ทำไม อินเทอร์เน็ต ถึงล่มง่ายกว่าที่คิด? เบื้องหลังความเปราะบางของโลกออนไลน์ปี 2568
บลูมเบิร์กชี้เหตุ ระบบอินเทอร์เน็ตล่ม ถี่ในปี 2568 ไม่ได้เกิดจากปัญหาจุดเดียว แต่เป็นผลจากความพึ่งพิงผู้ให้บริการคลาวด์ไม่กี่รายที่กลายเป็นแกนกลางของโครงสร้างออนไลน์ทั่วโลก
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สำหรับหลายประเทศทั่วโลก “การออฟไลน์” แทบไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป อินเทอร์เน็ตคือรากฐานของระบบการเงินและผู้บริโภคสมัยใหม่ ทำให้การสื่อสารและธุรกรรมเกิดขึ้นได้ทันที แม้ระบบนี้จะเป็นส่วนสำคัญต่อกิจกรรมของมนุษย์ แต่ก็มีความเปราะบางสูง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ทุกครั้งเมื่อส่วนหนึ่งหยุดทำงาน
ปี 2568 มีเหตุการณ์ระบบล่มขนาดใหญ่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ความขัดข้องทางเทคนิคของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเว็บรายใหญ่ทำให้บริการสำหรับผู้ใช้หลายล้านคนหยุดชะงัก
เหตุขัดข้องยาว 15 ชั่วโมงในดาต้าเซ็นเตอร์ของ Amazon.com Inc. เมื่อเดือนตุลาคม ทำให้เด็กในสหราชอาณาจักรเข้าเล่น Roblox ไม่ได้ พนักงานไม่สามารถประชุมผ่าน Zoom และวิศวกรออนคอลในอินเดียต้องยกเลิกแผนวันหยุดดีปาวลี ส่วนกลางเดือนพฤศจิกายน ความผิดปกติของ Cloudflare Inc. ทำให้เว็บไซต์จำนวนมากล่ม รวมถึง ChatGPT การขนส่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ และแพลตฟอร์ม X
เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูไม่น่าเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการรายเดียวจะส่งผลเป็นโดมิโนวงกว้าง แต่คำตอบอยู่ที่วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต และทางลัดด้านต้นทุนและประสิทธิภาพที่บริษัทต่าง ๆ เลือกใช้จนระบบต้องพึ่งพาโครงสร้างบางรายมากเกินไป
เมื่อผู้ใช้ในอังกฤษพิมพ์ google.com บนอุปกรณ์ คำสั่งนี้จะกระตุ้นกระบวนการที่ซับซ้อนแต่รวดเร็วมาก ทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีหมายเลข IP และใช้ระบบ DNS เพื่อค้นหาและเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง อุปกรณ์จะส่งคำขอข้อมูลผ่าน WiFi เครือข่ายมือถือ หรือสายเคเบิล เดินทางผ่านเราเตอร์ สวิตช์ เคเบิลใต้น้ำ และดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ จนไปถึงเซิร์ฟเวอร์ของ Google ซึ่งจะประมวลผลคำขอและส่งข้อมูลกลับมายังผู้ใช้ผ่านเส้นทางเดียวกัน การล่มอาจเกิดขึ้นได้ทุกจุดตลอดห่วงโซ่เชื่อมต่อ และหนึ่งในสาเหตุที่ปัญหาขยายวงได้ง่ายในยุคนี้ คือ ความครอบงำของ Cloud Computing
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ สถานที่เก็บข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนยุคคลาวด์ บริษัทส่วนใหญ่เก็บเซิร์ฟเวอร์ไว้ในสำนักงาน หรือเช่าเซิร์ฟเวอร์จากบริษัทอื่นแต่ยังจัดการเอง ส่วนผู้ใช้ก็เก็บข้อมูลไว้บนอุปกรณ์ของตนเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงจำกัดอยู่แค่คอมพิวเตอร์ใครคอมพิวเตอร์มัน
กระทั่ง Amazon พบว่าวิศวกรของบริษัทใช้เวลามากเกินไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานซ้ำ ๆ จึงสร้างระบบคลาวด์เพื่อใช้เอง ก่อนจะขยายให้บริการสู่อินเทอร์เน็ตทั้งระบบ ส่งผลให้แนวคิดนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว จน AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud ครองตลาดโลก
ในปัจจุบัน คลาวด์แต่ละแห่งประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์นับล้านเครื่อง แบ่งเป็นภูมิภาค (region) ที่รองรับการใช้งานในพื้นที่ต่าง ๆ หาก region ที่สำคัญล่มจะกระทบผู้ใช้จำนวนมหาศาลทันที และหลายบริษัทเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบของตนพึ่งพา region ไหนอยู่
กรณี AWS ที่ล่มในเดือนตุลาคมมีสาเหตุจากบั๊กในบริการหลัก ทำให้ระบบอื่น ๆ ล้มตามเป็นลูกโซ่
เช่นในสหราชอาณาจักร AWS และ Azure ครองตลาดกว่า 70% มาจากการเป็นผู้เล่นรายแรก การเป็นเจ้าเก่าในระบบองค์กร (โดยเฉพาะ Microsoft) และพลังทางการเงินที่มหาศาล ข้อเสียคือ ความพึ่งพิงผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย ทำให้การล่มเพียงครั้งเดียวส่งผลลุกลามไปทั่วอินเทอร์เน็ต
ผู้ให้บริการรายใหญ่ยังถูกวิจารณ์ว่ามีระบบที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายผู้ให้บริการได้ยาก ค่าใช้จ่ายในการย้ายสูง และเทคโนโลยีของแต่ละเจ้าต่างกันจนต้องฝึกบุคลากรเฉพาะด้านสำหรับเจ้าที่เลือกใช้
แม้ผู้ให้บริการรายใหญ่จะน่าเชื่อถือ แต่ความเชื่อมโยงกันของระบบสมัยใหม่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น กรณี CrowdStrike ในปี 2567 ที่ออกอัปเดตผิดพลาดผ่านระบบคลาวด์ ทำให้คอมพิวเตอร์ Windows ทั่วโลกขึ้นจอฟ้าในเวลาเดียวกัน แม้ปัญหาไม่ได้มาจากคลาวด์โดยตรง แต่อัปเดตที่ส่งพร้อมกันทั่วโลกทำให้ผลกระทบรุนแรง
สิ่งสำคัญคือ การวางแผนล่วงหน้า เช่น จัดระบบสำรอง (backup) เมื่อ region หลักล่ม ทำเซิร์ฟเวอร์สำรองภายในองค์กรสำหรับบริการสำคัญ กระจายระบบไม่ให้พึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว สำหรับผู้ใช้ทั่วไป เมื่ออินเทอร์เน็ตล่มครั้งใหญ่ สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือรอให้ผู้ให้บริการแก้ไข และพักสายตาจากหน้าจอระหว่างรอ
อ้างอิง : bloomberg.com