แบงก์งัดแผนฉุกเฉินสู้โควิดระยะ3 ค่ายรถ-ธุรกิจดิ้นขายออนไลน์
รัฐบาลสั่งภาคเอกชนงดจัดอีเวนต์-กิจกรรมเสี่ยง แบงก์งัดแผนฉุกเฉินรับมือแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ระยะที่ 3 วางแผนให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน แบงก์กรุงศรีฯจัดทำ “ห้องปลอดเชื้อ” รองรับพนักงานที่ต้องเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ “ไปรษณีย์ไทย” ตั้งวอร์รูมพร้อมแผนปฏิบัติการ มอเตอร์โชว์เลื่อน ค่ายรถปรับแผนทำตลาด ไลฟ์สดเปิดตัวรถใหม่ ร้านอาหารเชนดังแห่ทำแคมเปญ “ดีลิเวอรี่” กระตุกยอดขาย
รัฐบาลให้เอกชนงดจัดอีเวนต์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อ 3 มี.ค. มีมติเห็นชอบข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นมาตรการเร่งด่วน 2 มาตรการ รวม 14 ข้อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 หนึ่งในนั้นคือให้ส่วนราชการขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคเอกชนให้หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมากที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค เช่น การแข่งขันกีฬา จัดคอนเสิร์ต จัดมหรสพ ฯลฯ
แบงก์เตรียม “แผนฉุกเฉิน”
นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารได้เตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ BCP (Business Continuity Planning) ไว้รองรับหากมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น เช่น หากการระบาดของไวรัสCOVID-19 เข้าสู่ระยะที่ 3 เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้ไม่สะดุดโดยแผนรับมือ 2-3 ระดับ อาทิ ระดับ 1 กรณีพนักงานที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงจะให้หยุดทำงานเป็นเวลา 14 วัน เพื่อรับผิดชอบต่อส่วนรวม รวมถึงไม่อนุญาตให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศ
และระดับ 2 คือแบ่งทีมงานระหว่างส่วนงานที่สามารถทำงานที่บ้าน (Work at Home) และส่วนงานที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ โดยหากการระบาดรุนแรงขึ้น จะให้ทีมที่สามารถทำงานที่บ้านได้ Work at Home ในส่วนงานที่ไม่สามารถทำงานที่บ้าน เช่น ฝ่ายไอที, ห้องค้าเงิน หรือพนักงานที่ยังต้องเจอลูกค้า ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบงานหลักของธนาคารและมีความจำเป็นต้องมาทำงานในพื้นที่ ธนาคารจะจัดสถานที่ทำงานใหม่ โดยให้มีพื้นที่ระยะห่างของพนักงานแต่ละคนเพื่อลดความเสี่ยงการระบาด เช่นจากเดิมจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ธนาคารพยายามหลีกเลี่ยงการประชุมแบบเผชิญหน้า โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้แทน เช่น การใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เป็นต้น
“เราเริ่มทำแผน BCP เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการทำงานของพนักงานไม่จำเป็นต้องอยู่เป็นจุดเดียว แต่มีการแบ่งเป็นทีม 1 และทีม 2 และหลีกเลี่ยงทำงานในพื้นที่เสี่ยง สำหรับคนที่อยู่สายงานสำคัญที่หยุดหรือทำงานจากที่บ้านไม่ได้ เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ เช่น แยกห้องให้อยู่ ไม่เบียดกันในห้องเดียว เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้”
กรุงศรีฯเตรียม “ห้องปลอดเชื้อ”
เช่นเดียวกับนายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการประชุมหารือแผนการรับมือสถานการณ์ระบาดไวรัส Covid-19 กรณีมีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่ระยะที่ 3 โดยเบื้องต้นธนาคารจะดำเนินตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ BCP ซึ่งกำหนดขั้นตอนวิธีการปฏิบัติรับมือไว้คร่าว ๆ แล้วในเบื้องต้น แผนรับมือจะแบ่งเป็น 2 ระดับ โดยระดับแรก คือประกาศให้พนักงานงดเดินทางไปต่างประเทศ หรือประเทศกลุ่มเสี่ยงในช่วงเวลานี้
ระดับที่ 2 คือ การแยกพนักงานตามหน้าที่การปฏิบัติงาน โดยธนาคารมีการสำรวจว่ามีพนักงานจำนวนเท่าไรที่อยู่ในสายงานที่สามารถปฏิบัติหน้าที่จากที่บ้านได้ หากสถานการณ์ระบาดมีความรุนแรงมากขึ้น ธนาคารก็จะให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่จากที่บ้าน ส่วนพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ เช่น พนักงานต้อนรับลูกค้า สาขา หรือพนักงานที่ดูแลระบบไอที ซึ่งไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ เบื้องต้นธนาคารได้จัดเตรียมห้องปลอดภัยจากเชื้อโรคไว้ให้พนักงานเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงของการระบาดของไวรัส Covid-19 เมื่อมาปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น
ไปรษณีย์ไทยตั้งวอร์รูม
นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปณท ได้เปิดวอร์รูมเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 พร้อมแผนปฏิบัติการที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานและผู้ใช้บริการ เนื่องจากบริการของไปรษณีย์ไทยถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่จะต้องให้บริการประชาชนด้านโลจิสติกส์ จึงไม่สามารถหยุดปฏิบัติงานได้
สำหรับแผนรับมือการจัดการด้านขนส่งหากการแพร่เชื้อเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยจะมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบนไปรษณียภัณฑ์ขาเข้าที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด รวมถึงไปรษณียภัณฑ์ในประเทศ ทั้งจะมีการตรวจสุขภาพพนักงานนำจ่ายทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน กรณีหากพนักงานป่วยให้หยุดงานและสลับเปลี่ยนพนักงานในส่วนอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เพราะไปรษณีย์หยุดไม่ได้ แต่ในส่วนของแฟรนไชส์ 150 แห่ง สามารถแจ้งหยุดให้บริการได้
“ทั้งนี้เชื่อว่าไปรษณีย์ไทยจะสกัดกั้นไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดในระบบได้ เพราะทีมงานวอร์รูมก็เคยผ่านเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคเมอร์สและซาร์สมาแล้ว”
ค่ายรถปรับแผนทำตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ นอกเหนือจากมาตรการห้ามการเดินทางไปต่างประเทศ ขณะนี้ค่ายรถยนต์ก็ยกเลิกกิจกรรมต่าง ๆที่เกรงว่าเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด รวมถึงอีเวนต์ใหญ่ประจำปีอย่างงาน “มอเตอร์โชว์ 2020” ที่มีกำหนดจัดงานระหว่าง 25 มี.ค.-5 เม.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยขณะนี้ทางบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งเลื่อนการจัดงานเป็นวันที่ 22 เม.ย.-3 พ.ค.2563
อย่างไรก็ตามบรรดาค่ายรถยนต์เตรียมรับมือเรื่องนี้ไว้พอสมควร เนื่องจากปกติงานมอเตอร์โชว์จะถือเป็นฤดูกาลขายรถและจะมีการเปิดตัวรถใหม่จำนวนมาก ดังนั้นค่ายรถจึงเตรียมแผนการทำกิจกรรมและการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ก็พิจารณาใช้วิธีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กหรือช่องทางอื่น ๆ แทนเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด นอกจากนี้ผู้ค้ารถยนต์บางรายก็มองเป็นโอกาสในระยะยาวโดยมีแนวคิดที่จะเข้าถือหุ้นในกลุ่มผู้ค้ารถออนไลน์ เป็นการสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น
ร้านอาหารรุกแคมเปญดีลิเวอรี่
นอกจากนี้ผลพวงจากความกังวลไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้คนเดินห้างสรรพสินค้าน้อยลง ซึ่งกระทบโดยตรงกับธุรกิจร้านอาหาร ทำให้ร้านอาหารค่ายใหญ่ ทั้งไมเนอร์ โออิชิ ซีอาร์จี และเซ็นต่างหันมากระตุ้นช่องทางขายดีลิเวอรี่ ทั้งผ่านแพลตฟอร์มของตัวเอง และร่วมกับแกร็บฟู้ด ไลน์แมน ฟู้ดแพนด้า ฯลฯ เพื่อชดเชยยอดขายหน้าร้านที่หายไป
เริ่มจาก “ไมเนอร์ ฟู้ด” ที่ร้านทั้ง 6 แบรนด์ ได้แก่ เดอะพิซซ่า คอมปะนี เบอร์เกอร์คิง ซิซซ์เลอร์ เดอะคอฟฟี่คลับ สเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน จัดโปรโมชั่นลดราคา และซื้อ 1 แถม 1 สำหรับจัดส่งผ่านช่องทางดีลิเวอรี่ เบอร์ 1112 ตลอดเดือน มี.ค.นี้
สำหรับ “โออิชิ กรุ๊ป” ที่มีร้านอาหารในเครือ 7 แบรนด์ จัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ ในเมนูข้าวกว่า 7 เมนู เฉพาะวันจันทร์ -วันศุกร์ เฉพาะสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ OISHIDELIVERY.COM และยังมีบริการ Click & Collect ให้ลูกค้าสั่งซื้ออาหารล่วงหน้าทางออนไลน์ และรับสินค้าที่สาขาของร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิใกล้บ้านโดยไม่มีค่าบริการ
ขณะที่ “ซีอาร์จี” ผู้ให้บริการร้านอาหารเคเอฟซี, โอโตยะ, โยชิโนยะ, ชาบูตง, เปปเปอร์ ลันช์, อานตี้ แอนส์ และมิสเตอร์โดนัท ฯลฯ แต่ละร้านได้ทยอยจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าดีลิเวอรี่ 1312 หรือสั่งผ่าน foodhunt.com เช่น เคเอฟซีมีแคมเปญซุปเปอร์ฮอตต้อนรับซัมเมอร์ ราคา 222 บาท เมื่อสั่งผ่านแกร็บฟู้ดเช่นเดียวกับคัดซึยะ โอโตยะ และเปปเปอร์ลันช์ ที่นำชุดเมนูมาจัดโปรโมชั่นลดราคา 20% สำหรับลูกค้าที่สั่งดีลิเวอรี่ถึง 29 มี.ค.นี้
สนพ.มติชนลุยตลาดออนไลน์
นางสาวเอมอร ส่องสว่าง ผู้จัดการฝ่ายขายพิเศษ บริษัท งานดี จำกัด เครือบมจ.มติชน กล่าวว่า กรณีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 48 ในวันที่ 25 มี.ค.-5 เม.ย.นี้ต้องยกเลิกไป ทางสำนักพิมพ์มติชนจึงได้ปรับรูปแบบงานไปขายและทำกิจกรรมทางออนไลน์ ซึ่งทางสำนักพิมพ์ไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤต แต่มองว่าเป็นโอกาสที่จะได้หันมามุ่งเน้นการขายทางออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น
โดยสำนักพิมพ์มติชนมีช่องทางการขายออนไลน์ของตัวเอง คือ www.matichonbook.com และมีช่องทางการขายบนแพลตฟอร์มของพันธมิตรอีก 5 ราย ได้แก่ Lazada, JD Central, Shopee, 24 Shopping และ Thailand Post Mart ซึ่งจากเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้สำนักพิมพ์มติชนต้องปรับตัวจากการขายแบบ on ground มาเป็นonline ชัดเจนมากขึ้น
“สำนักพิมพ์มติชนเริ่มเคลื่อนไหวและออกแคมเปญอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นให้นักอ่านตื่นตัว ไม่เศร้าซึม ไม่หมดหวังไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเริ่มจากแคมเปญ “Flash Sale 3.3″ มอบส่วนลดให้ลูกค้า 33% ในวันที่ 3 เดือน 3 ปี 63 ซึ่งมียอดสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นว่า แม้ว่าจะมีสถานการณ์แบบนี้ แต่คนก็ไม่ได้หยุดอ่านหนังสือ ไม่ได้หยุดหาความรู้ให้ตัวเอง และหลังจากนี้สำนักพิมพ์มติชนจะมีแคมเปญออกมาอย่างต่อเนื่อง”
THAIFEX 2020 รอลุ้น
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือเข้าสู่ระยะ 3 ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเตรียมแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ตื่นตระหนกจนเกินกว่าเหตุ ภาครัฐอาจกำหนดมาตรการเข้มงวดขึ้นแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะถึงระดับไหน ให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน และงดทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือไม่ สำหรับแผนการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX 2020 ในเดือน พ.ค. โดยหอการค้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ยังต้องรอประเมินสถานการณ์อีก 1-2 สัปดาห์ ว่าจะปรับแผนหรือไม่อย่างไร
แผน สธ.รับมือโควิด-19 เฟส 3
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลและป้องกัน กรณีไวรัสโควิด-19 มีการแพร่กระจายในวงกว้าง หรือเฟส 3 โดยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ เฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ทั้งในประเทศและช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกันก็ให้เตรียมความพร้อมเรื่องจำนวนเตียงคนไข้ สำหรับรองรับผู้ป่วยระหว่าง รพ.ของกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร เหล่าทัพและตำรวจ รวมถึงจัดระบบส่งต่อกับโรงพยาบาลเอกชน โดยกำหนดให้แต่ละเขตต้องนำข้อมูลมารวมกันว่า แต่ละ รพ.มีห้อง Negative Pressure ห้อง lsolation (ห้องแยกโรค) กี่ห้อง นอกจากนี้ สธ.ยังได้จัดทำแนวทางการวินิจฉัยและดูแลร่วม (กลาง) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกเครือข่าย รวมถึงการเตรียมการจัดตั้ง “โรงพยาบาลสนาม” กรณีมีผู้ป่วยจำนวนมาก
ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ขอความร่วมมือมายังสมาคม ซึ่งสมาคมได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ จะมีการประชุมหารือกันในเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกันทุกโรงพยาบาลก็ได้เริ่มสำรวจห้อง Negative Pressure เพื่อเตรียมรองรับผู้ป่วยในกรณีที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และได้มีโรงพยาบาลเอกชนจำนวนหนึ่งที่เสนอตัวเข้าร่วมโครงการและพร้อมจะรับผู้ป่วยเข้าดูแลกรณีที่มีการแพร่ระบาดในวงกว้าง