โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งูดินเจ้าที่หรือจะสู้กับมังกรต่างถิ่น: การเมืองเรื่องรถไฟความเร็วสูง

The101.world

เผยแพร่ 24 มี.ค. 2563 เวลา 03.59 น. • The 101 World

ตฤณ ไอยะรา เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

ท่ามกลางกระแสการผงาดขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะของมหาอำนาจรายใหม่ หนึ่งในเรื่องราวที่ผู้คนนานาประเทศต่างพากันกล่าวถึงคือ ความมุ่งหวังของอาณาจักรกลางในการสถาปนาโครงข่ายโครงสร้างขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการคมนาคม ภายใต้ป้ายยี่ห้อ “ความริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt-and-Road Initiative –BRI)”  ความทะเยอะทะยานข้างต้นนี้นำไปสู่ข้อถกเถียงในวงวิชาการที่ให้ความสนใจต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองและการพัฒนาระหว่างประเทศอย่างแพร่หลาย ในอีกนัยหนึ่ง BRI กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงและได้รับความสนใจจากแวดวงการศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระหว่างประเทศ (international studies)

กระนั้น บทความขนาดสั้นชิ้นนี้อยากชวนท่านผู้อ่านให้พิจารณา BRI จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบ (comparative political economy) ที่มุ่งเน้นการศึกษาเปรียบเทียบปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก โดยบทความชิ้นนี้ขอใช้โครงการรถไฟความเร็วสูง (high-speed railway – HSR) ในฐานะตัวแทนหนึ่งของ BRI เพราะโครงการรถไฟฯ มีศักยภาพที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ แต่เนื้อหาของบทความชิ้นนี้จำกัดเพียงแค่การถ่ายทอดประสบการณ์ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น

 

Win – Win หรือ Win – Lose : วิวาทะว่าด้วยรถไฟความเร็วสูงที่ริเริ่มโดยจีน ในงานวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

นักวิชาการในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนหนึ่งกล่าวว่า BRI คือรูปธรรมของความทะเยอทะยานของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการยกสถานะตัวเองในการเมืองระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างปริมณฑลทางอิทธิพล (sphere of influence) หรือที่ทางการจีนมักเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “ชุมชนของรัฐที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน (community of shared destiny)”

สาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในตำแหน่งของผู้นำ[2]  แต่ในหมู่นักวิชาการกลุ่มนี้ก็มีความเห็นแตกต่างกันไปในบางประเด็น โดยเฉพาะหน้าตาของระเบียบโลกที่เกิดจาก BRI ที่มีรถไฟความเร็วสูงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ ในด้านหนึ่ง นักวิชาการอย่าง David Ayase (2015) เสนอว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงนำไปสู่การขยายอำนาจในการเจรจาของจีนที่ต้องแลกมาด้วยพื้นที่การเจรจาที่ลดลงของรัฐที่มีขนาดเล็กกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง Gerald Chan (2018) ให้ความเห็นว่า โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ที่เกิดจากรถไฟความเร็วสูงสร้างความสัมพันธ์แบบสมประโยชน์ระหว่างรัฐต่างๆ (win-win situation) เพราะเส้นทางสายไหมส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้า ผู้คน และความคิดข้ามพรมแดนรัฐชาติ ถึงแม้ทั้ง Arase และ Chan จะมีความเห็นแตกต่างกันต่อลักษณะของระเบียบการเมืองระหว่างประเทศที่ก่อรูปจากโครงการรถไฟความเร็วสูง ทั้งสองท่านนี้ก็ต่างมองว่า รัฐบาลจีนเป็นผู้กำหนดทิศทางโครงการนี้เป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน งานศึกษาบางชิ้นเช่น Yu (2014) ที่ศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จีนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างระบุว่าโครงการนี้ไม่ได้ตอบสนองต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของรัฐจีนเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์แก่รัฐในภูมิภาคนี้ที่ต้องการปรับปรุงโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านการคมนาคมภายในเขตแดนของตนเองอีกด้วย  ยิ่งกว่านั้น รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสามารถต่อรองกับตัวแทนของรัฐจีนเพื่อปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโครงการรถไฟให้ตอบโจทย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐท้องถิ่นมากขึ้น เช่น รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของโจโค วิโดโด (Joko Widodo) หรือ โจโควี (Jokowi) สามารถเรียกร้องให้ตัวแทนของรัฐบาลจีนทำตามข้อเสนอว่าด้วยการค้ำเงินประกันเงินกู้โดยรัฐบาลและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนรถไฟ นอกจากนี้ กรณีการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงในอินโดนีเซียที่ตัวแทนของรัฐบาลจีนชนะตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่นในการแข่งขันประมูล ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของทั้งสองประเทศในการเจรจาโครงการทำนองนี้ในประเทศอื่น

งานศึกษาในกลุ่มนี้สามารถฉายภาพความเป็นผู้กระทำการ (agency) ของรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถต่อรองและเจรจาในการก่อรูปรายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ แต่งานศึกษาข้างต้นยังไม่ได้สำรวจว่าการเมืองภายในประเทศมีอิทธิพลต่อโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เป็นความร่วมมือระหว่างตัวแทนของรัฐบาลจีนและประเทศต่างๆ อย่างไร  โครงการรถไฟความเร็วสูงสามารถนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์พร้อมกับผลักต้นทุนให้แก่กลุ่มพลังภายในประเทศ การพิจารณาการเมืองภายในประเทศจึงจำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจที่มีต่อชะตากรรมของโครงการฯ ในแต่ละพื้นที่

 

โครงการรถไฟความเร็วสูงกับการเมืองภายในประเทศ : เมื่อมังกรต่างถิ่นต้องปะทะกับงูดินเจ้าที่

 

บทความชิ้นนี้ขอหยิบยืม “แนวทางการวิเคราะห์สองขั้น (two-step analysis)” ของสำนักเมอร์ดอค (Murdoch School)[3] มาเป็นกรอบในการอธิบายถึงสถานการณ์ของโครงการรถไฟฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความชิ้นนี้เสนอว่า เราไม่ควรวิเคราะห์โครงการรถไฟในฐานะของรูปแบบการเข้ามามีบทบาทของตัวแสดงจากภายนอก (external actors) แต่ควรพินิจถึงกระบวนการที่ดูดซับ (subsume) โครงการรถไฟฯ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนายทุนระดับท้องถิ่นและระดับชาติ (local and national capitalists) ผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการรัฐ (state managers) กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (voters) ที่สะท้อนถึงกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ รวมไปถึงตัวแทนของรัฐบาลจีนที่เข้าร่วมการแก่งแย่งด้วย สำนักนี้จึงเป็นนิยามนโยบายในความหมายของผลลัพธ์จากปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มพลังข้างต้นที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการฯ ไม่ใช่เครื่องมือทางเทคนิคที่รัฐใช้ในการบรรลุเป้าประสงค์บางอย่าง

จากนิยามว่าด้วยนโยบายข้างต้น รัฐจึงไม่ใช่ตัวละครที่มีความเป็นอิสระจากกลุ่มพลังในสังคมอย่างเด็ดขาด หากแต่รัฐคือส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางสังคม (state as social relations) เพราะกลุ่มพลังอันหลากหลายในสังคมและภายในรัฐเองสามารถจัดการและปรับเปลี่ยนนโยบายที่เปรียบเสมือนการกระทำของรัฐได้ (a state’s action)

ลักษณะและชะตากรรมของนโยบายรถไฟความเร็วสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดจากความสัมพันธ์ในสามมิติ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและกลุ่มพลังในสังคม (state-society relation) ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพลังภายในรัฐ (intra-state relation) และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่กระทำผ่านกลุ่มตัวแทนของรัฐบาล (inter-state relation)  ความสัมพันธ์ทั้งสามระนาบนี้ส่งผลทั้งขั้นตอนการก่อตัว (formulation) และการบรรลุ (realization) ของนโยบายการพัฒนารถไฟความเร็วสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การพิจารณาความสัมพันธ์ทั้งสามระนาบชี้ว่า ตัวแทนของรัฐบาลจีนไม่ได้ต่อรองกับผู้มีอำนาจในการจัดการรัฐเจ้าบ้านเท่านั้น เพราะตัวแทนเหล่านั้นต้องประนีประนอมหรือปะทะกับกลุ่มพลังทางสังคม ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม มังกรจีนจำเป็นต้องรับมือจากงูดินเจ้าถิ่นทั้งที่อยู่ในกลไกรัฐหรือสังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและกลุ่มพลังในสังคมสามารถส่งผลต่อรูปแบบและความก้าวหน้าของนโยบายรถไฟความเร็วสูง เพราะกลุ่มพลังในสังคมสามารถกดดันรัฐบาลให้ออกแบบโครงร่างนโยบาย (policy proposal) ที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของพวกเขา รูปแบบของการกดดันและขอบเขตของกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามากดดันก็แตกต่างกันในแต่ละระบอบการปกครองที่มีลักษณะของการจัดวางเงื่อนไขทางสถาบันที่ต่างกัน กล่าวคือในระบอบการปกครองที่ความชอบธรรมของรัฐบาลอิงกับผลการเลือกตั้ง กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ชนชั้นนำเช่นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถใช้กลไกการเลือกตั้งในการเรียกร้องให้รัฐบาลแบ่งสรรผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากรถไฟความเร็วสูงให้แก่พวกเขา

กรณีตัวอย่างคือโครงการรถไฟความเร็วสูงของระหว่างจาการ์ตา (Jakarta) และบันดุง (Bandung) ที่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ใช้งบประมาณโดยตรงและไม่จำเป็นต้องค้ำประกันเงินกู้ที่มาจากธนาคารพัฒนาของจีน (China Development Bank-CDB) เพราะรัฐบาลโจโควีต้องการเก็บงบประมาณไว้ลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเกาะอื่นที่ไม่ใช่ชวา (Java) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอินโดนีเซีย เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาในภูมิภาคที่อาจรักษาและเพิ่มคะแนนเสียงให้แก่โจโควี  ส่วนในระบอบการเมืองที่ความชอบธรรมของรัฐบาลไม่ได้อิงกับการเลือกตั้ง กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ชนชั้นนำยากที่จะมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย เนื่องจากไม่มีช่องทางที่เป็นทางการ การออกแบบนโยบายในกลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมักเป็นผลมาจากการตกลงกันระหว่างกลุ่มชนชั้นนำและตัวแทนของรัฐบาลจีนที่มีเป้าหมายในการใช้รถไฟความเร็วสูงสร้างค่าเช่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพลังภายในรัฐสามารถชี้ให้เห็นถึงชะตากรรมของโครงการได้มากพอกับแบบแผนของโครงการ เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงส่วนใหญ่มักใช้ทรัพยากรที่รัฐเป็นเจ้าของและต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความชำนาญทางเทคนิคและกฎหมาย ในหลายครั้ง โครงการฯ ดำเนินไปได้อย่างล้าช้า จากการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในบางหน่วยงานที่ต้องพยายามเดินตามกฎหมายและระเบียบทางราชการอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขามีความผิดได้ เช่น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในอินโดนีเซียที่ล่าช้าไปเป็นเวลาหลายเดือนจากแผนที่วางเอาไว้ เพราะทางองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารโครงการฯ ต้องรอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างให้ครบเสียก่อน กรณีศึกษาในอินโดนีเซียเผยให้เห็นว่า รัฐบาลเจ้าบ้านและตัวแทนของรัฐบาลจีนที่ต้องการดำเนินโครงการต้องเผชิญทั้งข้อเรียกร้องของกลุ่มพลังทางสังคม และแรงจูงใจของหน่วยงานภายในรัฐ

ความสัมพันธ์ระนาบสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนของรัฐบาลเจ้าบ้านและรัฐบาลจีนไม่ได้เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศอย่างบริสุทธิ์เสียทีเดียว เนื่องด้วยตัวแทนของรัฐบาลเจ้าบ้านต้องเป็นตัวแทนของกลุ่มพลังทางสังคมในประเทศไม่มากก็น้อย และตัวแทนของรัฐบาลเจ้าบ้านจำเป็นต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่อยู่ในรัฐเจ้าบ้านด้วย อีกนัยหนึ่ง ตัวแทนของรัฐบาลจีนไม่ได้เจรจากับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังต้องต่อรองกับกลุ่มพลังอื่นทั้งที่อยู่ในสังคมและรัฐ

ในขณะเดียวกัน ตัวแทนของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ (state-owned enterprises) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟยังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการรถไฟความเร็วสูง เพราะตัวแทนเหล่านี้มีลักษณะเป็น "รัฐวิสาหกิจข้ามชาติ (state-owned multinational corporations – SOMNCs)" ที่จำเป็นต้องแสวงหาผลกำไรสูงสุดไปพร้อมกับทำตามวัตถุประสงค์ของรัฐ แต่รัฐวิสาหกิจข้ามชาติเหล่านี้ได้เปรียบจากความช่วยเหลือทั้งทางการเงินและการเมืองจากรัฐที่ตนเองสังกัดอยู่ ในกรณีที่ตัวแทนของรัฐบาลจีนต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของกิจการร่วมทุน (joint-venture) กับตัวแทนของรัฐบาลเจ้าบ้านในโครงการรถไฟความเร็วสูงดังที่เกิดขึ้นในเส้นทางจากจาการ์ตาไปบันดุง ตัวแทนของรัฐบาลจีนมักเรียกร้องการแบ่งปันผลประโยชน์จากการบริหารจัดการที่ดินและสินทรัพย์ที่เป็นรายได้ก้อนใหญ่ที่เกิดจากโครงการฯ เพื่อชดเชยความเสี่ยงทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าไปลงทุนอย่างเต็มตัวมากขึ้น การเรียกร้องผลประโยชน์ข้างต้นแสดงว่า ตัวแทนของรัฐบาลจีนกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้ต้องมีการจัดสรรค่าทางเศรษฐกิจเสียใหม่

 

บทสรุป : เส้นแบ่งระหว่างการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศ

 

กรอบการมองที่วางอยู่บนความสัมพันธ์สามระนาบเสนอข้อถกเถียงว่า การเข้าใจกระบวนการก่อตัวและการบรรลุของนโยบายการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาเกี่ยวข้องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องพิจารณาทั้งบทบาทของตัวแสดงที่ปฏิบัติการแทนรัฐบาล และกลุ่มพลังทางสังคมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึงเงื่อนไขทางสถาบันการเมืองที่เปรียบเสมือนจุดอ้างอิงในการแบ่งสรรอำนาจไปยังกลุ่มผลประโยชน์หรือตัวละครต่างๆ ในแต่ละประเทศ กรอบการมองนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า เราสามารถแบ่งการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศออกจากกันอย่างเด็ดขาดได้ในทุกกรณีหรือไม่ เพราะประสบการณ์การพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงในภูมิภาคอุษาคเนย์แสดงให้เห็นว่า ในหลายครั้ง เงื่อนไขและตัวแสดงในการเมืองระหว่างประเทศก็ถูกดูดซับจนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัย หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีผลต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการเมืองในประเทศ

การดูดซับของเงื่อนไขและตัวแสดงในการเมืองระหว่างประเทศสู่การเมืองภายในประเทศเป็นการยืนยันถึงความสามารถและความเป็นอิสระของรัฐ และกลุ่มพลังทางสังคมของประเทศเล็กประเทศน้อยในการต่อรองและคัดง้างกับตัวแทนของมหาอำนาจได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น รัฐและกลุ่มพลังทางสังคมจึงมีศักยภาพในการก่อรูปนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาที่เหมาะสมกับพวกเขา ผ่านการเจรจากับตัวแทนมหาอำนาจ แต่น่าเศร้าที่ในบางครั้ง ศักยภาพดังกล่าวไม่ได้ถูกเติมเต็ม จากสาเหตุอะไรก็ตาม

 

เชิงอรรถ

หมายเหตุ*  บทความนี้ดัดแปลงจากเนื้อหาของการเสวนา “เส้นทางสู่อำนาจ: รถไฟมังกรและเศรษฐศาสตร์การเมืองในอาเซียน” ในวันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์

[1] อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

[2] รายละเอียดของข้อถกเถียงทำนองนี้สามารถอ่านเพิ่มได้ในงานดังต่อไปนี้

  • Arase, David. 2015. “China’s Two Silkroads Initiatives: What it Means for Southeast Asia.” In Southeast Asian Affairs 2015, edited by Daljit Singh, 25-45. Singapore: ISEAS-Yusof Ishak Institute.
  • Chan, Gerald. 2018. Understanding China’s New Diplomacy: Silk Roads and Bullet Trains. Cheltenham: Edward Elgar.

[3] สำนักเมอร์ดอค (Murdoch School) เป็นกระแสการเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญาของนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับศูนย์วิจัยเอเชีย (Asia Research Centre) มหาวิทยาลัยเมอร์ดอค (Murdoch University) ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย (Western Australia)  สำนักฯ ใช้แนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงวิพากษ์ (critical political economy) ที่พิจารณานโยบายและสถาบันในฐานะผลลัพธ์ของความขัดแย้งของกลุ่มพลังในสังคม (social conflicts) ในการศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  งานพื้นฐานในการทำความรู้จักสำนักนี้คือหนังสือ Political Economy of South-East Asia ทั้งสามฉบับพิมพ์ (edition) ที่มี Garry Rodan, Kevin Hewison, and Richard Robison เป็นบรรณาธิการร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...