องสนุกๆ ให้พวกเขารอชมแล้ว
ตู้ฉีกวาดสายตาไปมองกลุ่มคนที่โห่ร้องที่อยู่รอบๆ เวทีประลอง จากนั้นก็เหลือบไปมองเจ้าดำที่ไม่รักตัวกลัวตายคนนั้น เขาเก็บสายตาที่ไม่พอใจไป แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าอยากท้าประลองกับคุณชายน้อยหรือคุณหนูท่านไหนของบ้านสกุลตู้ล่ะ?”
เจ้าดำกลืนน้ำลาย ค่อยๆ กวาดสายตาไปมองคุณชายน้อยกับคุณหนูสิบกว่าคนนั้นที่จ้องเขาด้วยแววตาก้าวร้าวดุดันราวกับเสือ จากนั้นก็หมุนตัวหันขวับกลับมา จ้องไปที่ชายหนุ่มสวมชุดคุณชายสีม่วง กล่าวว่า “เขาก็เป็นคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้ใช่หรือไม่?”
“ตู้เซ่าฝู่”
ทุกสายตามองผ่านฝูงชนจ้องตรงไปที่ชายหนุ่มที่สวมชุดคุณชายสีม่วงคนนั้นตามทิศทางที่เจ้าดำชี้ คนของบ้านสกุลตู้ตะลึงแปลกใจกันยกใหญ่ ชายหนุ่มคนนั้นต้องเป็นตู้เซ่าฝู่แน่นอน ไม่รู้เลยว่าเจ้าทึ่มโผล่มาตั้งแต่เมื่อไร ปกติที่ที่คึกคักเช่นนี้เขาไม่เคยโผล่มาเลย
ผู้ชมเหตุการณ์ที่รายล้อมเวทีประลองทั้งหมดหันมามองตู้เซ่าฝู่ ขณะนี้ผู้ชมทั้งหมดเพิ่งจะพบว่า เจ้าทึ่มประจำบ้านสกุลตู้ก็อยู่ยืนอยู่ข้างๆ พวกเขา แต่เมื่อครู่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยจริงๆ
ตู้ฉีมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ที่ไม่รู้ว่ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร พยายามเก็บความกระอักกระอ่วนที่แสดงออกทางสีหน้า จากนั้นก็ขมวดคิ้วมองไปยังเจ้าดำและพูดว่า “ไม่เลว เขาก็คือคุณชายน้อยตู้เซ่าฝู่ แน่นอนว่าเป็นคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้ของข้า”
“เช่นนั้นก็ถูกแล้ว วันนี้ข้าจะท้าประลองกับคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้ท่านนี้ หากข้าชนะ ก็สมควรได้รับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ใช่หรือไม่”
เจ้าดำหัวเราะออกมา ยิ้มอย่างดีใจสุดๆ แล้วมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ เรื่องราวของบ้านสกุลตู้เขารู้มาอย่างดี บังเอิญเหลือบไปเห็นคุณชายน้อยตู้เซ่าฝู่ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนมาที่สนามประลองพอดี สวรรค์ประทานโชคดีมาให้แก่เขา ดังนั้นเขาก็ควรรีบคว้ามันมาใช้
แม้ว่าการท้าประลองเจ้าทึ่มจะดูเป็นการกระทำที่ไร้ยางอายไปหน่อย แต่พอคิดว่าจะได้เป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ ต่อให้ถูกคนว่าประณาม แต่ตอนนี้เจ้าดำคิดว่า การได้เป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ ถึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
“อะไรนะ…”
“ท้าประลองตู้เซ่าฝู่เจ้าทึ่มคนนั้น…หมอนั่นช่างหน้าด้านสิ้นดี”
แววตาคนของบ้านสกุลตู้ทุกคนที่อยู่ที่สนามประลอง ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที ใครๆ ก็รู้ว่าตู้เซ่าฝู่เป็นบุคคลที่ไม่อาจฝึกฌานได้ ทั้งยังเป็นเจ้าทึ่มอีก เมื่อเห็นท่าทางเซ่อซ่าของเขา ต่างต้องคิดว่าเขาเป็นเจ้าทึ่มกันจริงๆ แน่
“เจ้าดำท้าประลองตู้เซ่าฝู่ หมอนั่นหน้าไม่อายเลยจริงๆ ทว่าบ้านสกุลตู้คงเจ็บจุกจนพูดไม่ออกกันเลยแน่”
“คนของบ้านสกุลตู้คงไม่กล้าให้ประลองหรอก ถ้าอย่างนั้นก็ให้ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มองครักษ์กับเจ้าดำไปเลยแล้วกัน”
“เจ้าดำนี้สุดย้อดสุดยอด อัดคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้จนหมอบได้ ฮ่าๆ…”
ผู้คนที่มุงกันอย่างหนาแน่น ทุกคนต่างกำลังมองด้วยความสงสัยและแปลกประหลาดใจ คุณชายจอมทึ่มชื่อดังคนนี้ ทั้งเมืองสือเฉิงมีใครบ้างที่ไม่รู้จัก
พวกชอบก่อเรื่องที่อยู่ในมุมหนึ่งท่ามกลางฝูงชน ตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง หากตะโกนอย่างโดดเด่นมากเกินไป พวกเขากลัวที่จะพูดล่วงเกินบ้านสกุลตู้
“เจ้าทึ่มนี่ วันนี้เผ่นมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหาให้กับบ้านสกุลตู้เลยนะ”
“แล้วนี่จะทำอย่างไรดีล่ะ?”
คนของบ้านสกุลตู้ราวกับถูกตำหนิอ้อมๆ ไม่ว่าอย่างไรตู้เซ่าฝู่ก็เป็นคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้ พอถึงตอนนั้นหากเจอกระบวนท่าเดียวขององครักษ์คนนั้นก็ล้มหมอบ บ้านสกุลตู้จะขายหน้าแค่ไหน
เสียเงินจ่ายค่าสวัสดิการให้เจ้าดำนั่นแค่เรื่องเล็กๆ ทว่าชื่อเสียงของบ้านสกุลตู้จะทำให้เสื่อมเสียไม่ได้
ตู้ฉีรู้สึกหน้าตึง ไม่มีใครคิดว่าเจ้าดำจะขอท้าประลองกับตู้เซ่าฝู่ได้อย่างหน้าไม่อาย การรับสมัครองครักษ์วันนี้เขาก็เป็นผู้รับผิดชอบ หากทำให้ชื่อเสียงของบ้านสกุลตู้ต้องด่างพร้อย รองแม่ทัพคนนี้ก็น่าจะโดนยำเละแน่ๆ
“ใครเรียกข้า มีคนตามหาข้าหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน ชมการประลองบนเวทีเสร็จเตรียมตัวจะกลับไป ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองอยู่ และสายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เขา และสุดท้ายสายตาก็กลับมองไปที่เวทีประลอง
มีเสียงโห่รอบๆ และสายตาแปลกประหลาดมองมา เจ้าดำแอบมองผ่านคนสกุลตู้ที่อยู่หน้าเวทีประลองไป เขาสังเกตเห็นญาติห่างๆ ของเขาคนนั้น ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เขาจึงกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น
“นายน้อยบ้านสกุลตู้ ท่านขึ้นเวทีประลองมาฝึกฝีมือกันหน่อยเถิด”
เจ้าดำประสานมือคารวะตู้เซ่าฝู่ ตะโกนเรียกมองมาจากบนเวทีประลอง สายตาของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความเคารพคนบ้านสกุลตู้คนอื่นเลยแม้แต่น้อย กลับแสดงให้รู้สึกว่ากำลังเยาะเย้ยด้วยซ้ำ
“เจ้าอยากท้าประลองกับข้า?”
ตู้เซ่าฝู่ตะลึง คราวนี้ได้ยินชัดแจ๋ว จึงค่อยๆ เงยศีรษะ นัยน์ตาสั่นเล็กน้อย มองไปทางเจ้าดำที่อยู่บนเวทีประลอง เผยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมพูดว่า “แบบนี้ไม่ค่อยดีกระมัง เจ้าท้าประลองญาติผู้น้องของข้าที่ฝีมือด้อยที่สุดพวกนั้นก่อน ดูสิว่าพอมีโอกาสสู้ได้บ้างหรือไม่”
“หืม วันนี้เจ้าทึ่มพูดได้ด้วย เขาทึ่มจริงหรือทึ่มหลอกกันแน่”
“พูดเช่นนี้ได้ ดูท่าก็ไม่ได้ทึ่มมากอย่างที่คิดนะ”
“วันนี้เจ้าทึ่มอ้าปากพูดเป็นแล้ว”
เมื่อได้ยินตู้เซ่าฝู่พูด บรรดาคนในบ้านสกุลตู้ต่างมีแววตาที่ดูพอใจขึ้นมาบ้างในทันที
เจ้าดำมองตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ด้านหน้าเวทีประลอง ได้ยินเสียงตะโกนทั้งหลายจากรอบๆ จึงยิ่งทะนงตนขึ้นไปอีก อย่างไรเสียเขาก็ได้ยินมาจากปากของญาติห่างๆ ที่อยู่ในบ้านสกุลตู้คนนั้นมาว่า คุณชายน้อยจอมทึ่มไร้วรยุทธคนนี้ไร้ฐานะใดๆ ในตระกูล พูดล่วงเกินไปอย่างไรก็ไม่เป็นไร จึงหัวเราะและพูดกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เป็นถึงนายน้อยบ้านสกุลตู้แต่กลับไม่กล้าประมือกับข้า หากเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าให้ข้าเป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์เลยใช่หรือไม่”
“นายน้อยบ้านสกุลตู้ไม่กล้าขึ้นเวทีประลอง”
“เป็นถึงบ้านสกุลตู้ยังเป็นเสียแบบนี้”
เสียงตะโกนรอบๆ กลายเป็นประโยคที่โอหังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ฝูงชนเริ่มก่อความวุ่นวาย
“นายน้อยท่านนี้ของบ้านสกุลตู้ ท่านไม่กล้าประมือกับข้าจริงๆ หรือ เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์เลยแล้วกันนะ ฮ่าๆ” เจ้าดำหัวเราะชอบใจ เขาน่าจะเป็นคนแรกในเมืองสือเฉิง ที่กล้าพูดจาดูหมิ่นใส่คุณชายน้อยบ้านสกุลตู้ การกระทำที่กล้าบ้าบิ่นเช่นนี้ ที่จริงเขาก็ไม่เคยทำมาก่อน
“ในเมื่อเจ้ายืนหยัดจะประมือให้ได้ ข้าก็ยอมทำตามที่เจ้าหวัง”
ได้ยินเสียงเรียกชื่อตู้เซ่าฝู่เบาๆ ท่ามกลายสายตาผู้คนมากมายที่จ้องมอง ตู้เซ่าฝู่กางแขนขาออก บริเวณรอบเท้าของเขาแผ่ลมปราณสีมรกตออกมาอย่างท่วมท้น ผู้คนที่อยู่รอบๆ เวทีประลองตะลึงจนพูดไม่ออก เขาเคลื่อนไหวร่างอย่างรวดเร็ว กระโดดขึ้นไปบนเวทีปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าดำ พอเท้ากระทบกับพื้น เวทีก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
“เป็นไปไม่ได้ ทำไม…”
เมื่อตู้เซ่าฝู่โผล่แว็บขึ้นมาอยู่ต่อหน้าในชั่วพริบตา เจ้าดำก็ทั้งตกใจและตะลึง ท่าทางตอนนี้ คุณชายน้อยบ้านสกุลตู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ จะไร้วรยุทธและทึ่มอย่างที่เล่าลือจริงๆ หรือ?
ตู้เซ่าฝู่ตอนนี้อยู่ข้างหน้าเจ้าดำแล้ว สีหน้ายังไม่ได้เปลี่ยนไปมาก เขาตั้งมือเตรียมต่อสู้ ชุดของเขาขยับเล็กน้อย แววตาสดใสเป็นประกาย พูดกับเจ้าดำที่กำลังตะลึงเบาๆ ว่า “เริ่มลงมือได้แล้วหรือยัง?”
“เป็นไปไม่ได้ ข้าตาลายไปแล้วแน่ๆ”
ประโยคเมื่อครู่เตือนสติเจ้าดำกลับมา เมื่อครู่ข้าต้องตาลายไปแล้วแน่ๆ ข้าจะมากลัวคุณชายจอมทึ่มได้อย่างไร เขากัดฟัน จากนั้นโค้งตัวเล็กน้อยตั้งท่าต่อสู้ กำหมัดแน่น เตรียมปล่อยพลังปราณ และแล้วเขาก็เริ่มปล่อยท่าหมัดมายาสามสายใส่ตู้เซ่าฝู่
ในชั่วพริบตา หมัดมายาสามสายก็พุ่งมาที่ตู้เซ่าฝู่ สามสายของหมัดมายารวมเป็นสายเดียว พุ่งโจมตีที่อกของตู้เซ่าฝู่
“ฟู่ว!”
ไม่น่าเชื่อ เมื่อพลังหมัดนั้นโจมตีที่อกของตู้เซ่าฝู่ เขาก็พ่นลมปราณออกมาคำใหญ่ ลมที่ปล่อยออกมายาวราวกับมังกรพ่นลม และรุนแรงราวกับสัตว์เทพร้องคำราม นัยน์ตาสองข้างของเขามีลำแสงเปล่งออกมา ชายชุดสีม่วงที่เขาสวมพลิ้วไหวอย่างรุนแรงตามแรงสั่นสะเทือนของลม เวทีประลองสั่นไหวอีกครั้ง เท้าทั้งสองข้างของตู้เซ่าฝู่เป็นศูนย์กลางของแรงสั่นไหว จากนั้นพื้นเวทีก็ค่อยๆ ร้าวแตกออก
“ตึง ครืน!”
ทุกคนจ้องตะลึงตาค้างไม่ได้สติกัน รวมถึงเจ้าดำคนนั้นด้วย จากนั้นก็มีเสียงดังตึงแรงๆ คล้ายกับเสียงกระดูกหักตามมา ทุกคนมองอย่างมึนงง จากนั้นก็เห็นเงาชายร่างยักษ์ลอยขึ้นฟ้าราวกับว่าว กระเด็นตกจากเวทีล้มอย่างรุนแรงดังตุ๊บ
บนเวทีประลอง ยังคงเห็นเงาของตู้เซ่าฝู่ยืนสง่าตั้งมือเป็นท่าเตรียมสู้อยู่ ดูน่าเกรงขามเป็นที่สุด
“ปึก! ตุ๊บ!”
เจ้าดำที่ถูกกระแทกลอยตกจากเวทีพยายามลุกขึ้นมา เขากุมหน้าอกจากนั้นไอออกมาเป็นเลือด ดูท่าแล้ว กระดูกน่าจะหักหลายท่อน สายตาทั้งหลายจับจ้องที่ชายหนุ่มชุดม่วงร่างบางคนนั้น สีหน้าแต่ละคนตะลึงงันกันอย่างมาก
แทบจะไม่มีใครไม่ได้ดู ทุกคนเห็นชัดกันดี เจ้าทึ่มประจำตระกูลตู้ผู้เลื่องลือคนนั้นยังไม่ได้ขยับมือเลย แค่พ่นลมฟื้ดออกมา เจ้าดำนั่นก็ถูกกระแทกกระเด็นลอยฟิ่วไปแล้ว พลังนั้นของเขาสุดยอดมาก ทำให้ผู้คนงงงวยกับเหตุการณ์ แม้จะเห็นเองกับตาก็ยังไม่อยากเชื่อ
รอบเวทีประลองร้องโห่ด้วยความประหลาดใจกันยกใหญ่ ภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขา ทำให้พวกเขามีสีหน้าสับสนค้างเป็นเวลานาน พวกคนที่เพิ่งพูดจาดูถูกไปเมื่อสักครู่ รู้สึกราวกับมีคนตบหน้า เขาใช่คุณชายน้อยที่ฝึกฌานไม่ได้คนนั้นจริงหรือ
คนที่พูดสบประมาทบ้านสกุลตู้ไป ตอนนี้ก็ทำหน้าทำตาไม่ถูก รู้สึกใบหน้าร้อนๆ ชาๆ อย่างพิลึก
“พวกท่านเชิญต่อเลย ข้าขอตัวกลับก่อน”
ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่บนเวทีประลอง ไม่ได้เหลือบมองเจ้าดำที่กองอยู่ใต้เวทีอีก มองไปที่ตู้ฉีที่ยืนอยู่ไกลๆ พูดกับเขาประโยคหนึ่ง ขยับมือทั้งสองภายใต้ชายแขนเสื้อ จากนั้นก็ก้าวเดินออกจากที่นั่นไป
“ตึงโครม!”
หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่เพิ่งจากไป เวทีประลองก็เขย่า มีรอยแตกยาวเริ่มต้นจากจุดที่ตู้เซ่าฝู่ยืนเมื่อครู่ สุดท้ายทั้งเวทีก็พังครืนลงมาเป็นหลุมใหญ่ ผู้คนที่อยู่รอบๆ รีบถอยไปจากตรงนั้น
“กึกๆ…”
ผู้คนรอบๆ เวทีประลองมองหน้ากันอย่างงุนงง หลายคนรู้สึกอึ้งตะลึงจนกระอักกลืนน้ำลายลงในลำคอ
-----------------------------
"รวดเร็วก่อนใคร อ่านตอนใหม่ได้ทันที"
กด 'ติดตาม' ได้ที่นี่ _
พิเศษ !! หากมีผู้ติดตามถึง 5,000 คน
จะมีการแจกตอนฟรีเพิ่มวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 3 วัน
เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ติดตามทุกคน ได้อ่านกันเต็มอิ่มจุใจไปเลย >/\<